อุดรธานี – ประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล สองตายายหอบข้าวของจากลพบุรีหวังพึ่งลูกสาว แต่ต้องนอน บขส.อุดรธานีแทน จุดกระแสวิจารณ์สนั่น ล่าสุดลูกสาวเข้าพบหน้าที่ศูนย์คุ้มครองฯ เคลียร์ใจนานกว่า 3 ชั่วโมง เผยความจริงอีกด้าน ไม่ได้ทอดทิ้ง ที่ผ่านมาดูแลพ่อแม่มาตลอดทั้งที่ลำเอียงรักลูกชายมากกว่า เหตุเกิดครั้งนี้แค่สื่อสารคลาดเคลื่อน ขณะที่แม่ร่ำไห้ขอโทษ ยอมรับ “รักลูกไม่เท่ากัน” ก่อนทั้งครอบครัวเริ่มต้นใหม่ โดยหน่วยงานรัฐจะประสานความช่วยเหลือ
กรณีดราม่า นายประทีป ไกยราช อายุ 67 ปี และนางมะลิวัลย์ แก่นแก้ว อายุ 64 ปี สองตายายเดินทางจากจังหวัดลพบุรี มาหาลูกสาวที่จังหวัดอุดรธานี แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ลูกสาวอ้างว่าหอพักคับแคบและไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าพัก ทำให้ทั้งสอง ต้องไปอาศัยนอนที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 อุดรธานี ก่อนเจ้าหน้าที่ประสานตำรวจเข้าช่วยเหลือ และนำตัวส่งศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดอุดรธานี จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม
ล่าสุด เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 เมษายน 2569 ลูกสาวได้เดินทางเข้าพบพ่อแม่ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดอุดรธานี เพื่อพูดคุยปรับความเข้าใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ส่วนลูกชายอีกคนไม่สามารถติดต่อได้
โดยลูกสาววัย 45 ปี ได้ออกมาชี้แจงอีกมุม ยืนยันไม่ได้ทอดทิ้งพ่อแม่ และไม่ทราบล่วงหน้าว่าทั้งสองจะเดินทางมา พร้อมระบุว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา ตนเองต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมากจากครอบครัว ซื้อบ้านซื้อรถให้ แต่ทั้งคู่กลับเอาไปให้น้องชายหมด ทั้งที่ตนผ่อนชำระเองทั้งหมดเป็นเงินหลายแสนบาท ไม่นับรวมกับหนี้นอกระบบที่พ่อกับแม่ไปกู้มาแต่ไม่มีเงินผ่อนจ่าย ก็ตนอีกเหมือนกันที่แบกรับหนี้แทน
ทั้งนี้การพูดคุยดังกล่าวไม่ได้เปิดให้สื่อมวลชนบันทึกภาพหรือเข้าร่วมสังเกตการณ์ ตามความประสงค์ของลูกสาวที่ขอความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันเพื่อหาทางออกของปัญหาครอบครัวต่อไป โดยอยู่ระหว่างการประสานแนวทางช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยก่อนทั้ง 2 ฝ่ายจะได้พูดคุย
ผู้สื่อข่าวได้รับการชี้แจงจากฝ่ายแม่หรือคุณยาย ซึ่งได้ออกมาชี้แจง ยอมรับว่าเคยมีหนี้จริง ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบและเงินกู้รายวัน ซึ่งลูกสาวมีส่วนช่วยจัดการให้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ยาวนานถึง 30 ปีตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมกันนี้ยังระบุว่า เงินที่ลูกสาวส่งมาให้ ได้นำไปใช้ปรับปรุงบ้านและซื้อรถจักรยานยนต์ เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น ไม่ได้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ในประเด็นร้อนเรื่อง “ยกบ้านให้ลูกชาย” คุณตาชี้แจงว่า บ้านหลังดังกล่าวเดิมมีการจองในชื่อพ่อตาลูกสะใภ้ แต่เนื่องจากตนไม่สามารถกู้เงินได้ จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นลูกสะใภ้เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาลำเอียง แต่อาจทำให้ลูกสาวเข้าใจผิด
ช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ เมื่อคุณยายกลั้นน้ำตาไม่อยู่ กล่าวขอโทษลูกสาวผ่านสื่อว่า “แม่ขอโทษที่รักลูกไม่เท่ากัน” ยอมรับว่าใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวลูกชายเป็นหลัก จนอาจละเลยความรู้สึกของลูกสาวไป พร้อมยืนยันว่าไม่เคยคิดทอดทิ้งลูกสาว
นางสาวพิชญ์นรินทร์ จันทร์อมรสิริ ผอ.ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยภายหลังการเข้าพูดคุยและวางแผนร่วมกับลูกสาวของตายาย เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน โดยระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏในโซเชียลก่อนหน้านี้มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในหลายประเด็น
นางสาวพิชญ์นรินทร์ ยืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงลูกสาวไม่ได้ทอดทิ้งบุพการีตามที่ถูกกล่าวหา แต่เกิดจากปัญหาด้านการสื่อสารในช่วงเวลาทำงาน ซึ่งลูกสาวไม่สะดวกรับสาย ประกอบกับมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่พักในปัจจุบัน ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดูแลผู้สูงอายุถึง 2 คนพร้อมกัน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการเพิกเฉย “อยากขอความเห็นใจจากสังคม ให้หยุดแชร์ข้อมูลที่สร้างความไม่สบายใจให้ทั้งสองฝ่าย เพราะขณะนี้ครอบครัวเข้าใจกันดีแล้ว และพร้อมจะจับมือนับหนึ่งใหม่ร่วมกัน อยากให้ทุกคนร่วมส่งพลังบวกให้ครอบครัวนี้แทน”
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือในระยะยาว ทางศูนย์ฯ ได้วางแผนร่วมกับครอบครัวไว้ 2 แนวทาง คือ ส่งตัวกลับจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคย มีช่องทางทำกิน และมีที่พักอาศัยรองรับ ถือเป็นแนวทางหลักที่ครอบครัวต้องการ โดยเรื่องนี้ต้องรอฟังผลจากเจ้าหน้าที่จากทางจังหวัดลพบุรีอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ หากไม่สามารถกลับลพบุรีได้ จะดำเนินการหาที่พักที่เหมาะสมในพื้นที่ เพื่อให้ตายายได้อยู่ด้วยกันตามความประสงค์ โดยลูกสาวจะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายให้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทั้งคู่กลับมาตั้งตัวได้คือ “การจ้างงาน” เนื่องจากคุณตายังมีสุขภาพแข็งแรงและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเลี้ยงชีพ ทางศูนย์ฯ จึงขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ประกอบการหรือผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและลพบุรี ที่ประสงค์จะจ้างงานคุณตา โดยเฉพาะงานที่มีที่พักอาศัยให้ เพื่อให้คุณตาได้ดูแลคุณยายอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันตายายทั้งสองท่านอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดอุดรธานี โดยมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสร้างชีวิตใหม่ทันทีที่มีแหล่งงานรองรับ