ภาพลักษณ์วิญญูชนที่ฉาบไว้ให้คนเชื่อกับความจริงที่บุคลากรตัวเล็กๆ ต้องเผชิญกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน... เปิดมหากาพย์ข้อมูลสำคัญจาก “5 เหยื่ออธรรม” ที่ก้าวข้ามความกลัว ลุกขึ้นมาแฉพฤติกรรมส่วนตัวของอดีตผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่ง
ผู้ใช้ฉากหน้าเป็นผู้ทรงความรู้ แต่เบื้องหลังกลับใช้อำนาจคุกคาม ลดทอนศักดิ์ศรี และกลั่นแกล้งพนักงานอย่างเป็นระบบ
เหยื่อคนที่ 1: เปิดใจ ถูกลดตำแหน่ง-กดดัน จนพ้นสภาพงาน ก่อนคืนความเป็นธรรม
“ถ้าถูกปลดไม่เป็นธรรม ผู้น้อยต้องยื่นศาลตามกระบวนการ แต่ผู้มีพื้นที่สื่อกลับสร้างกระแสให้คนเชื่อ แบบนี้เรียกว่ายุติธรรมแล้วหรือ?”
เหยื่อคนที่ 1 เล่าว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการแต่งตั้งรองอธิการบดีฝ่ายดังกล่าว ครอบครัวต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งในด้านหน้าที่การงานและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะกรณีของภรรยา ซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการมายาวนานถึง 34 ปี แต่กลับถูกมีคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติงานเป็นพนักงานทำความสะอาดอย่างกะทันหัน อีกทั้งคำสั่งยังมีผลย้อนหลัง ทำให้รู้สึกตกใจและมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ
“อยู่ดีๆ ก็มีคำสั่งให้ไปล้างห้องน้ำอาคาร ทั้งที่ทำงานสายธุรการมาตลอด พอเราไม่ยอมรับ เพราะมองว่าเป็นการลดคุณค่าของตำแหน่ง ก็ถูกกดดันซ้ำๆ ถามทุกวันว่าเมื่อไหร่จะไปทำ จนภรรยาผมกลับมาร้องไห้ที่บ้านทุกวัน”
นอกจากแรงกดดันในที่ทำงานแล้ว ยังมีข้อสังเกตถึงกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส โดยระบุว่า ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เขาและภรรยาถูกแจ้งให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ขณะที่ตนเองกลับถูกตีความว่าเป็นการลาออก เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชย
“ทั้งที่พ้นสภาพการเป็นบุคลากรไปแล้ว ผมยังถูกตั้งกรรมการสอบ แต่ไม่เคยมีการแจ้งรายละเอียดชัดเจน พอถามว่าถ้าพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความผิด จะได้กลับเข้าทำงานหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ เพราะถือว่าลาออกไปแล้ว ผมจึงตั้งคำถามว่าการสอบนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร และแม้ผลสอบจะไม่พบความผิด ก็ยังไม่มีการออกเอกสารชี้แจงตามระเบียบ”
เขายังเล่าถึงช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 ซึ่งครอบครัวต้องเผชิญภาวะไร้งานและไร้รายได้ พร้อมทั้งถูกห้ามเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัย
“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ครอบครัวไม่มีรายได้ เงินชดเชยก็ไม่ได้ ต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยตัวเอง ทั้งที่มีคำสั่งให้คืนตำแหน่งแล้ว แต่หน่วยงานกลับนิ่งเฉย”
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนของวิกฤตในชีวิตครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเมื่ออดีตอธิการบดีกลับมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกครั้ง และมีคำสั่งให้ทั้งเขาและภรรยากลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 และ วันนั้นผมได้เข้าใจคำว่า “ธรรมาภิบาล” และ “ความยุติธรรม” อย่างแท้จริง
เหยื่อคนที่ 2 : ถูกเลิกจ้างกะทันหัน ชี้ถูกกลั่นแกล้งหลังเปลี่ยนผู้บริหาร
เหยื่อคนที่ 2 ซึ่งเคยปฏิบัติงานในหน่วยบริการของมหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตนทำหน้าที่งานบริการทั่วไป โดยเฉพาะการขนย้ายอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ตามอาคารต่างๆ มานานกว่า 8 ปี
