xs
xsm
sm
md
lg

หาก “พรรคประชาชน” ถูกยุบ แกนนำพรรคถูกกวาดเรียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“อ.คมสัน” ชี้ ยื่นยุบ”พรรคประชาชน”ได้หรือไม่ ขึ้นกับ โครงสร้างภายในของ บ.สเปกเตอร์ ซี ว่าเชื่อมโยงกับผู้บริหารพรรคหรือเปล่า พบ “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาฯพรรค – สเปกเตอร์ ซี และธนาธร คือโครงข่ายสายสัมพันธ์ที่แยกไม่ออก ระบุ หากพรรคประชาชนถูกยุบ 14 กรรมการบริหารพรรค จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ส่วน สส.สามารถย้ายพรรคได้ภายใน 60 วัน เชื่อส่งผลกระทบต่ออนาคต“พรรคส้ม” เหตุ อ.ต้น“วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” และ“ไอติม พริษฐ์” ซึ่งถูกวางตัวให้นั่งหัวหน้าพรรค แทน “เท้ง ณัฐพงษ์” ถูกสอยด้วย

เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับกรณีการยื่นยุบ“พรรคประชาชน” โดย นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร สมาชิกพรรคกล้าธรรม ที่ยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองและประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาชน จากกรณี บริษัท สเปกเตอร์ ซี บริษัทสื่อที่ถูกมองว่าอยู่ภายใต้การดำเนินการของพรรคประชาชน และบทบาทของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแต่ยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของพรรค จึงอาจเข้าข่ายการครอบงำพรรคประชาชน

ส่วนว่าความเป็นไปได้ในการยุบพรรคประชาชนจะมีมากน้อยแค่ไหน และต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง คงต้องไปฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า คำร้องดังกล่าวจะเกี่ยวกับ มาตรา 20 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประกอบกิจการในลักษณะธุรกิจที่แสวงหากำไร , มาตรา 28 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใด อันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ไม่ว่าทางตรงหรือโดยทางอ้อม และ มาตรา 92 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งวางตัวบทกฎหมายหลายมาตราที่นำไปสู่การยุบพรรค

ส่วนการจะบอกว่ากรณีสเปกเตอร์ ซี จะส่งผลให้พรรคประชาชนถูกยุบหรือไม่นั้นต้องพิจารณาหลายๆเรื่องประกอบกัน และอาศัยข้อเท็จจริงหลายๆอย่าง ไม่ใช่เพียงอันใดอันหนึ่ง อาทิ ต้องดูโครงสร้างภายในของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ว่ามีการบริหารหรือมีการครอบงำโดยพรรคประชาชนหรือไม่ อย่างไร มีการจัดการทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัยยังไง กรรมการบริษัทเป็นใคร มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนหรือไม่ มีการใช้นอมินีเข้าไปทำหน้าที่บริหารแทนพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ และต้องพิสูจน์ว่าการดำเนินการต่างๆของบริษัทสเปกตอร์ ซี ทำในนามผู้บริหารบริษัท หรือทำในนามพรรคประชาชน ซึ่งถ้าทำในนามพรรคหรือกรรมการบริหารของพรรคก็เป็นเหตุให้ยุบพรรคได้

นายคมสัน ชี้ว่า ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าพรรคประชาชนเป็นเจ้าของบริษัทสเปกเตอร์ ซี หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น การที่ “แก้วตา”ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่าสเปกเตอร์ ซี ทำหน้าที่เป็น IO ของพรรคประชาชน หรือกรณีที่ไม่มีผู้บริหารของบริษัทสเปกเตอร์ ซี ออกมาชี้แจงเลยว่าบริษัทอยู่ในฐานะอะไร ทำไมจึงเข้าไปตั้งอยู่ในที่ทำการพรรคประชาชน มีแต่แกนนำพรรคประชาชน และ “ช่อ”พรรณิการ์ วานิช อดีตผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน ที่ออกมาชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทำให้สังคมเกิดความสงสัยว่าพรรคเข้าไปครอบงำหรือเป็นเจ้าของสเปกเตอร์ ซี หรือเปล่า

