(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/china-cranks-south-china-sea-buildup-while-iran-consumes-us/)
China cranks South China Sea buildup while Iran consumes US
by Gabriel Honrada
04/04/2026
การที่สหรัฐฯต้องติดพันทำสงครามกับอิหร่านที่บานปลายขยายตัวและยืดเยื้อเกินคาดคิด จนกระทั่งอย่างน้อยที่สุดวอชิงตันก็ต้องลดการตรวจการณ์ และลดการปรากฏตัวสำแดงกำลังของเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลจีนใต้ลง เหล่านี้กลายเป็นการเปิดโอกาสให้จีนเร่งรัดถมทะเลสร้างผืนแผ่นดิน ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมเกาะปะการัง “แอนทิโลป รีฟ” ให้กลายเป็นที่มั่นทางยุทธศาสตร์กลางทะเลขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ห่างจากเกาะไหหลำไม่ถึง 300 กิโลเมตร
จีนกำลังกลับมาถมทะเลสร้างแผ่นดินใหม่อีกรอบหนึ่ง ที่เกาะปะการัง แอนทีโลป รีฟ (Antelope Reef ภาษาจีนเรียกว่า หลิงหยาง เจียว) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะพาราเซล ในทะเลจีนใต้ ขณะที่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ดึงเอาทรัพย์สินทางทหารสหรัฐฯจำนวนสำคัญทีเดียวเข้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เรื่องนี้กำลังก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า การที่สหรัฐฯในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีการปรับเปลี่ยนรูปทรงทางกำลังทหารของตนเองเช่นนี้ จึงกลายเป็นการเปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ขึ้นมาใช่หรือไม่
ตอนต้นเดือนเมษายนนี้ สื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงาน [1] โดยอ้างอิงภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าว่า จีนกำลังเร่งรัดการถมทะเลสร้างแผ่นดินใหม่ ที่ แอนทิโลป รีฟ เป็นการเน้นย้ำถึงความพยายามที่จะเพิ่มความแข็งแรงมั่นคงให้แก่การกล่าวอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ของตน และปรับเปลี่ยนรูปโฉมดุลทางยุทธศาสตร์เพื่อเอาไว้รับมือกับการสู้รบขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นมาได้
กิจกรรมเหล่านี้ ที่มีการรายงานข่าวออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 รวมทั้งสามารถมองเห็นได้ในภาพถ่ายจากดาวเทียม “เซนทิเนล-2” (Sentinel-2) ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป (European Space Agency) อันที่จริงได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยมีทั้งการขุดลอกจุดต่างๆ จำนวนหนึ่งตามแนวทะเลสาบน้ำเค็ม (lagoon) ซึ่งอยู่กลางเกาะปะการังแห่งนี้, การขยายพื้นแผ่นดินรอบๆ ด่านที่มั่นแห่งหนึ่งซึ่งได้สร้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ ตลอดจนรอบๆ อาคารสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านท่าเรือ
แอนทิโลป รีฟ ตั้งอยู่ทางซีกตะวันตกของหมู่เกาะพาราเซล โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเกาะเครสเซนต์ (Crescent island group) เกาะปะการังแห่งนี้อยู่ห่างจากด้านตะวันออกของประเทศเวียดนามราวๆ 400 กิโลเมตร และห่างจากศูนย์นาวีที่ซานย่า (Sanya) บนเกาะไหหลำ (ไห่หนาน) ของจีน 281 กิโลเมตร ตำแหน่งที่ตั้งนี้เท่ากับอยู่ตรงบริเวณระเบียงการค้าที่ทรงความสำคัญยิ่งยวด โดยเป็นทางผ่านของการลำเลียงขนส่งเพื่อการพาณิชย์ทางทะเลถึงราวๆ หนึ่งในสามของทั่วโลกทีเดียว
การถมทะเลขยายพื้นที่ของเกาะแห่งนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในระดับกว้างขวางออกไปของจีน ที่มุ่งส่งเสริมเพิ่มพูนสมรรถนะในการตรวจตราเฝ้าระวัง, การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์, และส่งเสริมเพิ่มพูนขีดความสามารถในการต่อต้านการเข้าถึง/การปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่ (anti-access/area denial capabilities เรียกย่อๆ ว่า A2/AD) ในตลอดทั่วทั้งเกาะเทียมต่างๆ ซึ่งจีนสร้างขึ้นแบบกระจายตัวออกไปทั่วทะเลจีนใต้ ซึ่งมุ่งทำให้แดนมังกรมีความสามารถในการตรวจตราเฝ้าระวังแบบเกาะติด ตลอดจนสามารถสร้างปัญหาสลับซับซ้อนให้แก่การปฏิบัติการต่างๆ ของฝ่ายศัตรู