เขาเล่าว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร โดยเหตุการณ์หนึ่งระหว่างปฏิบัติงานแบกโต๊ะจำนวนมากขึ้นอาคาร ตนไม่ได้ยกมือไหว้ผู้บริหารรายหนึ่ง เนื่องจากอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าและไม่ทราบว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้บริหารระดับสูง
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้บริหารท่านนั้นได้เรียกไปสอบถาม และเพียงไม่กี่วันต่อมา มีคำสั่งเลิกจ้างออกจากงาน โดยให้เหตุผลอ้างอิงประวัติส่วนตัวในอดีต ทั้งที่ตนได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องและไม่เคยมีปัญหาในหน้าที่
เหยื่อรายนี้มองว่า การเลิกจ้างดังกล่าวไม่เป็นธรรม และเป็นผลมาจากทัศนคติส่วนบุคคลมากกว่าการพิจารณาจากผลงานหรือพฤติกรรมในการทำงาน นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการทำงานหลังการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารว่า มีความเข้มงวดและกดดันมากขึ้น มีการตรวจสอบพนักงานอย่างใกล้ชิด เช่น การเข้าแถวรายงานตัว การเช็กชื่อ การเขียนรายงานเมื่อเกิดข้อผิดพลาด รวมถึงการติดตามพฤติกรรมการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้า ที่แม้งานจะหนักแต่สามารถทำงานได้อย่างอิสระและไม่ถูกกดดัน
“จากที่เคยทำงานเหนื่อยแต่มีความสุข กลายเป็นทำงานแล้วไม่มีความสุข ต้องระวังตัวตลอดเวลา” เขากล่าว
ภายหลังถูกเลิกจ้าง ชีวิตของเขาได้รับผลกระทบอย่างมาก ต้องออกไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ขณะเดียวกันยังถูกห้ามเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัย แม้บุตรของตนจะกำลังศึกษาอยู่ภายในมหาวิทยาลัยก็ตาม และยังตั้งข้อสังเกตต่อรูปแบบการบริหารงานว่า ผู้บริหารรับฟังข้อมูลจากบางฝ่ายเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้ลงมาสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง
นอกจากนี้ ได้สะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาพลักษณ์ของอดีตผู้บริหารบางท่านที่ปรากฏต่อสาธารณะ อาจแตกต่างจากสิ่งที่บุคลากรภายในองค์กรประสบจริง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ปฏิบัติงานในระดับต่างๆ เพื่อสะท้อนความจริงที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น
เหยื่อคนที่ 3 : สะท้อนปัญหาการบริหาร ชี้ถูกปลดจากตำแหน่ง-กดดันต่อเนื่อง จนกระทบสุขภาพ
เหยื่อคนที่ 3 ซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน และเคยมีตำแหน่งในหน่วยงานสำนักงานอาคารและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร โครงสร้างการทำงานภายในหน่วยงานได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการสั่งการที่ข้ามลำดับขั้น และลดบทบาทของผู้บริหารระดับรองลงมา
เขาเล่าว่า หลังจากผู้บริหารท่านนี้เข้ามารับตำแหน่งไม่นาน ตนถูกเรียกเข้าไปพูดคุยในลักษณะคล้ายการสอบสวนเกี่ยวกับการทำงาน ก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งภายในระยะเวลาเพียง 1–2 เดือน โดยไม่ได้รับคำชี้แจงถึงเหตุผลที่ชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีบุคลากรอีกหลายรายที่ถูกปลดในลักษณะใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกันกลับมีการเปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทน ซึ่งมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
ต่อมา ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์จากงานจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และผู้กล่าวหาเป็นบุคคลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติงานใหม่ โดยกรณีดังกล่าวได้นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งท้ายที่สุดสามารถยุติคดีได้จากกระบวนการไกล่เกลี่ย และมีหลักฐานยืนยันว่าข้อกล่าวหาและเอกสารบางส่วนเป็นการปลอมแปลง
