ศูนย์ข่าวภูเก็ต - ทส.ยันต้องหาตัวมือมืดตัดหัวพะยูน มาดำเนินคดี หลังพบซากที่เกาะยาว ระบุตายจากธรรมชาติ ไม่ใช่ขบวนการล่า ถูกตัดหัวหลังตายแล้ว ชี้ต้นตอมาจากความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง คนลงมือทำมีความเชี่ยวชาญ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (12 เม.ย.69) นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่ภูเก็ตพร้อมแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีพบซากพะยูนเกยตื้นและถูกตัดส่วนหัว ในพื้นที่อ่าวท่าเขา ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา โดยมี นางสาวราตรี สุขสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (จังหวัดภูเก็ต) และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯและกรมทะเล เข้าร่วม ณ ที่ห้องประชุมอุทยานแห่งชาติสิรินาถ หาดในยาง จ.ภูเก็ต
นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากกรณีที่พบซากพะยูน สภาพถูกตัดส่วนตัว เกยตื้นที่เกาะยาวน้อย จ.พังงา เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ตนพร้อมด้วยอธิบดีกรมทะเล ลงพื้นที่มาขับเคลื่อนและหาทุกวิถีทางที่จะเอาคนกระทำผิดดังกล่าวมาดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับพะยูนอีก ในขณะนี้เดียวกันจะต้องทำให้สังคมได้รับรู้ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวผิดกฎหมาย
นายเผด็จ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง ที่ต้องการการนำกระโหลกและเขี้ยวของพะยูน ไปทำเครื่องรางที่เชื่อกันว่าจะให้คุณในเรื่องของเมตตามหานิยม ซึ่งเป็นความเชื่อผิดๆ ที่ยังมีคนกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่อาศัยอยู่ในชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันตก และคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนที่อยู่ในบริเวณตั้งแต่เกาะยาวน้อยไปจนถึง จ.กระบี่ อย่างแน่นอน ซึ่งการตัดหัวพะยูนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากขบวนการล่าพะยูนเพื่อเอากะโหลกและเขี้ยวแต่อย่างใด เพราะจากบาดแผล ไม่มีเลือด และจากการตรวจพิสูจน์ พบว่ามีการตัดคอพะยูนหลังจากที่ตายแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบร่องรอยการตัด เชื่อว่า ผู้ที่ลงมือกระทำต้องเป็นคนที่มีความชำนาญและมีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้ เพราะส่วนหัวที่ถูกตัดขาดเป็นช่วงที่ไม่มีกระดูด คนที่มีความชำนาญเท่านั้นจึงจะตัดได้แบบนี้ ร่องรอยมี่ตัดมีความเนียนเรียบ ไม่พบร่องรอยช้ำหรือเลือดคั่งในเนื้อเยื่อ
นายเผด็จ ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะยาว พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามเส้นทางของชิ้นส่วนที่หายไป และเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด และขณะนี้คนที่รักสัตว์ทะเลและรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แจ้งประสานตั้งรางวัลนำจับ 50,000 บาท สำหรับผู้ให้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิด
ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ฐานครอบครองซากสัตว์ป่าสงวน โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการตัดหัวพะยูน สามารถแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที
ขณะที่ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่า พะยูนถูกตัดหัวนั้น เป็น พะยูนเพศผู้โตเต็มวัย ความยาวประมาณ 233 เซนติเมตร (ไม่รวมหัว) น้ำหนักราว 120 กิโลกรัม ตายจากภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังและขาดอาหารเป็นเวลานาน การตัดคอพะยูนตัวนี้ ไม่พบหลักฐานการถูกล่าหรือการตายจากเครื่องมือประมง แต่จะถูกตัดหัวหหลังจากตายแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากจากความเชื่อ ที่จะนำเขี้ยวไปทำเครื่องรางของขลัง เพราาะผลตรวจบาดแผลพบบริเวณลำคอถูกตัดด้วยของมีคม โดยไม่มีรอยช้ำหรือเลือดคั่ง ยืนยันว่าเป็นการตัดภายหลังการเสียชีวิต (post-mortem) และ คาดว่าผู้กระทำมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือและมีความรู้ด้านกายวิภาคของสัตว์ จึงตัดหัวของพะยูนโดยไม่โดนกระดูก
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยังกล่าวถึงสถานการณ์พะยูน ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ประชากรพะยูนอยู่ในภาวะวิกฤตจนเกือบจะสูญพันธุ์ จากปัญหาหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของพะยูนมีไม่เพียงพอ ทำให้พะยูนต้องมีการย้ายถิ่นออกจากเมืองหลวง คือ จ.ตรัง และ กระบี่ ไปหากินที่อื่น จนเป็นเหตุให้ช่วงนักมีพะยูนต่างไปจำนวนมาก แต่หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ร่วมือกันสถานการณ์ก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนข้อมูลล่าสุดประชากรพะยูนในทะเลฝั่งอันดามันทั้งหมด 203 ตัว กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.ตรัง และ กระบี่ มีมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องประชากรพะยูน ที่มีอยู่ในขณะนี้ 203 ตัว ทางกรมทะเล ได้ร่วมมือ กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมเจ้าท่า อาสาสมัคร และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมมือกันดูแลพะยูนในระยะยาว เช่น การกำหนดพื้นที่คุ้มครองพะยูน ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล การใช้โดรนสำรวจติดตาม เป็นต้น