xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมสหรัฐฯจึงยังไม่กล้าพยายามบุกเข้ายึดช่องแคบฮอร์มุซเสียที

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ยูเอสเอส รูสเวลท์ (USS Roosevelt) (DDG 80) เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้นอาร์ลีห์ เบิร์ก ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แล่นอยู่ในอ่าวเปอร์เซียน ขณะกำลังปฏิบัติการในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (US Central Command หรือ CENTCOM)
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/why-us-hasnt-dared-try-to-take-the-hormuz-strait/)

Why US hasn’t dared try to take the Hormuz Strait
by Justin Bergman, Matt Garrow and Mitchell Costello
28/03/2026

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่การเดินเรือผ่านช่องแคบ หมายความถึงการมีอำนาจควบคุมดินแดนที่อยู่สองฟากฝั่ง ซึ่งเรียกร้องต้องการทั้งกองกำลังภาคพื้นดิน, การบุกจู่โจมพื้นที่ชายฝั่ง, และการคุ้มกันด้วยเรือรบ ที่จะกลายเป็นเป้าหมายเปิดโล่งให้แก่ฝูงโดรนของอิหร่าน

ตั้งแต่ที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากสงครามเล่นงานอิหร่านในตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านก็ได้ตอบโต้แก้เผ็ดด้วยการพุ่งเป้าหมายโจมตีพวกเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้กลายเป็นการปิดช่องทางน้ำแคบๆ ช่องทางนี้ไปในทางเป็นจริง

เรื่องนี้กำลังเป็นสาเหตุทำให้เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงในระดับโลกขึ้นมา ถึงแม้ว่ามีเรือบางลำยังคงกำลังพยายามหาทางจนสามารถแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ไปได้สำเร็จก็ตามที ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดต่ออิหร่านให้เปิดเส้นทางน้ำนี้เพื่อให้สามารถดำเนินการขนส่งน้ำมันและก๊าซได้อย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเรียกร้องให้พวกชาติพันธมิตรนาโต้เข้ามาช่วยเหลือในความพยายามนี้ด้วย

เราได้สอบถาม เจนนิเฟอร์ พาร์เกอร์ (Jennifer Parker) ผู้เชี่ยวชาญด้านนาวี ซึ่งได้รับราชการอยู่ในราชนาวีออสเตรเลียมาเป็นเวลา 20 ปี ขอให้ช่วยอธิบายว่าจะต้องใช้กำลังทหารประเภทไหนบ้าง ถ้าหากจะเปิดช่องแคบแห่งนี้ให้สามารถทำการเดินเรือเชิงพาณิชย์กันได้อีกคำรบหนึ่ง และทำไมสหรัฐฯจึงยังไม่ได้ดำเนินขั้นตอนดังที่ว่านี้เสียที

ทำไมการป้องกันเรือต่างๆ ที่พยายามแล่นฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้ถูกฝ่ายอิหร่านโจมตี จึงเป็นเรื่องลำบากยากเย็นเหลือเกิน?

สภาพทางภูมิศาสตร์ของอาณาบริเวณนี้ มีส่วนอย่างมากมายที่ทำให้เกิดสภาพอย่างที่กล่าวขึ้นมา

กราฟฟิกแสดงภูมิประเทศของช่องแคบฮอร์มุซ  The Conversation, CC BY-SA
ในทางภูมิศาสตร์ อิหร่านเป็นผู้ที่สามารถครอบงำส่วนตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งก็รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน เอาไว้ด้วย ได้อย่างชัดเจน แล้วด้วยระยะทางที่ใกล้กันขนาดนี้จึงเปิดทางอิหร่านสามารถใช้พวกอาวุธราคาถูกของตนอย่างเช่น โดรน ในการเล็งเป้าเล่นงานเรือต่างๆ ที่พยายามแล่นผ่าน ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

การสร้างเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจะทำให้การเดินเรือพาณิชย์มีความปลอดภัย –หรืออยางน้อยที่สุดก็ลดความเสี่ยงให้น้อยลง— จำเป็นต้องใช้การรณรงค์ทำศึกที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนด้วยกัน