นอกจากประเด็นดังกล่าว เขายังสะท้อนถึงแรงกดดันในการทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การถูกติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิด การถูกสั่งให้ทำรายงานชี้แจงรายละเอียดในแทบทุกกิจกรรม แม้เป็นการปฏิบัติงานตามคำสั่งผู้บริหารระดับสูงก็ตาม รวมถึงการถูกตั้งคำถามเมื่อมีการติดต่อกับบุคลากรที่พ้นสภาพไปแล้ว
โดยได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ระหว่างการลาป่วยเพื่อผ่าตัดดวงตา ซึ่งเป็นการลาที่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า แต่ยังคงถูกกดดันให้จัดทำเอกสารรายงานและชี้แจงต่างๆ ทั้งที่อยู่ในช่วงพักฟื้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจนต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีปัญหาทางสายตาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ แรงกดดันสะสมยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ จนต้องเข้ารับการปรึกษาจิตแพทย์และใช้ยาในการรักษา
“ที่มาผ่านมาเขามีความพยายามกดดันให้ตนลาออกเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชย โดยมีทั้งความพยายามให้ย้ายหน่วยงาน และการสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในพื้นที่ทำงาน และการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด”
ขณะเดียวกัน ยังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการภายในบางประการ เช่น การออกประกาศห้ามบุคคลภายนอกหรือผู้ที่พ้นสภาพแล้วเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัย ซึ่งมองว่าอาจขัดกับลักษณะของมหาวิทยาลัยที่เป็นพื้นที่เปิดสำหรับสาธารณะ ท้ายที่สุด เขายืนยันว่า
“แม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่ไม่เคยมีความตั้งใจจะลาออก เนื่องจากมีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยในฐานะศิษย์เก่าและบุคลากร พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ปฏิบัติงาน”
เหยื่อคนที่ 4 : เปิดชนวนเหตุ "จุดชาร์จไฟ" สู่การใช้อำนาจคุกคาม
เหตุการณ์เริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อยภายในมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ท่านหนึ่งเพียงตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้พื้นที่และการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าในจุดที่ไม่ได้ถูกจัดไว้เพื่อการนั้น ซึ่งมองว่าเป็นการใช้สิทธิ์ที่อาจไม่เท่าเทียมกับบุคลากรคนอื่น
“ผมแค่ถามในฐานะเพื่อนร่วมงานว่า ถ้าที่ว่างตรงนั้นใช้ชาร์จได้ไหม…ไม่ได้มีเจตนาอะไรเลย”
อย่างไรก็ตาม หลังจากตั้งคำถามไม่นาน กลับเกิดผลกระทบทันที โดยมีบุคคลหลายคนบุกเข้ามาสอบถามอาจารย์ถึงห้องเรียนในลักษณะกดดัน และกล่าวหาว่าใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงการพูดคุยตามปกติ
“ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขายกทีมมาหาผมเลย…ทั้งที่มันเป็นแค่การถามกันดีๆ”
เหยื่อคนที่ 4 ระบุว่า การเข้าถึงข้อมูลจากกล้องวงจรปิดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ สะท้อนถึงการใช้อำนาจในการติดตามบุคลากร ขณะที่การพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหา แม้จะตกลงกันว่า “ให้จบในวันนั้น” แต่ในความเป็นจริงกลับไม่จบ และกลายเป็นความขัดแย้งสะสมในระยะยาว
“วันนั้นบอกว่าจะจบ แต่จริงๆ มันไม่เคยจบเลย”
ส่วนตัวมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องการชาร์จไฟ แต่เป็นเรื่อง “ความเท่าเทียม” และ “ความโปร่งใส” ในองค์กร โดยตั้งคำถามต่อการใช้อภิสิทธิ์ของบางบุคคล
“ถ้าคนหนึ่งทำได้ ทุกคนก็ควรทำได้… ไม่ใช่มีสิทธิ์เฉพาะบางคน”
นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจที่ย้อนแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอก โดยระบุว่าการแสดงออกต่อสาธารณะกับการปฏิบัติจริงแตกต่างกันอย่างชัดเจน
“คนๆ นี้ ข้างนอกดูดีมาก แต่ข้างในมันคนละเรื่องเลย”
นอกจากนี้ ในระหว่างการพูดคุย ยังพบว่าเขาได้มีการบันทึกเสียงโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้เราเองก็ต้องบันทึกเสียงไว้เพื่อป้องกันตนเองเช่นกัน
“เขาอัดเสียง ผมก็ต้องอัดบ้าง… ตัวเองทำได้ คนอื่นก็ต้องทำได้”
ท้ายที่สุด แม้จะพยายามไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีก แต่ผมเองกลับถูกปลดจากตำแหน่งโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างชัดเจน
“สุดท้ายผมก็โดนปลด… โดยไม่มีเหตุผล”
เหยื่อคนที่ 4 ระบุว่า จากเหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของอำนาจในองค์กร และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่ควรมีในสถาบันการศึกษา “คำว่ายุติธรรม… หาไม่ได้เลยกับคนๆ นี้”
เหยื่อคนที่ 5 : ฝันร้าย 190 วัน ถูกกดดันจนไม่อยากลืมตาตื่นมาทำงาน
“กว่าจะผ่านมาได้ ไม่ง่ายเลย...” เสียงสะท้อนจากหัวใจของพนักงานที่ทุ่มเททำงานในตำแหน่งเลขานุการมานานถึง 17 ปี แต่กลับต้องเผชิญกับมรสุมการใช้อำนาจที่มุ่งหมายทำลายศักดิ์ศรีและสภาพจิตใจอย่างเป็นระบบ
คำสั่งสายฟ้าแลบ: "ขนไปให้หมด เพราะจะไม่ได้กลับมาที่เดิมอีก"
เย็นของวันที่ 14 มกราคม 2568 กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต เมื่อได้รับคำสั่งย้ายด่วนให้ไปนั่งทำงานที่ตึกใหม่ร่วมกับสำนักงานอื่นโดยมีผลทันที ท่ามกลางความสับสนว่างานที่ค้างอยู่และความรับผิดชอบเดิมจะทำอย่างไร คำตอบเดียวที่ได้รับจากผู้มีอำนาจคือคำขาดที่กรีดลึกในใจว่า
“ขนย้ายทุกอย่างมาให้หมดนะ จะไม่ได้กลับไปนั่งที่เดิมอีกแล้ว”
เกียรติยศที่ถูกย่ำยี: โต๊ะทำงาน "หน้าห้องน้ำ" และการจ้องจับผิดผ่าน CCTV
เมื่อไปถึงที่ใหม่ สิ่งที่รอรับคนทำงานมา 17 ปี ไม่ใช่โต๊ะทำงานที่เหมาะสม แต่คือพื้นที่ "หน้าห้องน้ำ" เธอต้องอดทนทำงานท่ามกลางเสียงที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซ้ำยังถูกคุกคามด้วยการ "จับจ้องผ่านกล้อง CCTV" และการเดินตามมาดูให้เห็นกับตา หากเธอไม่อยู่ที่โต๊ะหน้าห้องน้ำนั้นเพียงชั่วครู่เดียว
“ฉันเหมือนคนลักลอบมาทำงาน... ต้องแอบไปเคลียร์งานเก่าช่วงพักเที่ยง และทำต่อหลังเลิกงานจนเกือบหกเย็นทุกวัน เพียงเพื่อให้คนเห็นว่าฉันนั่งเฝ้าโต๊ะหน้าห้องน้ำตามคำสั่ง”
กลลวงการปรับลดคน: บีบคนเก่าออก เพื่อรับ "เด็กตัวเอง" เข้ามา
ความโหดร้ายยิ่งทวีคูณเมื่อมีการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ธุรการเก่าไปเป็นแม่บ้าน โดยอ้างว่าพนักงานล้น แต่เพียงไม่กี่วันกลับมีการรับ "ธุรการใหม่" ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของตนเองเข้ามาแทนที่ถึง 2 คน พร้อมแผนการขั้นต่อไปคือการส่งคนสนิทมาโน้มน้าวให้เราทิ้งงานเลขานุการที่ทำมาค่อนชีวิต เพื่อไปเฝ้าคลังสโตร์เบิกจ่ายอุปกรณ์ซ่อมแซมอาคาร
บาดแผลที่มองไม่เห็น: ภาวะจิตตกและร่องรอยน้ำตาหลังเลิกงาน
ตลอด 190 วันที่ผ่านมา ไม่เคยมีวินาทีไหนที่ง่าย ความกดดันและการคุกคามอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เธอตกอยู่ในภาวะหวาดระแวงและหดหู่ขั้นรุนแรง
“กลับไปบ้านร้องไห้ทุกวัน ตื่นมาไม่อยากไปทำงาน รู้สึกเครียด จิตตก หวาดระแวง... ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งเสียงของคนในนั้น”
เรื่องราวของเหยื่อคนที่ 5 คือหลักฐานของการใช้อำนาจบริหารที่ไร้ซึ่งเมตตาธรรม เปลี่ยนสถานที่ทำงานให้กลายเป็นกรงขังทางจิตใจ เพียงเพื่อกำจัดคนทำงานที่เห็นต่างหรือคนที่ไม่ใช่ "พวกพ้อง" ให้พ้นทาง