พระบุกรุกพื้นที่ป่า
กฎหมายลักลั่น
ขาดเจ้าภาพจัดการปัญหา
ปัญหาสำนักสงฆ์บุกรุกป่าเป็น “ปมคาราคาซัง” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน จนแทบกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ยากจะแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทุกครั้งที่เกิดกรณีใหม่ คำถามเดิมก็ย้อนกลับมาเสมอว่า แท้จริงแล้วหน่วยงานใดกันแน่ที่มีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแล ระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือ กรมป่าไม้ ความไม่ชัดเจนนี้เองที่ทำให้ปัญหาลุกลาม และหลายครั้งนำไปสู่ความเสียหายต่อทรัพยากรป่าที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ง่าย
กรณีล่าสุดที่สังคมจับตา คือ สถานปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์ในเครือ “วัดป่าชนะใจ” จังหวัดสระบุรี ซึ่งกลายเป็นข่าวอื้อฉาวหลังถูกตรวจพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ดิน ส.ป.ก. และแผ้วถางป่าเพื่อจัดสรรที่ดินในลักษณะเชิงพาณิชย์ โดยใช้ศาสนาเป็นฉากหน้า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันสงฆ์ แต่ยังสะท้อนช่องโหว่เชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน
จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการโฆษณาและระดมทุน มีการประกาศขาย “บ้านพักสไตล์ญี่ปุ่น” ภายใต้ชื่อหมู่บ้านอาริยะ ราคาหลังละ 500,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นที่พักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม ทว่าเมื่อหน่วยงานรัฐลงพื้นที่กลับพบการวางระบบสาธารณูปโภคครบครัน ทั้งถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และการเตรียมลงบ้านน็อกดาวน์จำนวนมากในลักษณะจัดสรรเชิงธุรกิจมากกว่าพื้นที่ปฏิบัติธรรมทั่วไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการแสวงหาประโยชน์จากผืนป่าโดยอาศัยสถานะทางศาสนาเป็นเกราะกำบังหรือไม่
เมื่อตรวจสอบในมิติทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของพื้นที่ดังกล่าว ยิ่งพบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล กล่าวคือ สถานที่แห่งนี้มิได้เป็น “วัด” ตามความหมายของกฎหมาย แต่เป็นเพียงที่พักสงฆ์ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และยังพบความผิดปกติในการจัดทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ การที่สถานะไม่ชัดเจนเช่นนี้เอง ทำให้เกิดช่องว่างว่าหน่วยงานใดควรเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ
ตามหลักการจัดตั้งที่พักสงฆ์ ต้องมีการขออนุญาตและขึ้นทะเบียนต่อเจ้าคณะจังหวัด ตามมติของ มหาเถรสมาคม และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 18 ซึ่งกำหนดกระบวนการกำกับดูแลด้านคณะสงฆ์ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ฝ่ายสงฆ์มีหน้าที่ดูแลความถูกต้องตามพระธรรมวินัยและระเบียบคณะสงฆ์ ขณะที่ฝ่ายบ้านเมืองมีหน้าที่ดูแลด้านกฎหมายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ตั้งของสำนักสงฆ์อยู่ในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่คุ้มครอง ปัญหากลับซับซ้อนขึ้นทันที เพราะจะเกี่ยวข้องกับอำนาจของกรมป่าไม้ หรือในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับกรมอุทยานฯ หากเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนบางส่วนในลักษณะ “พุทธอุทยาน” มีแนวคิดให้พระสงฆ์ช่วยดูแลรักษาป่า ควบคู่กับการปฏิบัติธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีบางแห่งที่ขยายขอบเขตเกินกว่าที่อนุญาต หรือแปรเปลี่ยนไปสู่กิจกรรมเชิงพาณิชย์
เมื่ออำนาจถูกโยงไปมาระหว่างหลายหน่วยงาน ปัญหาการบูรณาการจึงกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอาจอ้างว่าไม่มีอำนาจจัดการเรื่องที่ดิน ขณะที่กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานฯ อาจเห็นว่าเรื่องสถานะสำนักสงฆ์เป็นหน้าที่ของฝ่ายศาสนา ผลลัพธ์คือการดำเนินการล่าช้า หรือบางกรณีปล่อยให้การก่อสร้างขยายตัวจนยากจะรื้อถอนโดยไม่กระทบต่อความรู้สึกของชุมชน
แม้หลายกรณีในอดีตจะสามารถเอาผิดและจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ แต่ความเสียหายต่อพื้นที่ป่ามักเกิดขึ้นไปแล้ว ต้นไม้ที่ถูกแผ้วถาง ระบบนิเวศที่ถูกรบกวน และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ล้วนต้องใช้เวลานับสิบปีหรืออาจเป็นร้อยปีจึงจะฟื้นคืนได้ การบังคับใช้กฎหมายภายหลังจึงเป็นเพียงการแก้ไขปลายเหตุ มิใช่การป้องกันต้นเหตุ
กรณีวัดป่าชนะใจจึงไม่ใช่เพียงประเด็นเฉพาะพื้นที่ หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบของการกำกับดูแลสำนักสงฆ์ในพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน ทางออกอาจต้องเริ่มจากการกำหนด “เจ้าภาพหลัก” ที่ชัดเจนในกรณีพื้นที่ทับซ้อน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลางของสำนักสงฆ์ทั่วประเทศ ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายอย่างโปร่งใส และกำหนดกลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่มีผลในทางปฏิบัติจริง
เหนือสิ่งอื่นใด ต้องสร้างหลักประกันว่า ศาสนสถานจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ การธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาไม่ควรแลกมาด้วยการสูญเสียผืนป่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความศรัทธาของประชาชนและความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ คือรากฐานสำคัญของสังคมไทยที่ต้องได้รับการคุ้มครองควบคู่กันไปอย่างสมดุลและยั่งยืน