มาถึงขณะนี้...คงไม่ต้องเสียเวลาไปวิเคราะห์วิจารณ์อะไรต่อมิอะไรที่กำลังบึ้มๆ โครมๆ ใน “แนวรบตะวันออกกลาง” อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ “ทรัมป์บ้า”ผู้นำอเมริกาและ “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์-Benjamin Netanyahu” ผู้นำอิสราเอล ได้ชวนกัน “เปิดประตูนรก”ถล่มอิหร่าน ลอบฆ่า ลอบสังหารผู้นำสูงสุด ประมุขทางจิตวิญญาณอย่างท่านอิหม่าม “Ali Khamenei” และบรรดาผู้นำทางการเมือง-การทหารตายไปนับสิบๆ ราย ด้วยเหตุเพราะ “กูรู-กูรู้” หรือบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ไม่ว่าในบ้านเราหรือแทบจะทั่วทั้งโลก ท่านได้ออกมาวิเคราะห์วิจารณ์ ให้ความคิดความเห็น รวมทั้งรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ก็ทะลักหลั่งควั่งพรูกรูนรกและสวรรค์ให้เห็นกันแบบจะจะคาตา...
ชนิดเรียกว่า...แทบหัวฉิ่ง หัวระเบิดก่อให้เกิดอารมณ์-ความรู้สึกต่างๆ นานา ทั้งโศรกเศร้า เคล้าน้ำตา ทั้งน่าเกลียดน่าทุเรศ น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง แถมเผลอๆ อาจรู้สึก “เปรี้ยวเท้า-เปรี้ยวตีน” สลับไปสลับมาอยู่ด้วยมิใช่น้อย ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เลยอยากจะชวนให้ลองแวะไปที่ช่อง “YouTube” ไปค้นเทปวิดีโอว่าด้วยการพูดคุยให้สัมภาษณ์ระหว่างนักคิด-นักวิชาการอิหร่านรายหนึ่ง ผู้มีนามกรว่า “Dr. Mohammad Marandi” กับพิธีกรสมัครเล่นชาวบราซิล “Nima R. Alkhorshid” ที่ได้พูดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังอุบัติขึ้นมาในอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมทั้งโลกทั้งโลกควบคู่ไปด้วยก็ว่าได้ หลังการถล่มอิหร่าน การลอบสังหารผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงแต่ละรายผ่านพ้นไปได้ไม่นาน...
เพราะสิ่งต่างๆ ที่ถูกนำมาพูดคุยในช่วงเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงของบุคคลทั้งสอง อาจไม่ต่างไปจากการสะท้อนให้เห็น “ภาพรวม” ของสถานการณ์ทั้งมวล ว่าสุดท้ายแล้ว...มันจะเป็นไปแนวไหน? อย่างไร? เมื่อไหร่?แบบเดียวกับการมอง “ป่า-ทั้ง-ป่า” โดยแทบไม่ต้องเสียเวลา “พลิกใบไม้” ในแต่ละใบ ไม่ต้องตื่นเต้น ตกใจ หวาดผวากับข่าวคราวที่ประเดประดังเข้ามา จนแทบแยกแยะไม่ออกว่าอะไรจริง-อะไรเท็จ อะไรเป็นข่าวปลอม ข่าวเต้า อะไรเป็นสงครามจิตวิทยา แบบประเภท “In time of war, the first casualty is truth.” หรือในยามสงครามความจริงจะถูกประหารก่อนอื่นอะไรประมาณนั้นถึงผู้ที่ไม่ค่อยกระดิกในเรื่องภาษาปะกิต ก็น่าจะฟังได้ไม่ยากเพราะระบบแปลภาษาอัตโนมัติช่วงหลังๆ นี้ มันค่อนข้างก้าวหน้า ก้าวไกล จนพอที่จับความ จับเนื้อหาสาระ คำพูดแต่ละวรรคแต่ละประโยคได้พอสมควรทีเดียว ไม่ถึงกับผิดๆ พลาดๆ มากมายสักเท่าไหร่...
