xs
xsm
sm
md
lg

“รมว.ยธ.” ร่วมภาคี แถลงผลตรวจค้นโรงกลั่น-คลังน้ำมัน พบพิรุธใช้ไฟฟ้าสูง รถน้ำมันยังวิ่งแต่ไม่ส่งปั๊ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MGR Online - “ยธ.-ตร.-ดีเอสไอ-พลังงาน-พาณิชย์” ร่วมแถลงตรวจสอบคดี “กักตุนน้ำมัน” เจอความผิดปกติหลายพื้นที่ ใช้ไฟฟ้าสูงในคลังน้ำมัน รถไม่วิ่งส่งปั๊ม เตรียมชงเป็นคดีพิเศษ 9 เม.ย.นี้

วันนี้ (8 เม.ย.) เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , นายสมชาย รัตนสุภา ผอ.กองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ , นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงผลปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน หลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน ในจ.สมุทรสาคร จ.ระยอง จ.ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบ 4 เป้าหมายจะต้องมีการขยายผลเพราะพบการกระทำความผิดและข้อสงสัย แต่จะให้ยื่นเอกสารเข้ามาชี้แจง ส่วนมาตรการมุ่งเน้นจากนี้ คือ 1.กวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา 2.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการประวิงหรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊ม หรือลูกค้าปลายทาง 3.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน พบปริมาณน้ำมันหายไปเท่าใด ตนขอใช้เวลารวบรวมรายละเอียดข้อมูลก่อน เนื่องด้วยจำนวนปริมาณน้ำมันมีข้อมูลมาจากหลายส่วนหลายหน่วยงาน จึงขอรอยืนยันความชัดเจนตัวเลขตรงอีกครั้ง ส่วนกรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มีการจัดเตรียมทีมชุดสุดซอย เพื่อช่วยสำรวจเรื่องการกักตุนน้ำมัน คาดน่าจะมีการประสานข้อมูลกันหลังจากนี้ แต่เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานแต่อย่างใด


ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน มีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือ 1.การตั้งสมมติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมันว่ามีประมาณกี่คัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามี 11,067 คัน โดยดูจากระบบ GPS ซึ่งก็พบว่ามีตัวอย่างใน จ.อุดรธานี มีจำนวน 10 คัน เฉลี่ยรถ 1 คัน บรรทุกน้ำมัน 40,000 ลิตร แต่ปรากฏว่ามีการติดหน้าปั๊มน้ำมันว่าไม่มีน้ำมัน เมื่อกลับมีรถ 2 คันไปส่งน้ำมันที่ จ.ขอนแก่น และไปถ่ายให้รถเล็ก ประเด็นนี้จึงเป็นความผิดชัดเจน 2.เจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.ระยอง ทราบว่ามีรถไปรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม โดยพบข้อมูลว่าเป็นคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มก่อนมีการยกเลิกไป

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวเสริมว่า ยังพบข้อมูลคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาด ต้องดูว่าคลังน้ำมันไหนไม่ได้มีการจ่ายน้ำมัน และไม่ได้จ่ายน้ำมันในช่วงเวลาใด ซึ่งหากดูจากในกราฟ จะเห็นจากปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างเช่น จ.ปทุมธานี เพราะปกติจะมีการใช้ไฟอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ แต่ในวันที่ 9-10 มี.ค. พบว่ามีการใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ วันที่ 26 มี.ค. มีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันจากคลัง สูงถึง 1,600 กิโลวัตต์ แต่พอไปดูน้ำมันคงคลัง เบื้องต้นมีประมาณ 20 ล้านลิตร ซึ่งการจ่ายกระแสไฟฟ้าของแต่ละคลัง ทั้งหมด 92 คลัง จะส่งมอบข้อมูลให้ดีเอสไอตรวจสอบต่อไป ว่าการจ่ายไฟมันสอดคล้องกับการรับจ่ายน้ำมันหรือไม่

“ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 15-17 มี.ค. มอบหมายตำรวจท้องที่ไปสอบถามปั๊มน้ำมันที่ปิดให้บริการ แล้วเเจ้งว่าน้ำมันไม่พอ ว่ารับมาจากบริษัทใด เพื่อตรวจสอบว่ารถบริษัทนั้นยังมีการวิ่งส่งน้ำมันหรือไม่ จึงพบข้อมูลในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่มีการวิ่งส่งน้ำมันอยู่ แต่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม เช่น รถบรรทุกน้ำมันเคยส่งให้กับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ส่งน้ำมันให้ แม้จะมีรถบรรทุกน้ำมันคอยขนส่งน้ำมันอยู่ก็ตาม”


ขณะที่ นายวุฒิทัต ระบุว่า ในพื้นที่ จ.ระยอง เดิมพบว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และเคยมีการจดทะเบียน ก่อนมีการยกเลิกไปในปี 2561-2562 แต่พอเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ก็จะไม่ได้รับการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เมื่อตรวจสอบพบว่าคลังน้ำมันแห่งนี้ มีการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมให้กับลูกค้า แต่เงื่อนไขการผู้ค้า ตามมาตรา 10 คือ 1.ต้องมีปริมาณการค้าประจำปีเกิน 36,000,000 ลิตร (36 ล้านลิตร) และ 2.ถ้าการค้าประจำปีไม่เกิน 36 ล้านลิตร แต่มีสถานที่เก็บน้ำมันเกิน 200,000 ลิตร จะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10

