xs
xsm
sm
md
lg

นพ.วรงค์สังคายนาสภาฯ ชง3 ข้อทุบหม้อข้าวผู้แทน ข้อใดกระเทือนซางสุด!?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นพ.วรงค์สังคายนาสภาฯ
ชง3 ข้อทุบหม้อข้าวผู้แทน
ข้อใดกระเทือนซางสุด!?!


กลายเป็นหนึ่งเรื่องร้อนสำหรับการประชุมสภาผู้เเทนราษฎรชุดที่27 ในนัดเเรกไปเเล้ว เมื่อนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอแนวคิด “สังคายนาสภา” ชง 3 มาตรการล้างบางสวัสดิการ สส.สามข้อคือ 1.ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีในสภา 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง ปีละประมาณ 540 ล้านบาท 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส. เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาวดังที่นพ.วรงค์ชงขึ้นในวันที่15มีนาคมที่ผ่านมา

จนสส.ฝ่ายค้านเเละฝ่ายรัฐบาลประท้วงวุ่น
ว่า “ผิดระเบียบวาระ” เพราะขณะนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนเลือกประธานสภาผู้เเทนราษฎรและรองประธานสภาอีกสองคนเเละประธานในที่ประชุมชั่วคราว“ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร”เบรคเกมนี้เเละขอให้นำสิ่งที่นพ.วรงค์ชงขึ้นมาไปพิจารณาในวาระอื่น

โดยการประเมินชั้นต้นสามข้อดังที่นพ.วรงค์ชงขึ้นนั้นพบว่า1.งบอาหารกลางวัน สส. เฉลี่ย 30 ล้านบาท/ปี 2. คณะทำงาน สส. ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 1 คน (เงินเดือน 24,000บาท) ผู้ชำนาญการ 2 คน (เงินเดือน 15,000บาท) ผู้ช่วย 5 คน (เงินเดือน 15,000บาท)หากเเต่งตั้งทุกตำแหน่งครบจะอยู่ที่ เดือนละ 129,000 บาท

ถ้าสส.เเต่งตั้งแค่ผู้ช่วยสส.สามคนตามเเนวคิดของนพ.วรงค์ จะใช้งบ 45,000 บาท/เดือน โดยจะเหลือส่วนต่างที่หั่นค่าใช้จ่ายบุคลากรข้างต้นทิ้งไป84,000 บาท /เดือนxสส. 500 คน ดังนั้นจะลดงบส่วนนี้ได้42ล้านบาท/เดือน หรือ 504 ล้านบาท/ปี

สองข้อนี้หากหั่นงบทิ้งไปได้นั้น จะได้ตัวเลขคร่าวๆ ที่เซฟเงินหลวง 534 ล้านบาท/ปี

ส่วนผลกระทบกับผู้ทรงเกียรติเเห่งรัฐสภาเกียกกายนั้น ข้อหนึ่งนั้นอาจไม่เท่าไหร่ เเต่ข้อสองนั้น หากหั่นบุคลากรที่ไปช่วยงานสส.ให้ลดลง พบว่า มือไม้ในพื้นที่ของสส.จะหายไปเยอะ เเละผู้ทรงเกียรติบางรายนั้น คนในบ้าน/คนใกล้ชิด อาจอดได้เงินเดือนหลวงไปเเบบใจหาย ถ้ามีการหั่นบุคลากรจริงตามที่นพ.วรงค์ชงขึ้นมา เพราะผลสุดท้ายท่านผู้ทรงเกียรติต้องควักเนื้อจ่ายค่าเเรงเหล่านี้เอง

ส่วนข้อสามนั้น น่าจะกระเทือนกระเป๋าเงินของท่านผู้ทรงเกียรติเเน่นอน เพราะหลังจากสส.เเละสว.วางมือทางการเมืองนั้น สส.เเละสว.จะมีปัจจัยติดตัวไว้ใข้จ่ายรายเดือน เพราะผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา( สส. และ สว. ) มีสิทธิได้รับเงินหลังพ้นตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาจ ซึ่งเป็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “เงินบำนาญ”

และการรับเงินจำนวนนี้จะต้องเป็นไปตาม ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2558 ที่กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนตามอัตราที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน จำนวนเงินอยู่ระหว่าง 9,000-35,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา โดยจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ไม่ได้รับตลอดชีพ

ระเบียบข้างต้นมาจากพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญสมาชิกรัฐสภาเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรที่ได้มีการยกร่างได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) บำเหน็จบำนาญ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธาน และรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. …. มีสาระสำคัญคือกำหนดให้ สส. และ สว. มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2547 เห็นชอบสูตรการคำนวณเงินบำเหน็จบำนาญให้ สส. และสว. ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพหรือพ้นจากตำแหน่ง ดังนี้

* ดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 20% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
* ดำรงตำแหน่ง 3-7 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 30% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
* ดำรงตำแหน่ง 7-11 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 40% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
* ดำรงตำแหน่ง 11-15 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 50% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
* ดำรงตำแหน่ง 15-20 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
* ดำรงตำแหน่ง 20 ปีขึ้นไป มีบำเหน็จหรือบำนาญ 70% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าพินิจจากการชงประเด็นนี้ของนพ.วรงค์คือสส.ฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชนที่มักตรวจสอบการใช้งบประมาณของหลายภาคส่วนเเละเสนอตัดโครงการที่ไม่จำเป็นออกไปเนืองๆ เเละมีนโยบายรัฐสวัสดิการดูเเลคนไทยมากมายหากได้เป็นรัฐบาลเเละพบว่าต้องใช้งบมหาศาลนั้น พรรคสีส้มคิดเเละโวว่าทำได้เเน่ !?!

เเต่งานนี้พรรคประชาชนประท้วงสิ่งที่นพ.วรงค์ชงขึ้นมาเเบบน่าสงสัย? กรณีนี้สส.พรรคสีส้มคงมองว่าตัวเองเหนื่อยเพื่อสังคมเเล้วควรได้รับการดูเเลบ้างสักระยะหลังวางมือทางการเมือง

ดังนั้นหากนพ.วรงค์ชงทุบหม้อข้าวคนกันเองเช่นนี้ใครเล่าจะยินดีเเละยินยอม..โดยเฉพาะสส.พรรคสีส้มที่กลัวการโดนทุบหม้อข้าวในวันหน้าเเละตอนนี้ก็หนาวๆร้อนๆกับการโดนยุบพรรครอบสามจากกรณีเลเซอร์ ไอดีเเละการโดนเเฮคเกอร์เจาะระบบข้อมูลสมาชิกพรรคจนกรมการปกครองสั่งยุติการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลกับพรรคนึ้ไปเเล้ว