ถึงแม้การประเมินหลายครั้งของสหรัฐฯ [2] บ่งชี้ให้เห็นว่า ที่มั่นทำนองนี้ของแดนมังกรมีจุดอ่อนเปราะตรงที่อาจถูกโจมตีได้ง่ายๆ ด้วยการใช้พวกอาวุธที่มีความแม่นยำสูง กระนั้นก็ตาม จากการที่สหรัฐฯปัจจุบันอยู่ในภาวะขาดแคลนขีปนาวุธ เมื่อเผชิญกับขีดความสามารถในการซ่อมแซมรันเวย์ได้อย่างรวดเร็วของจีน รวมทั้งการที่แดนมังกรขยายขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ให้เติบโตกว้างขวางออกไปไม่หยุดยั้ง ก็อาจสามารถจำกัดประสิทธิภาพของฝ่ายสหรัฐฯลงได้
การขยายตัวเช่นนี้ ยังเป็นการตอกย้ำจุดมุ่งหมายของจีนซึ่งต้องการปฏิเสธไม่ให้กองกำลังฝ่ายสหรัฐฯมีทางเลือกทางด้านข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติการด้วย แทนที่จะเอาแต่พึ่งพาอาศัยการตั้งรับป้องกันที่มั่นต่างๆ ซึ่งติดแน่นตายตัวเคลื่อนที่โยกย้ายไปไหนไม่ได้เท่านั้น
การสู้รบขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านซึ่งดำเนินอยู่จนถึงเวลานี้ น่าที่จะมีผลสร้างแรงกระตุ้นจูงใจให้จีนทวีความเร็วในแผนการถมทะเลสร้างเกาะต่างๆ ขึ้นในทะเลจีนใต้ของตนเช่นกัน เนื่องจากกองกำลังหลักๆ ของสหรัฐฯจำนวนไม่น้อยในแปซิฟิกกำลังได้รับคำสั่งเคลื่อนพลโยกย้ายออกไปยังตะวันออกกลาง จึงเป็นการเปิดโอกาสอันหาได้ยากให้แก่จีน
การปรับเปลี่ยนจุดเน้นหนักของสหรัฐฯเช่นว่านี้ สะท้อนให้เห็นทั้งในการเคลื่อนกำลังพลและในกิจกรรมตรวจตราเฝ้าระวังตลอดทั่วทั้งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ รายงานติดตามความเคลื่อนไหวของทัพเรือรบและนาวิกโยธินที่จัดทำและเผยแพร่โดยสถาบันนาวีสหรัฐฯ (US Naval Institute หรือ USNI) แสดงให้เห็นว่า ณ วันที่ 30 มีนาคม 2026 สหรัฐฯได้สั่งเคลื่อนย้าย [3] หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (carrier strike group หรือ CSG) ที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) จากทะเลจีนใต้ โดยที่เวลานี้หมู่เรือดังกล่าวนี้อยู่ในตะวันออกกลางเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นยังมี CSG อีกหมู่หนึ่งที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ วอชชิงตัน (USS George Washington) ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนพลไปเข้าร่วม [4] กับ CSG ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทางจากท่าเรือฐานของตนที่เมืองโยโกสุกะ(Yokosuka), ประเทศญี่ปุ่น
ไม่เฉพาะการโยกย้ายเคลื่อนกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินเหล่านี้เท่านั้น หน่วยรบเคลื่อนที่เร็วนาวิกโยธินสหรัฐฯ (US Marine Expeditionary Unit หรือ MEU) ที่ 31 ก็ได้รับคำสั่งเคลื่อนกำลัง [5] ไปยังตะวันออกกลางแล้วเช่นเดียวกัน โดยที่มีการจัดกำลังแวดล้อมเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli amphibious assault ship) แถมยังไม่ใช่ MEU ที่ 31 เพียงหน่วยเดียวเท่านั้นด้วย ยังมี MEU ที่ 11 [6] ซึ่งศูนย์กลางคือเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer) ก็กำลังอยู่ระหว่างเคลื่อนพลมุ่งไปยังภูมิภาคดังกล่าวเหมือนกัน โดยออกจากท่าเรือฐานของตนที่เมืองซานดิเอโก (San Diego), รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
การโยกย้าย CSG ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และ CSG ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ไปยังตะวันออกกลาง อาจจะกลายเป็นการทิ้งให้เหลือเพียง CSG ยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt) เท่านั้น เป็นกองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯที่ยังคงอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