“ ต้องไปดูว่าประธานบริษัทสเปกเตอร์ ซี เป็นใคร คือไม่ต้องถึงกับกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ถือหุ้นในสเปกเตอร์ ซี หรอก ถ้าพิสูจน์ได้ว่าพรรคประชาชนหรือกรรมการบริหารพรรคเข้าไปครอบงำสเปกเตอร์ ซี หรือกรรมการบริษัทสเปกเตอร์ ซี เป็นแค่นอมินีของพรรค หรือมีข้อมูลหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าบริษัทสเปกเตอร์ซีเป็นหน่วยธุรกิจของพรรคประชาชน สันนิษฐานได้ว่าพรรคประกอบธุรกิจ พรรคก็อาจจะถูกยุบได้ เพราะตามกฎหมายห้ามพรรคการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ และห้ามพรรคประกอบธุรกิจ ” นายคมสัน กล่าว

นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร สมาชิกพรรคกล้าธรรม ยื่นยุบพรรคประชาชน
“สเปกเตอร์ ซี” โยง“ศรายุทธิ์-ธนาธร”

ทั้งนี้หากจะพิจารณาถึงโครงสร้างของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด แล้ว รายชื่อหนึ่งซึ่งถูกจับจ้องก็คือ “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรคประชาชน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทสเปกเตอร์ ซี ในฐานะที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ทั้งนี้กล่าวได้ว่าทั้งตัวศรายุทธิ์และบริษัทสเปกเตอร์ ซี นั้นมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับ“พรรคส้ม” และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เจ้าของอาคารอนาคตใหม่ซึ่งเป็นที่ตั้งของพรรคประชาชนและบริษัทสเปกเตอร์ ซีอย่างแยกกันไม่ออก ศรายุทธิ์เป็นเพื่อนสนิทของธนาธรและชัยธวัช ตุลาธน มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยร่วมกัน ภายใต้ชื่อก๊วน "วิศวะ สนนท." ในช่วงปี 2560 ได้รวมตัวกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ โดยธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ชัยธวัช เป็นรองเลขาธิการ ส่วนศรายุทธรับดูแลหลังบ้านในฐานะผู้อำนวยการพรรค

ขณะที่บริษัทสเปกเตอร์ ซี ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 เพื่อรองรับทีมงานของพรรคอนาคตใหม่ หลังจากที่พรรคถูกยุบ สเป็กเตอร์ ซี ประกอบกิจการจัดพิมพ์จำหน่ายหรือเผยแพร่งานอื่นๆผ่านทางออนไลน์ การบริการตัดต่อภาพและเสียง รวมถึงกิจกรรมทางกฎหมายและบัญชี โดยมีศรายุทธิ์ ใจหลัก เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ภายหลังได้ถอนชื่ออกไป ส่วนปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทคือนายนันทพร อาศิรพจนกุล สามีของ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขณะที่นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ ผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของบริษัทสเปกเตอร์ ซี ก็เป็นเป็นอดีตเหรัญญิกพรรคอนาคตใหม่และอดีตผู้ชำนาญการประจำตัวของนายธนาธรเมื่อครั้งที่เป็น สส.

ส่วนนายธนาธรนั้นมีบทบาทเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน อีกทั้งถูกมองว่าเป็นแกนนำคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการวางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน


ขั้นตอนกฎหมายยุบพรรค

สำหรับขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยื่นยุบพรรคนั้น “นายคมสัน” อธิบายว่า หลังจากที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคประชาชนเนื่องจากกรณีบริษัทสเปกเตอร์ ซึ่งถูกสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรค และกรณีการครอบงำพรรคของ น.ส.พรรณิการ์ แล้ว ทาง กกต.ก็จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง จากนั้น กกต.จะมีมติว่าพรรคประชาชนมีการดำเนินการที่ขัดต่อ มาตรา 20 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประกอบกิจการในลักษณะธุรกิจที่แสวงหากำไร หรือขัดต่อมาตรา 28 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใด อันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค หรือไม่

ซึ่งหาก กกต.มีมติว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 20 หรือมาตรา 28 ก็จะเข้าข่ายมาตรา 92 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า หากพรรคการเมืองมีการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 20 และ 28 ก็ให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรค ซึ่งตามขั้นตอน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนชี้แจง พร้อมทั้งแสดงพยานหลักฐาน ซึ่งหากทางพรรคไม่ขอขยายเวลา การพิจารณาก็น่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน แต่หาก กกต.ใช้เวลาในการพิจารณานาน และเมื่อเรื่องมาถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วทางพรรคประชาชนมีการขอขยายเวลาในการพิจารณาคดี ก็อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี


แกนนำพรรคหายเหี้ยน

ส่วนว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคประชาชน จะส่งผลอย่างไรต่อพรรคบ้างนั้น “นายคมสัน” ชี้ว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบแน่ๆคือกรรมการบริหารพรรคประชาชนทั้ง 14 คน ซึ่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ส่วน สส.ที่เหลือสามารถย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ได้ภายใน 60 วันหลังจากที่พรรคถูกยุบ

สำหรับกรรมการบริหารพรรคประชาชน 14 คน ซึ่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี หากพรรคประชาชนถูกยุบนั้น ประกอบด้วย 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค 2.ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค 3.ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิก 4.ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค 5.พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค 6.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย 7.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกิจการสภา 8.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกิจการพิเศษ 9.รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกิจการทั่วไป 10.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ 11.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย 12.กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคฝ่ายงานบริหารท้องถิ่น 13.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และ 14. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ ( ในจำนวนนี้ มี 8 คน ที่อยู่กลุ่ม 44 สส.ที่เสนอแก้ไข ม.112)
นอกจากนั้นยังมีกรณี 44 อดีต สส.ก้าวไกล (ในจำนวนนี้บางคนได้เข้าสภาในฐานะ สส.พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้) ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ในข้อหา"ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง" จากกรณีเสนอให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งเตรียมที่จะส่งศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 9 ก.พ.2569 โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าศาลฎีกาน่าจะตัดสินไปในทิศทางเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีคำวินิจฉัยว่า การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล หาเสียงและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินความพอเหมาะพอควร เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ และเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ โดยมีคำสั่งให้ยุติการกระทำดังกล่าว

ซึ่งหากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า 44 อดีต สส.ก้าวไกล มีความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเสนอร่างแก้ไข ม.112 จะส่งผลให้ทั้ง 44 คนถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป

ดังนั้น หมายความว่าหลังจากนี้บรรดาเบอร์ต้นๆที่กำลังเป็น“แม่เหล็ก”ของพรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ , ศิริกัญญา ตันสกุล , รังสิมันต์ โรม , วิโรจน์ ลักขณาอดิศร , วาโย อัศวรุ่งเรือง , ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ , เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อาจจะหายจากสนามการเมือง อันเนื่องมาจากคำตัดสินของศาลในกรณี 44 สส.

นอกจากนั้นหาก”พรรคประชาชน”ยุบพรรค ก็จะส่งผลให้แกนนำพรรคที่เริ่มถูกผลักดันให้ขึ้นมามีบทบาท อย่าง ศรายุทธิ์ ใจหลัก , วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร , กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และไม่สามารถเคลื่อนไหวในนามพรรคการเมืองได้

ที่สำคัญ ยังส่งผลให้ “อ.ต้น”วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ “ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งพรรคประชาชนเตรียมปลุกปั้นให้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน “เท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่อาจถูกสอยจากกรณี 44 สส. ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนี้ตามที่ได้วางแผนไว้ และทำให้พรรคส้มต้องควานหาผู้ที่จะมา“กุมบังเหียนพรรค”คนใหม่ โดยไม่รู้ว่ากระแสนิยมในอนาคตจะเป็นเช่นไร จะซ้ำรอย “เท้ง”ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่ขึ้นมาแทน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หรือไม่ เพราะบรรดากูรูการเมืองต่างวิเคราะห์ตรงกันว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระแสนิยมของพรรคประชาชนตกต่ำลงจนคะแนนเลือกตั้งหล่นมาเป็นพรรคอันดับ 2 ก็เพราะ “เท้ง”ณัฐพงษ์ ไม่มีแรงดึงดูดเหมือนพิธา

และอย่าลืมว่าทั้งจากกรณี 44 สส. และการยื่นยุบพรรคพรรคชาชน อาจส่งผลให้บุคลากรของ“พรรคส้ม”ต้องหลุดจากวงโคจรทางการเมือง ถึง 50 คน ขณะที่หากพรรคถูกยุบก็สุ่มเสี่ยงที่ สส.จะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นที่เขามองว่า “มั่นคง”และมีโอกาสเติบโตมากกว่า

ดังนั้น เส้นทางการเมืองของ“พรรคส้ม”นับแต่นี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังยากที่จะลุ้นว่าพรรคจะกลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิม !!