(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/us-israel-and-iran-agree-to-two-week-ceasefire/)
US, Israel and Iran agree to two-week ceasefire
by Jessica Corbett and Brett Wilkins
08/04/2026
ขณะที่แสดงความยินดีต้อนรับการหยุดยิงครั้งนี้ แต่ผู้สังเกตการณ์บางคนก็ชี้ด้วยว่า รัฐบาลที่กดขี่ปราบปรามประชาชนอย่างสาหัสของอิหร่าน ไม่เพียงแต่สามารถอยู่รอดได้เท่านั้น หากยังสามารถที่จะประกาศอ้างชัยชนะได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเงื่อนไขต่างๆ ที่อิหร่านประกาศออกมามีความถูกต้องด้วยแล้ว สหรัฐฯกับอิสราเอลก็กำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้อันน่าอับอายอย่างแท้จริง
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาข่มขู่คุกคามที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนชาวอิหร่าน โดยระบุว่า “ทั่วทั้งอารยธรรมจะตายในคืนนี้” อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผู้นำสหรัฐฯก็กลับออกมาประกาศจะระงับการทำสงครามที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของเขาเอาไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ถ้าอิหร่านยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ
โทรทัศน์ช่องข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระดับอาวุโสผู้หนึ่งที่ไม่มีการเอ่ยนาม ระบุว่า อิสราเอล—ซึ่งเข้าร่วมกับสหรัฐฯในการถล่มทิ้งระเบิดใส่อิหร่านมาโดยตลอด รวมทั้งการโจมตีพวกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนด้วยนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา – จะ “เป็นส่วนหนึ่งของการหยุดยิง 2 อาทิตย์นี้ด้วย” และ”ยังได้ตกลงที่จะระงับการรณรงค์โจมตีของตนเอาไว้ก่อน ขณะที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่”
นอกจากนั้น ตามรายงานของสำนักข่าวแอสโซซิเอเต็ดเพรส (เอพี) ทางฝ่ายสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (Supreme National Security Council) ของอิหร่าน ได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่ง มีเนื้อหาว่าทางฝ่ายตนยอมรับการหยุดยิง ซึ่ง ฟาร์นาซ ฟาสซิฮี (Farnaz Fassihi) ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทมส์ รายงานเอาไว้ว่า เกิดขึ้นได้ภายหลัง “ความพยายามทางการทูตอย่างกระวนกระวายของปากีสถาน และการเข้าแทรกแซงในนาทีสุดท้ายของจีน” ผู้เป็นพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งของอิหร่าน
“ต้องมีการเน้นย้ำว่า นี่ไม่ได้มีความหมายเท่ากับการยุติลงของสงครามครั้งนี้” สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน บอก “มือของเรายังคงแตะอยู่ที่ไกปืน และหากศัตรูมีการกระทำที่เป็นความผิดพลาดแม้แต่เล็กน้อยที่สุด พวกมันก็จะต้องเผชิญกับการใช้กำลังอย่างเต็มเหนี่ยว”
ทรัมป์ออกมาประกาศการหยุดยิง ผ่านทางแพลตฟอร์มสื่อสังคม “ทรูธ โซเชียล” (Truth Social) ของเขาครั้งนี้ ขณะที่เขาเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวจากทั่วโลก หลังจากการแสดงความเห็นต่างๆ แบบ “วันสิ้นโลก” ในตอนเช้าวันอังคาร –ซึ่งก็รวมถึงเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ถอดเขาออกจากตำแหน่งด้วย—และในเวลาที่กำหนดเส้นตาย ณ เวลา 20.00 น.ตามเวลาภาคตะวันออกของสหรัฐฯ (Eastern time) (ตรงกับ 07.00 น. ของวันพุธที่ 8 เม.ย. ตามเวลาเมืองไทย) ที่เขายื่นคำขาดให้อิหร่านต้องเปิดเส้นทางน้ำสำคัญยิ่งยวดแห่งนั้นให้แก่การสัญจรของเรือทุกๆ ลำอีกครั้งหนึ่ง ขยับใกล้เข้ามาทุกที
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโพสต์นี้ ทรัมป์ ได้พูดเอาไว้ดังนี้:
