เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เวลา 17.00 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต., นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. และ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 และการออกเสียงประชามติ
นายณรงค์ กล่าวว่า ตนและคณะทำงานจะแถลงความจริงทุกประการ ไม่มีปิดบัง และยินดีให้ซักถามทุกประเด็น โดย กกต.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ทำตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกฎหมาย ทำตามระเบียบทุกอย่าง
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่จำนวน 3 แห่ง
1) เขตคันนายาว เขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 แขวงคันนายาว เนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนองทำให้บัตรเลือกตั้งและแบบขีดคะแนนชำรุดเสียหาย ซึ่ง กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการรายงานของ ผอ.กกต.ประจำเขตเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว อาศัยอำนาจตามมาตรา 121 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการออกเสียงประชามติในหน่วยนี้ ในวันที่ 22 ก.พ. 2569
2) จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน กรณี กปน.ประกาศงดการนับคะแนน หลังพบว่า กปน.ฉีกบัตรเลือกตั้งจำนวน 69 ใบ คล่อมหมายเลขผู้สมัคร ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย จึงประกาศงดนับคะแนน และรายงานต่อ กกต.เขตเพื่อส่งต่อ กกต.พิจารณา กกต.มีมติสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ โดยอาศัยมาตรา 121 แห่ง พ.ร.ป. สส. ในการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน ในวันที่ 22 ก.พ 2569 พร้อมเปลี่ยน กปน.ชุดใหม่
3) จังหวัดอุดรธานี กรณี กปน.ฉีกบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คล่อมหมายเลขของพรรคการเมือง ซึ่งกรณีนี้ กปน.ตรวจสอบพบระหว่างการนับคะแนน จึงประกาศงดการนับคะแนน และรายงานต่อ กกต.เขต เพื่อส่งต่อ กกต.พิจารณา กกต.พิจารณาแล้ว มีมติสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในเขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอไชยวาน หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ในวันที่ 22 ก.พ 2569 พร้อมเปลี่ยน กปน.ชุดใหม่
จังหวัดมหาสารคาม ในเขตเลือกตั้งที่ 1 กรณีมีการทักท้วงเรื่องป้ายรวมคะแนนซึ่งติดตั้ง ณ บริเวณศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองมหาสารคาม เนื่องจากผลคะแนนของผู้สมัครบางคนมีความคลาดเคลื่อน ซึ่ง กกต.เขตได้ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งแล้ว พบว่ามีผลคะแนนของหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลท่าสองคอน ไม่ได้นำมารวมเป็นคะแนนแก่ผู้สมัคร เมื่อตรวจสอบครบถ้วนถูกต้องแล้ว ได้มีการดำเนินการแก้ไขป้ายรวมคะแนนหน้าศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง กรณีนี้ กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เป็นเหตุให้ต้องสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 124 ของ พ.ร.ป. สส.
จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 กรณีที่มีการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นโดยไม่มีคำสั่งจาก กกต. เหตุเริ่มจากการทักท้วงของนักศึกษาที่มาสังเกตการณ์ว่าการนับคะแนนมองเห็นไม่ชัด เนื่องจากสถานที่เป็นบริเวณภายในอาคารและแสงสว่างไม่เพียงพอ เมื่อ กกต.จังหวัด และ กกต.เขตรับทราบแล้ว ได้สั่งให้นับคะแนนใหม่ โดยแต่งตั้งกรรมการซึ่งมีนักศึกษารวมอยู่ด้วยเป็นผู้ดำเนินการนับคะแนน ซึ่งต้องขอย้ำว่าทั้ง 2 รอบนี้ ไม่ทำให้ผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่การสั่งให้นับคะแนนใหม่นั้น เป็นอำนาจของ กกต. ดังนั้น กกต.จึงอาศัยมาตรา 124 แห่ง พ.ร.ป. สส. สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ นอกเขตเลือกตั้งที่ 7 บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย
"การสั่งนับคะแนนใหม่เป็นไปได้ 2 กรณีเท่านั้น 1) ตามมาตรา 122 ของพรบ. สส. คือ กรณีบัตรเลือกตั้งกับผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกัน ซึ่ง กกต.สามารถพิจารณาสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่หรือนับคะแนนใหม่ได้ แต่ในมาตรานี้กำหนดว่า กรณีที่การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มีผลทำให้เปลี่ยนผลการเลือกตั้ง กกต.อาจสั่งยุติเรื่องได้ 2) ตามมาตรา 124 การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ต้องเข้า 2 กรณีนี้เท่านั้น กกต.จึงจะสามารถสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ได้" ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวต่อว่า กรณีจังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองชลบุรี หลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนแล้ว มวลชนบางส่วนได้เข้ามาสังเกตการณ์ต่อในบริเวณสถานที่ยุบรวมหีบบัตรซึ่งเป็นโรงยิมของเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ย้ำว่าขณะนั้นเป็นขั้นตอนการยุบรวมหีบบัตร คือ หลังจากแต่ละหน่วยเลือกตั้งนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว และส่งผลการนับคะแนนพร้อมหีบบัตรเลือกตั้งมายังสถานที่ที่ กกต.เขตกำหนด เมื่อตรวจรับทุกอย่างครบถ้วนแล้ว กกต.เขตจะทำการยุบรวมหีบบัตร ซึ่งในการดำเนินการจะมีการตัดสายรัดออก และนำถุงบรรจุบัตรที่ผ่านการนับคะแนนแล้ว มารวมเข้าด้วยกันในหีบแต่ละใบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เหลือจำนวนหีบน้อยที่สุด รวมถึงคัดแยกเอกสารต่างๆ รวบรวม และนำส่ง ผอ.กกต.จังหวัดต่อไป
ในระหว่างดำเนินการ ได้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น มวลชนในบริเวณสถานที่ยุบรวมหีบบัตร จึงเสนอขอให้มีการสั่งนับคะแนนใหม่ แต่การสั่งนับคะแนนใหม่เป็นไปได้ 2 กรณีเท่านั้นตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นกรณีนี้เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย กกต.จึงมอบให้ รองเลขาฯ กกต.ดำเนินการสืบสวนสอบสวนว่ามีกระบวนการอย่างไร ซึ่งรองเลขาฯ ได้รายงานผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว กกต.เห็นว่าไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีเขตเลือกตั้งที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 124 แห่ง พ.ร.ป.สส. ประกอบกับข้อ 223 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เห็นควรยุติเรื่อง
ประธาน กกต. กล่าวเสริมว่า เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ทาง กกต.ได้นัดประชุมทันที ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่บางเรื่องเราต้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวินิจฉัย จึงแต่งตั้งคณะทำงานให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยใช้เวลา 2 วัน มีการสอบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ฝ่ายผู้ร้อง ฝ่ายที่ปฏิบัติ ฝ่ายที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อชั่งน้ำหนัก ซึ่งเหมือนกับการเขียนคำพิพากษา ดูความเชื่อมโยงของพยาน ประเด็นที่แถลงตามคำร้องมี 3 ประเด็นตามที่ได้แถลงไปแล้ว แต่เท่านั้นยังไม่พอ กกต.ยังมอบหมายให้ไปหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในการนับคะแนนนั้น เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่
