ประเด็นร้อนในวงการมวยไทยชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นดรามาระหว่าง ONE Championship องค์กรศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวระดับโลก กับ รถถัง จิตรเมืองนนท์ อดีตแชมป์โลกมวยไทย ที่เรื่องราวบานปลายไปกันใหญ่ ถึงขั้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันไปแล้ว
เมื่อคืนวันที่ 14 เมษายน 2569 ONE ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย เตรียมดำเนินคดีกับ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ใน 3 ประเทศ ทั้งไทย, สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ฐานละเมิดสัญญากับทางองค์กรหลายครั้ง ซึ่งก็ได้สืบทราบในภายหลังว่าอาจเรียกค่าเสียหายเป็นเม็ดเงินที่สูงถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 640 ล้านบาท โดยตัวเลขเฉพาะที่เรียกร้องค่าเสียหายในประเทศไทยอยู่ที่ 542 ล้านบาท แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังสามารถเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยกันได้
เบื้องลึกในเรื่องนี้จริงๆ ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ ก็มาจากความคิดที่ไม่ตรงกันจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งประจวบเหมาะกับการหมดสัญญาของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และ ONE Samurai ศึกใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนเมษายนนี้ ตัวของ ชาตรี ศิษย์ยอดธง ได้วางให้ยอดกำปั้นชาวไทย มีคิวขึ้นสังเวียนประชันฝีมือกับ ทาเครุ เซกาวา ภาค 2 เป็นคู่เอกในไฟต์นี้
จะว่าไปในช่วงที่ผ่านมา รถถังกำลังโดนแฟนหมัดมวยชาวไทยบางส่วน “หมั่นไส้” จากพฤติกรรมของเขาในหลายครั้งหลายหน ที่ดูไม่ค่อยเป็นมืออาชีพเท่าไหร่ในสายตาแฟนๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกตาชั่ง ทำน้ำหนักตัวไม่ผ่าน หรือการไปเตะฟุตบอล ทำ คอนเทนต์กับ “บอย ท่าพระจันทร์” กลายเป็นภาพลักษณ์ของคนที่ “ดังแล้วลืมตัว” ซึ่งกระแสโซเชียลในมุมของรถถัง ไม่ว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร ในเมื่อถูกคนหมั่นไส้ไปแล้ว เขาก็ไม่ค่อยมองในเรื่องของความเป็นจริงกันเสียเท่าไหร่
ในเรื่องของค่าตัว แฟนหมัดมวยจะทราบกันดีว่านักชกแต่ละคนขึ้นชกไฟต์เดียวกัน แต่จะได้ค่าตัวที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง วงการมวยจะมีการคิดเรตค่าตัวในส่วนของ “ความดัง” หรือ “ความมีชื่อเสียง” ในวงกว้าง ตัวของรถถังเองนั้น ก็ย่อมรู้ดี
คาดว่าตัวของ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ดูจะไม่ค่อยพอใจต่อค่าตัวที่ถูกเสนอให้ขึ้นชกในศึกใหญ่ ONE Samurai ที่ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนเมษายนนี้เมื่อนำตัวเลขไปเทียบกับ ทาเครุ เซกาวา ถือว่าห่างกันเยอะมากอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเราย้อนกลับไปดูการชกระหว่าง รถถัง กับ ซุปเปอร์เล็ก แม้ว่าดีกรีมวยจะพอๆ กัน แต่รถถังได้ค่าตัวมากกว่าซุปเปอร์เล็ก ราว 3-4 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวมองว่าค่าตัวของเขาเมื่อเทียบกับ ทาเครุ นั้น ดูจะมันไม่เป็นธรรมเท่าไหร่
