ทรัมป์ทำท่าแข็งขัน มุ่งหน้าเจรจากับอิหร่านเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงและกระทั่งด้อยความสำคัญของการเจรจาหารือกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (11 ก.พ.) ซึ่งพยายามล็อบบี้ให้เพิ่มเงื่อนไขเรียกร้องเอากับเตหะราน
การเจรจาในวันพุธระหว่าง เนทันยาฮู พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินไปเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้นำอิสราเอลเข้าและออกจากทำเนียบขาวจากทางเข้าด้านข้าง และทำเนียบขาวก็ไม่มีการเปิดห้องทำงานรูปไข่ต้อนรับกองทัพนักข่าวเข้ารับฟังเหมือนครั้งก่อนๆ รวมทั้งไม่มีการแถลงข่าวหลังการหารือ นอกจากนั้นภาพที่ทั้งคู่จับมือกันในการพบกันคราวนี้ ยังเผยแพร่โดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ไม่ใช่ทำเนียบขาว
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการพบกับเนทันยาฮูว่า เป็นการพูดคุยที่ดี แต่ไม่มีข้อตกลงใดๆ นอกจากที่ตนยืนกรานว่า การเจรจากับอิหร่านจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อดูว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ ถ้าได้ ซึ่งตนต้องการให้เป็นแบบนั้น จะมีการแจ้งต่อเนทันยาฮู แต่ถ้าไม่ได้ อเมริกาจะดูว่า ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร
ประมุขทำเนียบขาวเสริมว่า ครั้งที่แล้วที่ปฏิเสธทำข้อตกลง อิหร่านได้ถูกอเมริกาโจมตีทางอากาศ แต่ครั้งนี้ ตนหวังว่า เตหะรานจะมีเหตุผลและความรับผิดชอบมากขึ้น
ทางด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลแถลงว่า ผู้นำทั้งคู่หารือเกี่ยวกับการเจรจากับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ในกาซาและตะวันออกกลาง และเห็นพ้องในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
การพบกันเมื่อวันพุธถือเป็นครั้งที่ 7 ระหว่างที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 อีกทั้งเกิดขึ้นขณะที่ทั้งอเมริกาและอิหร่านต่างแสดงความคิดเห็นแง่บวกอย่างระมัดระวังภายหลังการหารือทางอ้อมที่โอมานเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (6 ก.พ.) เกี่ยวกับแนวทางการเจรจาในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน
วันอังคาร (10 ก.พ.) ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ฟ็อกซ์ บิสเนส เน็ตเวิร์กว่า คงไม่ฉลาดนักถ้าอิหร่านจะปฏิเสธการทำข้อตกลงอีก เพราะครั้งที่แล้ว อเมริกาถล่มที่ตั้งนิวเคลียร์หลายแห่งของอิหร่าน และถ้าครั้งนี้ยังดื้อดึงอีก ต้องรอดูว่า อเมริกาจะโจมตีเป้าหมายเพิ่มอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีที่หมายถึงการที่อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
ก่อนหน้าการพูดคุยในทำเนียบขาว สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผยว่า เนทันยาฮูต้องการให้การเจรจาระหว่างอเมริกากับอิหร่านครอบคลุมการจำกัดโครงการขีปนาวุธทิ้งตัวของเตหะราน รวมทั้งการยุติการให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านปฏิเสธมาตลอด โดยยืนกรานว่า จะยอมรับข้อจำกัดบางอย่างเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ แต่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชัน
อย่างไรก็ดี ไม่มีความชัดเจนว่า เนทันยาฮูจะสามารถโน้มน้าวทรัมป์ได้มากแค่ไหน
แรกเริ่มนั้นทรัมป์ขู่แทรกแซงทางทหารจากกรณีที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ต่อมากลับเปลี่ยนมากดดันให้เตหะรานเจรจาข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์
อย่างไรก็ดี วอชิงตันได้มีระดมเสริมกำลังทหารในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาต ระบบต่อต้านการโจมตีทางอากาศ และอื่นๆ อีกมากมาย ขณะที่ประเทศอาหรับและอิสลามเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายอดกลั้น โดยเตือนว่า การโจมตีหรือการตอบโต้ อาจบ่อนทำลายเสถียรภาพของตะวันออกกลางที่สั่นคลอนอยู่แล้วจากสงครามกาซา
ทางด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการเจรจากับอเมริกาว่า จะมีการหารือเกี่ยวกับ “ขั้นตอนต่อไป” แต่สำทับว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ไว้วางใจกันอย่างมาก พร้อมส่งสัญญาณว่า เตหะรานยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมคือ การเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมต่อไป
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพ.ย. อารักชีเผยว่า อิหร่านไม่ได้เพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมแล้วเนื่องจากที่ตั้งทางนิวเคลียร์ถูกอเมริกาโจมตีเสียหายระหว่างสงคราม 10 วันกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิ.ย.
ก่อนสงครามดังกล่าว อิหร่านเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมที่ระดับ 60% ซึ่งใกล้เคียงระดับที่นำไปผลิตอาวุธได้
ทรัมป์ยังโพสต์ว่า ตนและเนทันยาฮูหารือกันเกี่ยวกับความคืบหน้าอย่างชัดเจนในกาซาและตะวันออกกลางโดยรวม และเมื่อวันพุธ เนทันยาฮูตกลงเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพอย่างเป็นทางการ ระหว่างพบกับมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประทศสหรัฐฯ
แรกทีเดียวนั้น คณะกรรมการสันติภาพมีเป้าหมายในการกำกับดูแลขั้นตอนต่างๆ ในแผนการหยุดยิงในกาซา แต่ต่อมาทรัมป์พยายามขยายผลให้มันเป็นองค์กรรับมือวิกฤตการณ์ทั่วโลก ในลักษณะแข่งขันประชันกับองค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ทรัมป์มีแผนจัดประชุมคณะกรรมการสันติภาพของตนครั้งแรกในสัปดาห์หน้า
(ที่มา: เอพี/รอยเตอร์)