“วันนี้ กกต.ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง ในการพิจารณาประเด็นต่างๆ เรายืนยันได้ว่า กกต.ไม่เอาเกียรติยศชื่อเสียงของเราไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ และเราไม่จำเป็นต้องทำ เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่านอกจากตรวจสอบตามคำร้องแล้ว เรายังตรวจสอบเรื่องความชอบในการนับคะแนนและการรวมผลคะแนนด้วย ขอยืนยันเฉพาะตรงนี้ ส่วนเรื่องอื่นก็ว่ากันต่อไป ยืนยันว่าเราตรวจสอบทุกมิติ ดูแลอย่างละเอียด เพราะเป็นเรื่องสำคัญ” ประธาน กกต.กล่าวและว่า “ส่วนที่มีผู้แจ้งความกลับว่า กกต.แจ้งความเท็จที่ชลบุรีนั้น ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน”
เมื่อถามถึงกรณีมีการพูดถึงบัตรลงคะแนนมีการสแกนบาร์โค้ดทำให้เห็นข้อมูลผู้เลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดนั้น คือมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า บัตรนั้นเป็นบัตรล็อตไหน ของหน่วยไหน เพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต. ซึ่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดี เพื่อให้รู้ที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหน อันนี้ขอยืนยัน
เมื่อถามว่า การแจ้งความกับเด็กกังวลว่าจะเกิดกระแสลุกฮือหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เนื่องจากว่ากรณีแจ้งความนั้น เป็นกรณีของผู้เสียหาย เมื่อ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย มีการบุกรุกเข้าไปในสถานที่หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เขาก็ต้องตรวจสอบแจ้งความ รวมถึงกรณีมีการนำเอกสารของเขา ซึ่งเป็นเอกสารราชการ ซึ่งผู้เสียหายที่เป็นผู้รับผิดชอบ เขาจึงมีความจำเป็นที่ต้องแจ้งความ เพื่อเป็นการคุ้มครองตัวเองด้วย และเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเอกสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา ไปอยู่ตรงไหนอย่างไร
เมื่อถามว่า เมื่อเช้านี้มีประชาชนมาปาปลาร้าที่หน้าสำนักงาน กกต. เราจะมีการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เรามีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและคิดว่าได้ทำเต็มที่ เรื่องความปลอดภัยก็ตามที่สื่อเห็น มีการดูหมิ่นดูแคลนอาฆาตมาดร้าย กกต. บอกว่าต้องเปลี่ยนที่นอน ก็ไม่เป็นไร เราจะยืนหยัดทำหน้าที่ตามกฎหมาย เราก็กลัวกันหมด แต่เราก็ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ของเรา
เมื่อถามว่า การแก้ไขปัญหาของ กกต.มีความล่าช้า นายณรงค์ กล่าวว่า ความล่าช้าคืออะไร ไม่ใช่เอาตามอำเภอใจ อย่างของชลบุรีบอกว่าต้องนับใหม่ทันที ถ้ากฎหมายบอกว่าให้ทำได้เราก็ทำแล้ว ตามกฎหมายมีกระบวนการขั้นตอนอยู่ ท่านไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ แต่ในชลบุรี เราดำเนินการสืบสวนสอบสวน 2 วัน และตามกฎหมาย การรับรอง สส.กำหนดไว้ 60 วัน เราไม่ได้ล่าช้า เราทำงานทุกวันตลอดเวลา
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า หลังการเลือกตั้ง กกต.ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด และพยายามตรวจสอบทุกเรื่องที่มีการร้องเข้ามา แม้บางเรื่องจะไม่เข้าข้อกฎหมาย อย่างกรณีของชลบุรี 3 ข้อที่ร้อง ก็ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายเลย แต่เราก็พยายามดู ให้ไปดูเรื่องการนับคะแนนว่าสุจริตหรือไม่ ก็ต้องทำให้การเลือกตั้งเกิดความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือ ยืนยันว่าพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง ไม่เคยปิดบัง และพร้อมทำความเข้าใจในทุกเรื่อง
เมื่อถามอีกว่า กกต.ได้มีการประเมินการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ผมคงประเมินเองไม่ได้ เป็นเรื่องที่ท่านต้องประเมิน แต่อยากให้ดูว่าวันที่ 8 ก.พ. มีเหตุการณ์ที่ไม่สงบเรียบร้อยหรือไม่ ทั้งเรื่องการนับคะแนนและเรื่องการอำนวยความสะดวก ในวันเลือกตั้งมันเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ท่านคิดเอาเอง