จุดแข็งของ ONE Championship อยู่ที่มวยไทย และคิกบ็อกซิ่ง ไม่ใช่ MMA ซึ่งตัวของรถถังก่อนหน้านี้ก็สามารถดูดแฟนๆ จากทั่วทุกมุมโลก ให้เข้ามาติดตามรายการนี้อยู่เยอะพอสมควร เห็นได้จากการส่งข้อความของดาราหรือนักกีฬาระดับโลก ที่รู้จักตัวของรถถัง ผ่าน PPV ของ ONE จะเรียกได้ว่ารถถังคือซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของรายการก็ว่าได้ ด้วยสไตล์การชกที่ดุดัน เร้าใจ ถูกอกถูกใจแฟนๆ ชาวต่างชาติ
ในเมืองไทย นักมวยระดับซูเปอร์สตาร์ที่แฟนๆ ชื่นชอบ ก็มีทั้ง ตะวันฉาย, ซุปเปอร์บอน หรือ นาบิล อานาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับรถถัง จิตรเมืองนนท์ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ONE ขาย PPV ฟันกำไรเข้าองค์กรได้อย่างมากมาย ในทุกไฟต์ที่จัดรถถังขึ้นชก และช่วงที่ผ่านมาทางรายการก็ได้ทาเครุเข้ามาเป็นส่วนเสริมชั้นดี
สตอรีในช่วงที่ผ่านมา ถูกปูเอาไว้เป็นอย่างดีสำหรับศึก ONE Samurai ไม่ว่าจะเป็นการที่ทาเครุจะขึ้นชกเป็นไฟต์อำลา เป็นการโชว์ฝีมือคิกบ็อกซิ่งหนสุดท้ายในชีวิต ได้แก้มือกับรถถัง และยังหยิบนำเอาเข็มขัดแชมป์โลกคิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต เฉพาะกาล มาเป็นเดิมพันให้อีกต่างหาก จุดนี้ตัวของรถถังเองมองว่าเขาควรจะได้รับค่าตัวมากกว่านี้ แต่ประเด็นสำคัญคือการที่รถถังสัญญาหมดลงพอดีในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การเจรจาหลายๆ อย่างดูจะยากขึ้น
ช่วงที่ผ่านมามีการเจรจาระหว่าง รถถัง กับ ONE มาโดยตลอด ขณะเดียวกันรถถัง จิตรเมืองนนท์ ในปัจจุบัน ได้ตัว “เทรนเนอร์ยิ้ม” ผู้จัดการของบัวขาว บัญชาเมฆ มาดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่า “เทรนเนอร์ยิ้ม” อาจไม่เป็นที่ถูกใจของเหล่าค่ายมวยต่างๆ ในประเทศไทยเท่าไหร่จากเรื่องในอดีตที่นำเอา “บัวขาว” ออกมาจากค่าย “ป.ประมุข” แบบหักดิบ
แม้จะไม่เข้าใจกันในหลายเรื่องแต่ ONE ถือว่าได้เปรียบ เพราะในสัญญาฉบับล่าสุดที่เพิ่งหมดไปในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น ยังมีออปชันที่เรียกว่า Exclusive negotiation period หรือสิทธิในการเจรจาต่อสัญญา ในช่วงระยะเวลาอีก 12 เดือน ต่อจากนี้คือตัวของรถถังยังห้ามไปขึ้นชกที่อื่น รวมถึงรับงานต่างๆ ด้วยตัวเอง จนกว่าจะเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับ ONE ในช่วงระยะเวลา 12 เดือน นับจากสัญญาฉบับเดิมหมดลง แต่ตัวของรถถังเองนั้น ไม่ทราบในเรื่องนี้และเข้าใจว่าตัวเองสัญญาหมดไปแล้ว ก็สามารถไปคุยกับที่อื่นได้
ในเมื่อรถถังรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนบีบจากออปชันในสัญญาฉบับเดิม ที่ทำให้เขาไม่สามารถไปเจรจากับรายการอื่น หรือรับงานด้วยตัวเองได้ในช่วงระยะเวลา 12 เดือนต่อจากนี้ ก็ทำให้เกิดโพสต์ดรามาต่างๆ ขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันโพสต์รถถัง ระบุว่ากำลังไปกองปราบฯ เพื่อทำอะไรบางอย่างนั้น น่าจะทำให้ ชาตรี ศิษย์ยอดธง หรือผู้บริหาร ONE รู้สึกโกรธ จะเปรียบได้ว่าเป็นการ “ตบหน้า” บอสชาตรีอย่างจัง