ขั้นตอนแรกคือการลิดรอนความสามารถของอิหร่านในการพุ่งเป้าเล่นงานเรือต่างๆ การทำเรื่องนี้ให้สำเร็จมี 2 วิธีการด้วยกัน ได้แก่

**ชักชวนโน้มน้าว หรือใช้กำลังบังคับ ให้อิหร่านต้องยุติการโจมตีเรือต่างๆ
**ทำลายความความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือต่างๆ ด้วยการกำจัดสิ่งปลูกสร้างทางด้านเรดาร์, โครงสร้างด้านการบังคับบัญชาและการควบคุม, และพวกบังเกอร์เก็บซ่อนอาวุธของอิหร่านที่มีอยู่ตามแนวชายฝั่งเลียบช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯนั้นมีแสนยานุภาพทางอากาศ, การข่าวกรอง, ขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและการลาดตระเวน เพื่อระบุตำแหน่งและเข้าทำลายเป้าหมายเหล่านี้ได้แทบทั้งหมด แต่การระบุตำแหน่งและเข้าทำลายพวกโดรนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายของอิหร่านจะเป็นเรื่องที่ลำบากกว่ากันนักหนา เนื่องจากโดรนเป็นสิ่งที่สามารถเก็บรักษาเอาไว้ในสถานที่แทบทุกหนแห่ง ดังนี้นเรื่องการข่าวกรองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดตรงนี้

เรือซาฟีน เพรสทีจ (Safeen Prestige) เรือสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ติดธงมอลตา เกิดไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม หลังถูกเล่นงานด้วยวัตถุระเบิดจากฝ่ายอิหร่าน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Copernicus Sentinel-2 satellite, CC BY-SA
ทันทีที่คุณสามารถลดความเสี่ยง ด้วยวิธีการรณรงค์ทิ้งระเบิดแล้ว ส่วนประกอบอย่างที่สองของการทำให้เรือสามารถแล่นผ่านฮอร์มุซได้อีกครั้งหนึ่งก็คือ การรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

เรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ และเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล เพื่อเฝ้าติดตามไม่เฉพาะแค่พื้นที่ช่องแคบเท่านั้น แต่ยังอาณาบริเวณอ่าวโอมาน, อ่าวเปอร์เซีย, และบริเวณแนวชายฝั่งของอิหร่านอีกด้วย

เครื่องบินขับไล่ก็จำเป็นจะต้องให้มีประจำอยู่เหนือช่องแคบและอ่าวเหล่านี้ เช่นเดียวกับเครื่องบินตรวจการณ์และสู้รบทางอากาศ รตลอดจนพวกเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก็จำเป็นจะต้องพรักพร้อมสำหรับการจัดส่งออกไปต่อต้านการโจมตีถ้าหากจำเป็น แล้วยังในน่านน้ำ สหรัฐฯก็จะเป็นจะต้องประจำพวกเรือรบเอาไว้เพื่อคอยให้การคุ้มกันเป็นครั้งคราว

ถ้าหากมีการยืนยันหรือแม้กระทั่งเพียงแค่สงสัยว่า กำลังมีทุ่นระเบิดอยู่ในฮอร์มุซ เรื่องนี้ก็จะทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก สหรัฐฯจำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติการเก็บกวาดทุ่นระเบิดที่มีขอบเขตกว้างขวางและกินเวลามาก

ดังนั้น ทำไมสหรัฐฯจึงยังไม่พยายามที่จะใช้กำลังทหารเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซเสียที?