“จากการตรวจสอบเบื้องต้นหากมีพฤติกรรมจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมจริง ก็จะมีฐานความผิดกระทำการค้าโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 โดยจะมีโทษตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกโดยกรมธุรกิจพลังงานต่อเนื่อง”

นายวุฒิทัต ระบุอีกว่า บริษัทดังกล่าวใน จ.ระยอง ยังมีประเด็นที่มีการรับจ้างขนส่ง แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 12 จึงมีโทษตามมาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะได้นำหลักฐานเอกสารไปตรวจสอบขยายอีกครั้ง

นายวุฒิทัต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีพื้นที่ จ.สมุทรสาคร บริษัทดังกล่าวถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก มีการผลิตน้ำมันจำพวกดีเซลเป็นหลัก จากการตรวจสอบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการเรียกขอดูใบกำกับการขนส่งเพิ่มเติม และขอข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันจากทางบริษัท ซึ่งทางบริษัทก็ให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะนำไปตรวจสอบความสัมพันธ์ว่าสอดคล้องกับใบกำกับการขนส่ง และการตัดยอดการรับจ่ายตัวน้ำมัน นอกจากนี้ ยังได้ขอข้อมูลการเข้าออกสถานที่ว่ามีรถบรรทุกทะเบียนใดเข้ามามายังบริษัทในช่วงวันเวลาใดบ้าง รวมถึงขอไฟล์กล้องภาพวงจรปิด เพื่อจะได้นำไปเชื่อมโยงข้อมูล ว่ามีการกักตุน หรือประวิง การจำหน่ายน้ำมันหรือไม่

“นอกจากนี้ การกระทำความผิดซึ่งหน้า คือ สถานที่แห่งนี้มีสถานีบริการน้ำมันอยู่ภายใน โดยมีถังเก็บดีเซล จำนวน 40,000 ลิตร ที่จะเชื่อมมายังหัวจ่าย 1 หัวจ่าย แต่สถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็จะมีความผิดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต รวมทั้ง สถานที่แห่งนี้มีหลายแทงค์พอสมควร โดยเฉพาะกรณีการเจอแทงค์ประเภท T12 ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงาน ว่ามีใบอนุญาตด้านความปลอดภัย ว่ามีการเก็บน้ำมันดิบ แต่กลับเอามาเก็บเป็นน้ำมันดีเซล โดยที่ไม่ได้แจ้งเหตุเปลี่ยนแปลง จึงจะมีฐานความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ”


ส่วน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตในกรณีพื้นที่ จ.ระยอง มีรถขนส่งน้ำมันไม่ได้เข้าปั๊มน้ำมัน และอ้างว่าน้ำมันหมด หรือในกรณีของพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่มีการจ่ายไฟสูงผิดปกติ แต่กลับสอดคล้องกับปริมาณน้ำมัน เพราะว่าเมื่อไม่มีการใช้ไฟฟ้า ก็คือการไม่ได้ขายน้ำมัน แต่เมื่อใช้ไฟฟ้ามากก็สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่ขายออกไป และเป็นช่วงที่น้ำมันราคาขึ้น ส่วนกรณีของวันที่ 15-17 มี.ค. ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พบว่าปั๊มไม่มีน้ำมัน แต่น้ำมันมีการส่งออกจากคลังน้ำมัน ซึ่งทุกกรณีอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ โดยจะมีการนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษ วันที่ 9 มี.ค. ต้องรอดูมติของบอร์ดว่าจะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมในทุกพฤติกรรมหรือไม่

ในส่วน นายสมชาย เผยว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีการประวิงเวลาไม่จำหน่าย ไม่เสนอสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย ซึ่งก็เป็นความผิดในกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งกรมการค้าภายในจะนำเอาพยานหลักฐานทั้งหมดนี้พิจารณาว่าเป็นการเข้าข่ายการประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม ให้เป็นประเด็นต่อเนื่องในการตรวจสอบต่อไป


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่ ศรชล. ตรวจพบเรื่องการขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ ความคืบหน้าเรื่องเส้นทางการเดินเรืออย่างไรหรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ซึ่ง ศรชล. มีข้อมูลจำนวนเรือที่พบความผิดปกติว่ามีปลายทางไปที่ไหนบ้าง แต่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบอีกสักระยะ เพื่อที่จะได้ตัวเลขเป็นทางการ ส่วนปลายทางของน้ำมันที่สูญหายกลางทะเล ไปพบที่ใดบ้างนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะตามข้อเท็จจริง ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. บริษัท IRPC ได้มีการเลือกผลิตน้ำมันเขียว ที่ใช้สำหรับการประมง ประมาณวันละ 1.5 ล้านลิตร ซึ่งก็เชื่อว่าน้ำมันที่หายไป ก็คงจะต้องเข้าไปยังหลายภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรม และการประมง และการเกษตร แต่ตัวเลขที่ชัดเจนขอเวลารวบรวมอีกครั้ง

“ส่วนเที่ยวเรือ 99 เที่ยวมีความผิดปกติหรือไม่นั้น ซึ่งมีเรือบางลำที่วิ่งหลายเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็นเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมันไปยังปลายทาง ส่วนจะมีความผิดปกติมากน้อยเพียงใด ขอเวลาในการตรวจสอบก่อนแต่ยืนยันว่ามีจำนวนเรือบางส่วน พฤติกรรมผิดปกติ เราอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะตรวจสอบในทุกมิติ ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมัน หากพบจุดไหนที่ดำเนินการผิดกฎหมายจะดำเนินการโดยเคร่งครัด”