กมธ.วุฒิสภา เปิดปม “น้ำมันหายไปไหน” ชี้ยังอยู่ในระบบแต่ไร้ความโปร่งใส ขณะกองทุนน้ำมันติดลบพุ่ง 3.5 หมื่นล้าน เตือนน้ำมัน-ค่าไฟ-สินค้า จ่อขึ้นยกแผง หวั่นสงกรานต์จากสาดน้ำ กลายเป็นสาดน้ำตา
วันนี้ (26มี.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงถึงสถานการณ์พลังงานในประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค. กมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรมการค้าภายใน และสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน เข้าชี้แจงกรณีการขาดแคลนน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า วิกฤติน้ำมันเกิดจากพฤติกรรมกักตุนของประชาชนที่ตื่นตระหนกต่อภาวะสงคราม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของกมธ.พบว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งถูกลดโควตาน้ำมันจำนวนมาก จึงตั้งคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน และมีการชะลอการจำหน่ายจากโรงกลั่นหรือไม่ แต่กรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ตรวจสอบแล้วไม่พบการกักตุน โดยกมธ.เห็นว่าเป็นการตรวจสอบเฉพาะปลายทาง ไม่ได้ตรวจสอบโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งเป็นจุดสำคัญของสต๊อกน้ำมัน ทำให้กมธ.เตรียมทำหนังสือขอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสต๊อกและการจำหน่ายน้ำมันในระบบ
นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า จากการประชุมกมธ.นานกว่า 5 ชั่วโมง ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าน้ำมันอยู่ที่ใคร แต่ยืนยันว่า “น้ำมันไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในระบบ แต่หาไม่เจอว่าอยู่ที่ใคร” เนื่องจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐยังไม่เปิดเผย จึงเรียกร้องให้เปิดข้อมูลเพื่อความโปร่งใส
สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่าขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 28,000 ล้านบาท เป็น 35,000 ล้านบาท โดยกองทุนยอมรับว่าไม่สามารถอุดหนุนราคาน้ำมันได้ตลอด เพราะจะกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะ ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6-8 บาท ซึ่งคาดว่าจะไม่ใช่การปรับขึ้นครั้งสุดท้าย และจะกระทบต่อค่าไฟฟ้า
โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงต่อกมธ.ว่า ต้นทุนก๊าซ LNG ในตลาดโลกเพิ่มจาก 13 ดอลลาร์ เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ค่าไฟมีแนวโน้มปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคม อย่างน้อย 50-60 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ กฟผ.แบกรับหนี้จากต้นทุน LNG กว่า 30,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยกรมการค้าภายในพบว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นแล้ว ส่งผลต่อราคาบรรจุภัณฑ์ แม้จะพยายามตรึงราคาสินค้า แต่คาดว่าจะทำได้เพียงถึงเดือนเมษายน และในช่วงสงกรานต์มีแนวโน้มที่ราคาสินค้าจะปรับขึ้น
ทั้งนี้ กมธ.เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมันเดิม เข้ากองทุน พร้อมเสนอปฏิรูปราคาน้ำมัน โดยยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว รวมถึงปรับการช่วยเหลือจากแบบถ้วนหน้า เป็นแบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง
“กมธ.อยากให้ช่วงสงกรานต์ประชาชนได้ผ่อนคลาย แต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น อาจทำให้จากการสาดน้ำ กลายเป็นสาดน้ำตาแทน” นายนรเศรษฐ์กล่าว
ด้านนายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สว. ประธานอนุกมธ.คุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 8 บาท และเบนซิน 6 บาท ว่าเป็นการ “ช็อกเศรษฐกิจ” และขัดกับแนวทางที่เคยระบุว่าจะค่อยๆปรับราคา
นายสุนทรยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนของข้อมูลเกี่ยวกับการกักตุน และตั้งคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากการขึ้นราคา ทั้งที่น้ำมันในระบบเป็นสต๊อกเดิม พร้อมเตือนว่าราคาสินค้าจะปรับขึ้นตาม แต่ไม่ควรเพิ่มในสัดส่วนเดียวกับราคาน้ำมัน
ขณะที่ นายวีรยุทธ สร้อยทอง สว. ระบุว่า วิกฤติน้ำมันครั้งนี้กระทบประชาชนโดยตรง โดยยกตัวอย่างการเดินทางจาก จ.ฉะเชิงเทรา ที่ก่อนหน้านี้เติมน้ำมันไม่ได้ แต่หลังราคาปรับขึ้นกลับสามารถเติมได้ตามปกติ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังขาดความชัดเจนในการรับมือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
“รัฐบาลต้องฟังประชาชน และรับผิดชอบความเดือดร้อนเหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง” นายวีรยุทธกล่าว