มีเหตุผลหลักๆ อยู่ 4 ประการที่สหรัฐฯจะไม่พยายามใช้กำลังทหารเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของช่องแคบแห่งนี้ โดยที่ก่อนอื่นเลยยังไม่ได้บรรจุขั้นตอนแรกเสียก่อน (ขั้นตอนของการกำจัดความสามารถของอิหรานในการพุ่งเป้าเล่นงานเรือต่างๆ) –และทำไมจนถึงเวลานี้สหรัฐฯจึงยังไม่ได้มุ่งโฟกัสที่จะดำเนินการรณรงค์ในเรื่องนี้เสียที

ประการแรก มันจะต้องมีการโยกย้ายทรัพย์สินทางทหาร อย่างเช่นเครื่องบิน ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในที่อื่นๆ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ของสงครามตามที่ทรัมป์กำหนด

ประการที่สอง เพื่อให้ฮอร์มุซปลอดภัยสำหรับการเดินเรือ จริงๆ แล้วคุณไม่เพียงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยขึ้นมาไม่ใช่เฉพาะบริเวณน่านน้ำเท่านั้น แต่ยังบริเวณภาคพื้นดินทั้งสองฟากของช่องแคบอีกด้วย และเรื่องนี้น่าจะจำเป็นต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน –หรือบางทีอาจใช้พวกที่คอยจู่โจมแนวชายฝั่งของอิหร่าน— ซึ่งยังไงก็จะเป็นความยุ่งยากและความเสี่ยงสำหรับกองทัพสหรัฐฯ

ประการที่สาม การรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่การเดินเรือนั้น จำเป็นต้องมีเรือของกองทัพเรือในจำนวนที่สำคัญทีเดียว หากจะให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว คุณจำเป็นจะต้องมีเรือของกองทัพเรือจำนวน 1 หรือ 2 ลำ ต่อการปฏิบัติการคุ้มกันในแต่ละเที่ยว ขบวนลำเลียงที่มีขนาดใหญ่มากไปกว่านี้จะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะถูกโจมตี เว้นเสียแต่ว่าสหรัฐฯกับอิสราเอลสามารถลดทอนความสามารถของอิหร่านในการเล็งเป้าหมายใส่เรือต่างๆ ลงไปได้อย่างมากมายแล้วเท่านั้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกคำสั่งให้หมู่เรือโจมตียกพลขึ้นบก 2 หมู่ ซึ่งจะมีทหารนาวิกโยธินรวมราวๆ 4,500 นาย และเครื่องบินอีกหลายสิบลำ เข้ามาเสริมกำลังกองทหารอเมริกันในตะวันออกกลาง The Conversation, NYT, Al Jazeera, CC BY-SA
และประการที่สี่ ฝ่ายทหารจำเป็นต้องขบคิดเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงที่มีต่อทรัพย์สินของตนเมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ซึ่งเกิดจากการเปิดช่องแคบ เรือรบสหรัฐฯลำหนึ่งมีลูกเรือซึ่งเป็นบุคลากรจำนวนมากกว่า 200 นาย การทำให้อิหร่านมีความสามารถที่จะโจมตีเรือรบเหล่านี้โดยใช้พวกยานผิวน้ำที่ไร้ลูกเรือ, โดรน, และขีปนาวุธร่อนนั้น เป็นเรื่องคุ้มค่าแล้วหรือที่จะนำเอาบุคลากรเหล่านี้เข้ามาเสี่ยงภัย ก่อนหน้าที่คุณจะสามารถลดทอนพวกภัยคุกคามที่มาจากแนวชายฝั่งของอิหร่าน?

แล้วเรื่องทุ่นระเบิดในฮอร์มุซล่ะ จะทำยังไง?

เรื่องนี้จะเป็นความท้าทายที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ทว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องตระหนักกันก่อน นั่นคือ อิหร่านไม่ได้มีความจำเป็นที่จะวางทุ่นระเบิดกันอย่างจริงๆ จังๆ หรอก มันจำเป็นเพียงแค่ทำให้สหรัฐฯและคนอื่นๆ เชื่อว่ามีการวางทุ่นระเบิดเท่านั้นแหละ นี่ก็เพียงพอแล้วในการป้องกันไม่ให้พวกเรือพลเรือนมีความต้องการที่จะเดินทางผ่านช่องแคบ