โดยอิงอยู่กับการสนทนากับนายกรัฐมนตรีเชห์บาธ ชาริฟ (Shehbaz Sharif) และจอมพล อะซิม มูนีร์ (Asim Munir) แห่งปากีสถาน และโดยที่ในการพูดจาเหล่านั้น พวกเขาได้ขอร้องให้ผมระงับการใช้กำลังทำลายล้างที่กำลังจะส่งออกไปสู่อิหร่านในคืนนี้ และด้วยเงื่อนไขที่ว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กำลังตกลงเห็นพ้องที่จะ เ ปิ ด ช่องแคบฮอร์มุซ อย่าง ส ม บู ร ณ์, ทั น ที, และ ป ล อ ด ภั ย ผมตกลงที่จะระงับการถล่มทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเอาไว้ก่อนเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ นี่จะเป็น ก า ร ห ยุ ด ยิ ง ของทั้งสองฝ่าย! เหตุผลสำหรับการทำเช่นนี้ก็คือเราได้บรรลุและได้ล้ำเกินการบรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และกำลังก้าวไปไกลมากๆ แล้วบนเส้นทางของการทำข้อตกลงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ สั น ติ ภ า พ ร ะ ย ะ ย า ว กับอิหร่าน และ สั น ติ ภ า พ ในตะวันออกกลาง เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่ามันเป็นพื้นฐานที่สามารถใช้ทำงานได้อย่างหนึ่ง สำหรับที่จะนำมาเจรจากัน ประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ในอดีตแทบทั้งหมดได้มีการตกลงกันไปแล้วระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน แต่ระยะเวลา 2 สัปดาห์จะเปิดทางให้ข้อตกลงนี้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายและเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในนามของสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี และก็ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะทำให้ปัญหาระยะยาวนี้ขยับใกล้เข้าสู่การแก้ไขคลี่คลาย
ตามรายงานข่าวหลายๆ กระแส แผนการสันติภาพ 10 ข้อของอิหร่านนี้จะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างแข็งกร้าวทั้งจากอิสราเอล และจากบรรดารัฐราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอิหร่านได้โจมตีใส่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการตอบโต้แก้เผ็ดสำหรับการที่อิหร่านถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มเล่นงาน
“เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นว่า ฝ่ายอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที จะสามารถยินยอมเห็นพ้องกับสิ่งนี้ (ข้อเสนอสันติภาพ 10 ข้อของอิหร่าน) ได้ยังไง” วิลล์ สแตนซิล (Will Stancil) นักกฎมายและคอมเมนเตเตอร์ทางการเมืองชาวสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มสื่อสังคม “บลูสกาย” (Bluesky)
สแตนซิลกล่าวต่อไปว่า มันจะเป็นเรื่อง “ตลกอย่างสุดๆ ถ้าหากพวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียซึ่งได้ผ่องถ่ายเงินทองเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านดอลลาร์ให้ทรัมป์ไปแล้ว กลับต้องพบกับความย่อยยับของพวกเขาจากน้ำมือของทรัมป์ เมื่อเขากระทำสิ่งที่ต้องเรียกว่า เป็นการเปลี่ยนข้างในตอนที่ถึงจุดสูงสุดของสงคราม เพื่อที่เขาจะได้สามารถเสแสร้างแกล้งทำเป็นว่าได้รับชัยชนะ บางทีพวกเขาน่าจะต้องเลาะกระดูกเขาเสียเลย เพื่อเป็นการแก้แค้นนะ”
ในการตอบโต้กับการที่ทรัมป์ข่มขู่คุกคามจะถล่มทำลายบรรดาสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่าน –ซึ่งเป็นพฤติการณ์เข้าข่ายการประกอบอาชญากรรมสงครามอย่างชัดเจน— ตลอดจนการข่มขู่คุกคามช่วงหลังๆ กว่านั้นที่ว่าจะกวาดล้าง “ทั่วทั้งอารยธรรม”ของประเทศตะวันออกกลางรายนี้ พวกนักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและพวกผู้นำทางการเมืองตลอดทั่วทั้งโลก ต่างเรียกร้องรัฐบาลต่างๆ และองค์กรโลกทั้งหลาย รวมทั้งสหประชาชาติ ให้ “เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน”
ในเวลาเดียวกับที่แสดงความยินดีต้อนรับการหยุดยิง ก็มีผู้สังเกตการณ์บางคนชี้ด้วยว่า รัฐบาลที่กดขี่ปราบปรามประชาชนอย่างสาหัสของอิหร่าน –ซึ่งได้เข่นฆ่าประชาชนของพวกเขาเองไปนับหมื่นคนระหว่างการประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ –ไม่เพียงแต่สามารถอยู่รอดได้เท่านั้น หากยังสามารถที่จะประกาศอ้างชัยชนะได้อีกด้วย ดังที่สื่อมวลชนภาครัฐของอิหร่านกำลังกระทำอยู่แล้วภายหลังมีการประกาศสงบศึกชั่วคราวครั้งนี้