ทำให้ ONE ต้องงัดยาแรง ตัดสินใจดำเนินคดีกับ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ด้วยตัวเลขสูงสุด คือ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 640 ล้านบาท กับการฟ้องร้องใน 3 ประเทศ ทั้งไทย, สิงคโปร์และญี่ปุ่น ซึ่งนับเฉพาะในประเทศไทยถูกเรียกค่าเสียหายอยู่ที่ตัวเลข 542 ล้านบาท ในข้อหาผิดสัญญา, ดูหมิ่น และทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง
ที่ผ่านมาแม้ ONE Championship จะดูแฟร์กับนักมวยมากแค่ไหน แต่สัญญาที่ทำ กับนักสู้ภายในองค์กรนั้นก็ย่อมที่จะไม่เสียเปรียบ โดยพวกเขาเลือกที่จะเซ็นสัญญากับตัวนักมวยโดยตรง แบบไม่ผ่านค่าย หรือผู้ดูแล ซึ่งนี่เปรียบเสมือนดาบสองคม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้ค่าตัวที่ให้นั้นจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่ารายการอื่น แต่หากนักมวยคนนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องสัญญา อ่านสัญญาไม่ละเอียด หรือแปลความหมายของมันไม่ดีพอและกระทำการใดๆ ที่ผิดต่อสัญญาลงไป ก็อาจเกิดเคสแบบรถถังขึ้นได้ แต่ในส่วนของ ONE ลุมพินีจะเป็นสัญญาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่เหมือนกับ ONE ใหญ่
สัญญาที่ ONE Championship เซ็นกับตัวของนักมวยนั้น จะมีแยกย่อยออกไปอีกหลายอย่าง อาทิ สัญญาการขึ้นชก หรือสัญญาการรับงานพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงสัญญาการรับงานอื่นที่นอกเหนือจากการชกมวย เป็นต้น จุดนี้ถือเป็นสิ่งที่รถถังอาจจะไม่เคลียร์ในสัญญา อย่างที่รถถังอ้างว่าเพิ่งมาเห็นสัญญาที่เซ็นไปเมื่อปี 2022 เมื่อไม่นานมานี้ก็รู้สึกตกใจเพราะมีการปลอมลายเซ็นเพื่อรับงานแทน ซึ่งจุดนี้ต้องไปดูกันว่าสิ่งที่รถถังเข้าใจว่าตัวเองโดนปลอมลายเซ็นนั้นมันเป็นจริงหรือไม่
ก็มีคำถามออกมาอีกว่าตัวนักมวยไม่ได้เซ็นสัญญาย่อยด้วยตัวเองหรือเปล่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งการเดินทางไปกองปราบฯ ของรถถังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งเรื่องนี้เปรียบเสมือนการเดิมพันอนาคตของทั้งตัวรถถัง และองค์กร ONE Championship เองด้วย
เพราะหากรถถังมีแบ็กอัปที่ดีมีคนที่เข้ามาช่วยดูช่วยเจรจาเรื่องสัญญา หรือเรื่องคดีต่างๆ กับทาง ONE Championship แล้วผลออกมาเป็นบวก อีกฝั่งก็คงสั่นสะเทือนมิใช่น้อย อาจถึงขั้นทำให้ผู้ชมหดหายกันไปเลยก็ได้ แต่หากพิสูจน์ออกมาว่ารถถัง โกหก หรือพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อนาคตของ “ดิไอรอน แมน” ก็จะดับวูบลงไปในทันที เรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันที่สัญญาย่อยๆ ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม หลังจากนี้เป็นเรื่องของการพูดคุยกันทางกฎหมาย และการเจรจาต่อรองกันล้วนๆ
