คำกล่าวอ้างของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ว่า อิหร่านจะมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐอเมริกาได้ในเร็วๆ นี้ ไม่มีรายงานข่าวกรองที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน และดูเหมือนจะเป็นคำพูดเกินจริง ตามข้อมูลจาก 3 แหล่งข่าว ซึ่งทำให้สังคมเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯ นำมาอ้างเพื่อเป็นเหตุผลในการโจมตีเตหะราน
ในการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union) เมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ทรัมป์ เริ่มต้นการชี้แจงต่อสาธารณชนชาวอเมริกันว่าทำไมสหรัฐฯ จึงควรโจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่าเตหะรานกำลัง "พัฒนาขีปนาวุธที่จะสามารถโจมตี" สหรัฐอเมริกาได้ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว 2 แหล่งระบุว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการประเมินของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ ในปี 2025 ที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทความลับ ซึ่งระบุว่า อิหร่านอาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2035 ในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) "ที่ใช้งานได้จริงทางทหาร" จากยานปล่อยดาวเทียม (satellite-lofting space-launch vehicles -SLV) ที่มีอยู่
“ประธานาธิบดี ทรัมป์ พูดถูกอย่างยิ่งที่เน้นย้ำถึงความกังวลอย่างร้ายแรงที่เกิดจากอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติที่ป่าวร้องตะโกนว่า ‘ความตายจงมีแด่อเมริกา’ และครอบครองขีปนาวุธข้ามทวีป” แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาวกล่าว
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า แม้ว่าจีนหรือเกาหลีเหนือซึ่งมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอิหร่านจะให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี แต่อิหร่านก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปีในการผลิต “สิ่งที่อยู่ในระดับขีปนาวุธข้ามทวีปและใช้งานได้จริง”
แหล่งข่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า พวกเขาไม่ทราบเกี่ยวกับการประเมินข่าวกรองของสหรัฐฯ ใดๆ ที่ระบุว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีแผ่นดินสหรัฐฯ ได้ในเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีข่าวกรองใหม่ที่พวกเขาไม่ทราบ
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเป็นครั้งแรกว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านอาจต้องใช้เวลาอีก "หลายปี" กว่าจะมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีสหรัฐฯ ได้
คำกล่าวอ้างของ ทรัมป์ เกี่ยวกับศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่านเกิดขึ้นในขณะที่ผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าที่จะสามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีจากสหรัฐฯ ท่ามกลางการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาค
ทรัมป์ แทบไม่ได้อธิบายต่อสาธารณะเลยว่าเหตุใดเขาจึงอาจนำสหรัฐฯ เข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงที่สุดต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979
ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอังคาร (24) ทรัมป์ ชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธของเตหะราน การสังหารผู้ประท้วง และโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของประกาศว่าเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคและสหรัฐอเมริกา
เขายังอ้างโดยปราศจากหลักฐานว่า เตหะรานกำลังเริ่มสร้างโครงการนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ หลังจากที่ถูก "ทำลายล้าง" โดยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว ใน 3 สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
เมื่อวันพุธ (25) มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวถึงโครงการขีปนาวุธของอิหร่านด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดเจนเท่ากับที่ ทรัมป์ กล่าวไว้ โดยระบุว่าเตหะราน "กำลังอยู่ในเส้นทาง" ที่จะสามารถพัฒนาอาวุธที่สามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ในอนาคต
รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้แสวงหาคลังอาวุธนิวเคลียร์ และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมซึ่งเป็นกระบวนการที่ผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าและหัวรบนิวเคลียร์ขึ้นอยู่กับระยะเวลา เป็นไปเพื่อการใช้งานด้านพลเรือนเท่านั้น
ในการให้สัมภาษณ์กับ India Today TV ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (25) อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ปฏิเสธข้อครหาที่ว่าอิหร่านกำลังขยายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ
"เราไม่ได้พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล เราจำกัดพิสัยการยิงไว้ต่ำกว่า 2,000 กิโลเมตรโดยเจตนา" เขากล่าว
"เราไม่ต้องการให้มันเป็นภัยคุกคามระดับโลก เรามี (ขีปนาวุธเหล่านั้น) เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ขีปนาวุธของเรามีไว้เพื่อสร้างการป้องปราม"
หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ พบว่าอิหร่านได้ยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2003 แต่ตามข้อมูลของ IAEA ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เตหะรานยังคงดำเนินการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดับที่ใกล้เคียงกับระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน หากเตหะรานยังคงประหารชีวิตผู้ที่ถูกจับกุมระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศในเดือน ม.ค. หรือหากไม่สามารถทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ได้
อิหร่านนั้นมีกองกำลังขีปนาวุธที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง โดยขีปนาวุธของอิหร่านสามารถโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค และบางส่วนของยุโรปได้
นอกจากนี้ อิหร่านยังได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่ายานปล่อยดาวเทียม (SLV) ซึ่งสามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถดัดแปลงเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้
ที่มา: รอยเตอร์