ทุ่นระเบิดประเภทต่างๆ ที่อิหร่านอาจมีการวางในช่องแคบฮอร์มุซ ถึงแม้ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ ว่ามีการวางทุ่นระเบิดกันจริงๆ หรือไม่ NYT, CC BY-SA
บางครั้งบางคราว ทุ่นระเบิดสามารถที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่บ่อยครั้งเลย ทุ่นระเบิดจะอยู่ในสภาพจมอยู่ใต้น้ำ หรือลอยนิ่งอยู่ในน้ำ สหรัฐฯจำเป็นจะต้องส่งนักประดาน้ำหรือยานควบคุมจากระยะไกลที่ปล่อยออกจากเรือ ไปเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดเหล่านั้น เรื่องนี้จะต้องใช้เวลากันเป็นหลายสัปดาห์ หรือบางทีกระทั่งเป็นแรมเดือน

ถึงแม้ยังไม่ได้มีการยืนยันต่อสาธารณะ แต่ดิฉันคิดว่าอิหร่านไม่น่าที่จะวางทุ่นระเบิดอย่างกว้างขวางครอบคลุมหรอก มีเหตุผลอยู่ 2 ข้อที่ทำให้คิดอย่างนี้

ประการแรก เศรษฐกิจของอิหร่านต้องพึ่งพาอาศัยความสามารถของตนในการลำเลียงน้ำมันของตนเองจากเกาะคาร์กในอ่าวเปอร์เซีย ผ่านออกจากช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านนั้นมีท่าเรืออื่นๆ อีกที่อยู่นอกฮอร์มุซก็จริง แต่ท่าเรือพวกนั้นไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ๆ ได้ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดจะเป็นการขัดขวางการค้าของพวกเขาเอง

ประการที่สอง มีรายงานบางกระแสบ่งชี้ว่า อิหรานกำลังใช้ทุ่นระเบิดแบบเสียง (acoustic mines) ทุ่นระเบิดประเภทนี้จะระเบิดขึ้น เมื่อได้รับสัญญาณเสียงที่เป็น “เอกลักษณ์” ซึ่งโดยสาระสำคัญก็คือเสียงแบบเสียงของเรือในเวลาที่มันแล่นผ่านไปบนผิวน้ำ ขณะที่แน่นอนทีเดียวว่าเทคโนโลยีชนิดนี้เป็นสิ่งที่มีใช้งานกันอยู่ แต่มันก็ไม่น่าจะมีทุ่นระเบิดชนิดที่ถูกออกแบบมาให้สามารถจำแนกแยกแยะอย่างเชื่อถือได้ ระหว่างเรือสินค้าติดธงอิหร่าน กับเรือที่ติดธงประเทศอื่นๆ

การที่จะสามารถคอยดูแลให้มีข้อมูลเสียงสัญญาณ “เอกลักษณ์” ของเรือพาณิชย์จำนวนมากมายได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม –โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีการเดินเรืออย่างคับคั่งและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากอย่างเช่นช่องแคบฮอร์มุซ –ย่อมจะกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างสุดๆ นอกจากนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว ทุ่นระเบิดพวกนี้กลับจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับการเดินเรือในขนาดขอบเขตที่กว้างขวางทีเดียวเสียมากกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีทรัพย์สินด้านการข่าวกรอง ตลอดจนระบบการเฝ้าตรวจและการลาดตระเวนแนวชายฝั่งของอิหร่านในระดับสำคัญทีเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงน่าที่จะตรวจจับได้ ถ้าหากมีการปฏิบัติการวางทุ่นระเบิด ถึงแม้ว่าในการวางทุ่นระเบิดนี้ เป็นงานซึ่งอาจจะใช้เรืออะไรเป็นคนทำก็ได้ รวมทั้งพวกเรือหาปลาขนาดเล็กๆ

แล้วเรื่องความสามารถของอิหร่านในการเล็งเป้าหมายเล่นงานเรือต่างๆ โดยใช้โดรนล่ะ เป็นยังไงกันแน่?