“การหยุดยิงเป็นเรื่องที่สมควรยินดีต้อนรับ แต่ถ้าเงื่อนไขต่างๆ ที่อิหร่านประกาศออกมาในคืนนี้มีความถูกต้องแล้ว สหรัฐฯและอิสราเอลก็กำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้อันน่าอับอายอย่างแท้จริง” ราเอด จาร์ราร์ (Raed Jarrar) ผู้อำนวยการฝ่ายการโฆษณาเรียกร้อง ของกลุ่ม ประชาธิปไตยเพื่อโลกอาหรับเดี๋ยวนี้ (Democracy for the Arab World Now หรือ DAWN) บอกกับ คอมมอน ดรีมส์
“พวกเขาเปิดฉากทำสงครามรุกรานที่สร้างความวิบัติหายนะขึ้นมา ซึ่งได้เข่นฆ่าพลเรือนไปแล้วหลายพันคน, สูญเสียเงินทองไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์, และจุดชนวนให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ แต่อิหร่านยังคงเก็บรักษายูเรเนียมเพิ่มสมรรถนะของตนเอาไว้ได้, อิหร่านยังเข้าดูแลรับผิดชอบช่องแคบฮอร์มซ ส่วนสหรัฐฯตกลงยกเลิกการแซงก์ชั่นทั้งหลาย และจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย”
ในส่วนของพวกนักการเมืองสหรัฐฯนั้น สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯของทางฝั่งพรรคเดโมแครตบางราย ได้ออกมาแสดงความสงสัยข้องใจในข้อตกลงคราวนี้ โดยที่ ส.ว.คริส เมอร์ฟี (Chris Murphy) จากรัฐคอนเนทิคัต บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า เขามีความข้องใจแม้กระทั่งว่ามีการหยุดยิงกันจริงๆ หรือเปล่า ท่ามกลางรายงานข่าวที่ระบุว่าขีปนาวุธจากอิหร่านยังคงถูกยิงโจมตีใส่อิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
“ใครรู้บ้างว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น” เมอร์ฟี กล่าว “โดนัลด์ ทรัมป์ นะ พูดโกหกอยู่ทุกวี่ทุกวัน”
เมอร์ฟี ชี้ถึงการกล่าวอ้างของอิหร่าน “ที่ว่าทรัมป์ยังได้ตกลงเห็นด้วยในเรื่องสิทธิของอิหร่านที่จะเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม, การระงับมาตรการแซงก์ชั่นทั้งหมดที่ใช้กับอิหร่าน, และการอนุญาตให้อิหร่านรักษาโครงการขีปนาวุธของพวกเขา โครงการโดรนของพวกเขา และโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาเอาไว้ต่อไป”
เขาพูดอีกว่า “ถ้าหากว่า มันเป็นความจริงแม้กระทั่งน้อยนิดที่สุดที่ว่า ข้อตกลงนี้ให้สิทธิแก่อิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ นั่นก็จะเป็นความหายนะสำหรับโลก และมันก็มีแต่จะสร้างความตื่นตะลึงว่า สิ่งที่เราได้รับจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้การปฏิบัติการทางทหาร ก็คือดูเหมือนว่า อย่างน้อยที่สุดภายในระยะเวลาหนึ่ง จะมีการยอมให้อิหร่านเข้าควบคุมเหนือเส้นทางน้ำที่สำคัญยิ่งยวดแห่งนี้ ซึ่งพวกเขายังไม่เคยสามารถควบคุมได้เลย ในช่วงก่อนสงครามนี้เริ่มต้นขึ้นมา”
พวกที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง ยังเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี ใช้อำนาจตามบทแก้ไขที่ 25 (the 25th Amendment) ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เพื่อถอดเขาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับเตือนความจำของบรรดาบุคลากรทางหทารของเมริกันว่า พวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องไม่เชื่อฟังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ประกอบอาชญากรรมสงครามใดๆ ทั้งสิ้น
เจสสิกา คอร์เบตต์ เป็นบรรณาธิการอาวุโสและนักเขียนประจำกองบรรณาธิการ ให้ เว็บไซต์ คอมมอนดรีมส์ ขณะที่ เบรตต์ วิลคินส์ เป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการให้เว็บไซต์ คอมมอนดรีมส์ ทั้งนี้ เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนซึ่งตั้งฐานอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเขียนเรื่องเป็นประจำให้แก่ คอมมอนดรีมส์ และ เคาน์เตอร์พันช์ (Counterpunch) รวมทั้งยังเป็นสมาชิกผู้หนึ่งของ “คอลเลคทีฟ 20” (Collective 20) กลุ่มรวมหมู่ต่อต้านสงครามกลุ่มใหม่ที่ประกอบด้วย โนม ชอมสกี (Noam Chomsky), มีเดีย เบนจามิน (Medea Benjamin), และคนอื่นๆ
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/news/trump-iran-israel-ceasefire)