สำหรับ “Dr.Mohammad Marandi” นั้น...ถึงแม้ท่านเป็นชาวอิหร่านเป็นปากเป็นเสียงให้รัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่านมาโดยตลอด แต่จะเรียกว่าเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านก็คงพอได้ เพราะท่านเกิดในอเมริกา ณ รัฐเวอร์จิเนีย ใช้ชีวิตเติบโตในสังคมอเมริกันจนใกล้ๆ เป็นวัยรุ่น หรือพออายุได้ 13 ปี ถึงได้ย้ายมาอยู่อิหร่านขณะที่บิดาบังเกิดเกล้า “Alireza Marandi” ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขในรัฐบาลปฏิวัติอิสลาม ด้วยเหตุนี้...ท่านจึงค่อนเข้าใจแนวคิด-ความเป็นไปของสังคมตะวันตกอยู่พอสมควร ไม่ใช่พวก “สุดโต่ง” แบบพวกคลั่งศาสนาทั้งหลาย ยิ่งช่วงไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมประเทศอังกฤษด้านวรรณคดีวิทยานิพนธ์ของท่านก็เกี่ยวกับเรื่องมุมมองและแนวคิดของกวีอังกฤษอย่าง “Lord Byron” ต่อสังคมตะวันออก ก่อนจะกลับมาเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเตหะรานหลังจากนั้นและด้วยแนวคิด มุมมองในลักษณะทำนองนี้นี่เองที่ทำให้บรรดาสำนักข่าวต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ต่างพร้อมเชิญชวนท่านไปเป็นวิทยากรในรายการไม่ว่า “Sky News”, “PBS”, “ABC”, “CNN”, “BBC”, “Al Jazeera”, “RT” ฯลฯ เป็นต้น...
แต่จะด้วยสายใยความผูกพันที่มีต่อปิตุภูมิ มาตุภูมิ ต่ออารยธรรมนับเป็นพันๆ ปีของชาวอิหร่าน หรือชาวเปอร์เซียก็แล้วแต่จะเรียก ความรักชาติ-ชาตินิยมจึงปรากฏอยู่ในตัวตนของท่านมิใช่น้อย ไม่ได้ออกไปทางเสรีนิยม ก้าวหน้าก้าวไกล ก้าวแบบสะเปะสะปะเหมือนบรรดาพวก “คนรุ่นใหม่” ประเภท Gen-X, Gen-Y ทั้งหลาย หรือไม่ได้เป็น “Baby Boomers” ที่ประสบความล้มเหลว แบบ “สุทธิชัย” แบบ “บรรยงค์” แต่อย่างใด เคยเป็นอาสาสมัครไปช่วยรบใน “สงครามอิรัก-อิหร่าน” อันทำให้มีโอกาสได้พบเห็นความกล้าหาญ ความเสียสละ ของบุคคลในระดับผู้นำชาวอิหร่านอย่างท่านอิหม่าม“Ali Khamenei” นับแต่ช่วงนั้น และนั่นเอง...ที่ทำให้ความรู้สึกแห่งความสูญเสีย ที่ท่านมีต่อประมุขจิตวิญญาณรายนี้ จึงเต็มไปด้วยความสะเทือนใจและน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง...
ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่พูดคุย สัมภาษณ์อย่าง “Nima Alkhorshid” นั้น...ก็ไม่ได้กิ๊กก๊อก กระจอกงอกง่อยแบบประเภท “กรรมกรข่าว” หรือ “หมาหนุ่ม-หมาแก่” ฯลฯบ้านเราเอาเลยแม้แต่น้อย คือเป็นถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรแต่หันมาสนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแบบจริงๆ จังๆ ทั้งหนุ่ม ทั้งหล่อ ทั้งสุภาพและให้เกียรติต่อผู้ที่ร่วมพูดคุยสนทนา โดยไม่ได้คิดจะสอดแทรก ชี้นำ ชักนำ แบบบรรดาผู้ที่ชอบ “รับงาน” ใครต่อใครทั้งหลาย อีกทั้งผู้ที่ได้รับเชิญมาร่วมพูดคุย สนทนา ในรายการของตัวเอง ส่วนใหญ่แล้ว...ไม่ใช่พวก “กระแสหลัก”หรือพวก “กูรู-กูรู้” ที่รู้ไปทุกเรื่อง แต่มักไม่รู้เรื่องของตัวเองไม่ว่า “Paul Craig Roberts” นักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง ที่ไม่เห็นด้วยกับความเป็น“จักรวรรดินิยม” ของอเมริกามาโดยตลอด “Scott Ritter” อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คัดค้านการต่อต้านรัสเซียของยุโรปและ “NATO” อย่างชนิดหัวชนฝา...ฯลฯ ฯลฯ...
การพูดคุยของบุคคลทั้งสอง...ต่อฉากเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังอุบัติขึ้นในอิหร่าน ในตะวันออกกลาง ตลอดไปจนแนวโน้มความเป็นไปของโลก จึงเป็นอะไรที่ได้เนื้อ-ได้น้ำ ได้เนื้อหา-สาระ ได้แนวคิดและมุมมองที่ค่อนข้างจะมี “น้ำหนัก” หรือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ได้เอียงข้างหรือโอนเอนไปตาม “อารมณ์” แม้ว่าความเจ็บปวดรวดร้าวของ “Dr.Mohammad Marandi” ที่มีต่อการสูญเสียบรรดาผู้นำชาวอิหร่าน ประมุขจิตวิญญาณ ไปจนเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นับจำนวนร้อยๆ ที่ต้องกลายเป็น “เหยื่อ” ให้กับ “การชิงโจมตีก่อน” ของ“ไอ้เหี้ยมม์ม์ม์” และ “ไอ้บ้า” อย่างผู้นำอิสราเอลและผู้นำอเมริกาจนผู้คนทั่วทั้งโลกอดที่จะ “เปรี้ยวเท้า-เปรี้ยวตีน”ขึ้นมามิได้ จะถูกสะท้อนให้เห็นอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ...