อิหรานมีการใช้โดรนประเภทต่างๆ ในสงครามคราวนี้ จากที่มองเห็นกันอยู่จนถึงเวลานี้ ไม่ว่าอากาศยานไร้คนขับ หรือยานผิวน้ำไร้คนขับ ซึ่งถูกควบคุมจากระยะไกล ต่างได้ถูกนำมาใช้โจมตีพวกเรือบรรทุกน้ำมันของพ่อค้ากันทั้งนั้น

การโจมตีและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาเรือในอ่าวเปอร์เซีย, ช่องแคบฮอร์มุซ, และอ่าวโอมาน
เมื่อเปรียบเทียบกับอาวุธประเภทอื่นๆ เป็นต้นว่า ขีปนาวุธ แล้ว มันเป็นเรื่องยากลำบากกว่ามากสำหรับสหรัฐฯและอิสราเอล ในการพุ่งเป้าเล่นงานโดรนของอิหร่านขณะที่มันอยู่บนภาคพื้นดิน เนื่องจากโดรนเหล่านี้สามารถที่จะปล่อยขึ้นมาจากสถานที่ไหนก็ได้แทบจะทุกหนทุกแห่ง และขณะที่ยังไม่ถึงกับสามารถจะผลิตโดรนจากที่ไหนก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้เรียกร้องต้องการโรงงานสถานที่ทำการผลิตทางอุตสาหกรรมระดับก้าวหน้า แบบเดียวกับที่พวกขีปนาวุธจะต้องใช้ โดยสรุปแล้ว พวกมันตรวจจับให้เจอและกำจัดได้ยากลำบากกว่า

แต่สหรัฐฯยังคงสามารถถล่มบอมบ์ใส่จุดปล่อยโดรน รวมทั้งคลังเก็บโดรน ตามแนวชายฝั่งของอิหร่านได้บางแห่ง ซึ่งป้องกันไม่ให้มีการโจมตีใส่เรือได้ในบางส่วน

ตอนนี้สำหรับสหรัฐฯแล้ว เรื่องที่ถือว่ามีลำดับความสำคัญระดับหลักๆ เลยในอิหร่านคืออะไรกันแน่ ?

ถึงแม้ที่ผ่านมามีการถกเถียงอภิปรายกันมากเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง แต่คณะบริหารทรัมป์นั้นมีความชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ทางทหารสำคัญๆ 4 ประการของตน ซึ่งก็คือ จะต้องทำลาย:

---ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) ของอิหร่าน
--ขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
--กองทัพเรือของอิหร่าน( ซึ่งข้อนี้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างเยอะแยะมากมายแล้ว)
--และพวกเครือข่ายกองกำลังตัวแทนของอิ่นๆ รวมทั้งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนด้วย ซึ่งกำลังถูกอิสราเอลโจมตีอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา

การทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และด้านขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่าน เป็นเรื่องที่เรียกร้องต้องการเครื่องบินและอาวุธต่างๆ ในระดับสำคัญทีเดียว –อย่างที่การรณรงค์ทิ้งระเบิดของสหรัฐฯและอิสราเอลที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ การหันเหนำเอาทรัพย์สินเหล่านี้ไปรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจกลายเป็นการบ่อนทำลายความสำเร็จของการบรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารต่างๆ เหล่านี้

จัสติน เบิร์กแมน เป็นบรรณาธิการกิจการระหว่างประเทศของเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น, แมตต์ แกร์โรว์ เป็นนักพัฒนาเว็บทางฝ่ายกองบรรณาธิการ ของเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น, และ มิตเชลล์ คอสเทลโล เป็นรองโปรดิวเซอร์ด้านโซเซียลมีเดีย ของ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

ผู้ให้สัมภาษณ์ เจนนิเฟอร์ พาร์เกอร์ เป็นศาสตราจารย์วุฒิคุณ (Adjunct Professor) สถาบันการป้องกันและความมั่นคง (Defence and Security Institute), มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย (University of Western Australia), เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์, เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย


ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่นhttps://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/why-hasnt-the-us-military-used-force-to-secure-the-strait-of-hormuz-279224