เรื่องนี้ดูแล้วอยู่ที่ตัวของ “บอสชาตรี” ว่าจะทำตัวเป็นพี่ชาย เป็นพ่อของนักมวยทุกคน หรือจะทำตัวเป็น “นายห้าง” ไม่มีใครปฏิเสธว่าในช่วงที่ผ่านมา การปฏิรูปการยกระดับ และการส่งเสริมมวยไทยให้ไปไกลสู่ระดับโลก รวมไปถึงการที่ทำให้รถถัง จิตรเมืองนนท์โด่งดังเป็นพลุแตกนั้น ต้องยกเครดิตให้ชาตรี ศิษย์ยอดธง แบบเต็มๆ เขาเลือกเส้นทางนี้แล้วก็ควรจะต้องไปให้สุด ต้องได้ใจทุกคนในองค์กร และแฟนหมัดมวยทั่วทั้งโลก คนที่เป็นพี่ใหญ่อาจจะต้องกลืนเลือดตัวเอง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ชาตรีกับรถถัง เทียบกับ ดาน่า ไวท์ และแม็คเกรเกอร์ของฝั่ง UFC โดยทางแม็คเกรเกอร์จะว่าไปเขาทำตัวเกเรยิ่งกว่ารถถังด้วยซ้ำ แต่ช่วงที่ผ่านมา UFC มีเรตติ้งที่ถล่มทลาย และมีผู้ติดตามมากขึ้นในทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้แก่แม็คเกรเกอร์ ไม่ว่าเขาจะวีน จะงี่เง่าขนาดไหน แต่เจ้าตัวก็สามารถพูดคุยกับ ดาน่า ไวท์รู้เรื่องแทบไม่เคยขัดใจเลยด้วยซ้ำ แต่ทางฝั่งของ “บอสชาตรี” ดูให้ค่า รถถังไม่เหมือนที่ ดาน่า ไวท์ให้ค่าแม็คเกรเกอร์ เหมือนว่าชาตรีกำลังไปให้ค่ากับทาเครุ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะได้กระแสแฟนๆ จากญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เพราะเขากำลังจะไปปักธง ONE Samurai อย่างยั่งยืนที่นั่น ก็ย่อมต้องอาศัยนักมวยจากแดนปลาดิบ
กลับกันถ้าบอสชาตรีให้ค่าตัวรถถัง เท่ากับ ทาเครุ ภาพของเขาก็อาจจะเป็นบวกมากกว่านี้ในสายตาของคนทั่วโลก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขากำลังทำตรงกันข้าม คือ ให้ค่าทาเครุ เซกาวา มากกว่าตัวของรถถัง ที่ตัวเองนั้นปลุกปั้นขึ้นมากับมือ ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ทั้งตัว ดาน่า ไวท์และแม็คเกรเกอร์เคยโพสต์ดูถูกชาตรีมาแล้วในทำนองว่า “กระจอก”
ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการหลายคนให้คำแนะนำกับ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ว่า ให้ขึ้นชกไปเลยไม่ต้องกลัวเรื่องดรามา ชกให้ชนะแบบยิ่งใหญ่ รถถังจะได้ใจคนกลับมาอีกเพียบ ถ้าเลือกเวย์นี้เขาจะเป็นผู้ชนะแบบยั่งยืน กลับกันทางฝั่งของชาตรี ถ้ากลับลำแล้วมอบค่าตัวให้รถถังในเรตที่เท่ากับทาเครุ เขาจะได้ใจคนทั่วโลกเหมือนกัน ก็อยากจะฝากถึง “บอสชาตรี” คิดให้ดีๆ สักหน่อย
บทสรุปของเรื่องนี้ทั้งหมดทั้งมวลนั้น มาจากการที่แต่ละฝั่งเข้าใจกันคนละอย่าง รถถังเข้าใจอีกอย่าง ONE Championship ก็เข้าใจในแบบของตัวเอง แต่เมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายมองหาจุดตรงกลางเจอ ทุกอย่างก็คงจะเคลียร์กันได้ด้วยดี ตอนนี้ ONE Samurai คือความคาดหวังของ ชาตรี ศิษย์ยอดธง ซึ่งเราก็อยากจะอวยพรให้การจัดไฟต์ใหญ่ในครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะเรื่องของรถถัง ก็อยากให้เคลียร์ใจกัน ได้ อยากขอบคุณ “บอสชาตรี” ถ้าไม่มีเขาวงการมวยไทยก็คงมาไม่ไกลถึงขนาดนี้ ไม่อยากให้เขาหมดไฟ อยากให้กลืนเลือดตัวเองอีกเสียหน่อย.