แต่ก็นั่นแหละ...สิ่งที่ทำให้ “Dr.Mohammad Marandi” ท่านเชื่อว่าทั้งอเมริกา-อิสราเอล จะต้องกลายเป็นฝ่าย “พ่ายแพ้ในทางยุทธศาสตร์” น่าจะไม่ได้มีที่มาจาก “อารมณ์” หรือ “ความรู้สึก” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่มาจาก “เหตุผล-ข้อเท็จจริง” นั่นแหละเป็นหลัก อันเป็นสิ่งที่จะค่อยๆ สร้างแรงกดดันให้กับ “ระบอบปกครอง” ของประเทศทั้งสอง ที่ท่านเปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่ว่า “ระบอบปกครองเอปสตีน” หรือระบอบที่ถูกถักทอบูรณาการมาจากพวกค้าเด็ก ใคร่เด็ก อย่าง “นายJeff Epstine” ผู้ที่เชื่อกันว่าคือสายลับ “Mossad” ที่พยายามกุมความลับของใครต่อใครเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับ ให้บรรดานักการเมืองในรัฐบาลต่างๆ ของโลกตะวันตก ซึ่งแม้จะมีที่มาจากระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องกลายเป็น “ประชาธิป...ตาย” ไปเป็นประเทศๆ...
โดย “แรงกดดัน” ที่ว่านี้...ก็น่าจะพอเห็นๆ ชัดขึ้นๆในแต่ละระยะ ไม่ว่า “ราคาทอง” ที่พุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคา ไปถึง 5,278 ดอลลาร์ หรือ 5,608 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วในทุกวันนี้ ปริมาณ “น้ำมัน” ที่จะขาดหายไปจาก “ตลาด” วันละ 18-20 ล้านบาร์เรล หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการของโลก เมื่อช่องแคบ“Hormuz” ถูกปิดกั้น ปิดฉาก อันส่งผลให้น้ำมันจากซาอุฯ อิรัก ยูเออี คูเวต อิหร่าน กาตาร์ ที่จะส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไปจนสหภาพยุโรปและอเมริกาฯลฯ เกิดอาการติดๆ ขัดๆ หรือกระทั่งเรือขนน้ำมันอเมริกา อังกฤษ ถูกจมไปแล้ว 3 ลำเป็นอย่างน้อย โอกาสที่ “ราคาน้ำมัน” จะพุ่งไปถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตลอดไปจนนักเดินทางนับแสนๆราย ที่ติดค้างอยู่ในสนามบินต่างๆ ของตะวันออกกลาง ไม่ว่าบาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุฯ ยูเออี เพราะการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินในแต่ละสาย ไม่ว่า Air France, Lufthansa, KLM, Air India ฯลฯ จนเต็มไปด้วยบรรยากาศไม่ต่างไปจากช่วงการระบาดของเชื้อ “Covid-19” อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สิ่งที่ “Dr.Mohammad Marandi” ท่านเรียกว่า “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” ของอเมริกาและอิสราเอลย่อมมีโอกาสเป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาได้ไม่ยากส์ส์ส์...
ไม่ว่าการเปิดฉากสงคราม เปิดประตูนรก มันจะต่อเนื่องไปถึง 4 สัปดาห์ อย่างที่ผู้นำอเมริกาได้ออกมาคาดคะเน หรือจะยาวไกลไปกว่านั้น อันจะยิ่งส่งผลให้ “แรงกดดัน” ต่างๆ ที่อิหร่านเขาค่อยๆ ยกระดับขึ้นไปเป็นขั้นๆยิ่งน่าจะทำให้สิ่งที่เรียก “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์”ต่อศัตรู-คู่กัดของอิหร่านอย่างอเมริกาและอิสราเอล ยิ่งมีโอกาสเป็นไปได้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น เพราะอย่างที่นักคิด-นักวิชาการรัสเซีย “นายFarhad Ibragimov” แห่งมหาวิทยาลัย “RUDN” เขาได้สรุปแบบฟันธงและฟันเฟิร์มไว้ในข้อเขียน บทความ ชิ้นล่าสุดนั่นแหละว่า การเปิดประตูนรก เปิดฉากโจมตีอิหร่านของอเมริกาและอิสราเอลคราวนี้ มันไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึง “strategy”หรือ “ยุทธศาสตร์” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับส่อให้เห็นถึง “desperation” หรืออาการจนตรอก จนมุม ของผู้ที่พยายามจะดำรงรักษาความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนจาก “หลังตีน” เป็น“หน้ามือ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...