จากการที่เหลือหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีสหรัฐฯเพียงหมู่เดียวเท่านั้นในแปซิฟิกเช่นนี้ อาจทำให้สหรัฐฯต้องเผชิญปัญหาช่องโหว่เนื่องจากขาดไร้เรือบรรทุกเครื่องบินอย่างชนิดสาหัสร้ายแรง โดยก่อให้เกิดความอ่อนแอแก่ความสามารถของสหรัฐฯในการตอบโต้รับมือกับจุดร้อนซึ่งมีด้วยกันหลายๆ จุดในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นคาบสมุทรเกาหลี, ช่องแคบไต้หวัน, ตลอดจนทะเลจีนใต้
ยิ่งกว่านั้น การโยกย้ายหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วนาวิกโยธิน 2 หน่วยออกจากแปซิฟิกมุ่งสู่ตะวันออกกลาง อาจส่งผลในการจำกัดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการของสหรัฐฯในแนวห่วงโซ่เกาะแนวที่หนึ่ง (First Island Chain) ทั้งนี้ การปฏิบัติการของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยอย่างมหาศาล ทั้งการปฏิบัติการตามแนวชายฝั่งของนาวิกโยธินที่ต้องจัดวางกำลังกระจัดกระจายออกไปในหลายๆ บริเวณ, ทั้งความคล่องตัวเคลื่อนย้ายกำลังแบบสะเทินน้ำสะเทินบกได้อย่างรวดเร็ว, และทั้งการมีเครื่องบินประจำอยู่ตามฐานส่วนหน้า อย่างเช่นพวกเครื่องบินขับไล่ ซึ่งประจำการอยู่บนเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก
ในส่วนของกิจกรรมการตรวจตราเฝ้าระวัง สื่อเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post หรือ SCMP) รายงาน [7] เอาไว้ในเดือนมีนาคม 2026 ว่า เที่ยวบินตรวจการณ์ของสหรัฐฯในทะเลจีนใต้ได้ลดน้อยลงถึงราว 30% โดยอ้างอิงข้อมูลจาก โครงการริเริ่มพิสูจน์ทราบสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea Strategic Situation Probing Initiative หรือ SCSPI) ที่เป็นหน่วยงานคลังสมองของจีน
ตามข้อมูลตัวเลขของ SCSPI มีเที่ยวบินตรวจการณ์สหรัฐฯเหนือทะเลจีนใต้เพียงแค่ 72 เที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ต่ำลงมากๆ จาก 102 เที่ยวบินในช่วงเวลาจากเดือนธันวาคม 2025 ถึงเดือนมกราคม 2026
ขณะที่ SCMP และ SCSPI ต่างไม่ได้ระบุเจาะจงถึงสาเหตุของการลดฮวบเช่นนี้ แต่การหล่นลงแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่สหรัฐฯกำลังโฟกัสที่ตะวันออกกลาง และที่ความพยายามในการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีสำหรับการพบปะเจรจากันตามที่วางแผนการกันเอาไว้ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
จากการที่สหรัฐฯกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจจะปะทุขึ้นมาใน 2 แนวรบ คือทั้งในตะวันออกกลางและที่อินโด-แปซิฟิกเช่นนี้เอง ดูเหมือนว่าจีนจะฉวยใช้สถานการณ์เช่นนี้มาเร่งรัดการก่อสร้างที่เกาะปะการัง แอนทีโลป รีฟ
ตามรายงานของโครงการริเริ่มเพื่อความโปร่งใสในการเดินเรือทะเลในเอเชีย (Asia Maritime Transparency Initiative หรือ AMTI) [8] ของ ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS) หน่วยงานคลังสมองชื่อดังซึ่งตั้งฐานอยู่ที่กรุงวอชิงตัน, สหรัฐฯ นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นมา ความพยายามของจีนที่จะดำเนินการก่อสร้างอย่างรวดเร็วที่ แอนทิโลป รีฟ น่าจะกำลังเปลี่ยนแปลงเกาะปะการังแห่งนี้ให้กลายเป็นฟีเจอร์ (feature) ขนาดใหญ่ที่สุดที่จีนเข้าครอบครองในหมู่เกาะพาราเซล อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นฟีเจอร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่จีนเข้าครอบครองในตลอดทั้งทะเลจีนใต้อีกด้วย
ด้วยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งได้มาจากบริษัทแวนเทอร์ (Vantor) โครงการริเริ่ม AMTI ประมาณการว่าพื้นที่ของที่ดินซึ่งจีนได้มาจากการถมทะเลขยายพื้นที่เกาะปะการัง แอนทีโลป รีฟ น่าจะอยู่ที่ราวๆ 6.11 ตารางกิโลเมตร รายงานฉบับนี้ยังย้ำว่า แม้กระทั่งที่เกาะวูดดี้ ไอแลนด์ (Woody Island) ซึ่งอยู่ในในหมู่เกาะพาราเซลเช่นกัน รวมทั้งปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศและเรือแห่งหนึ่ง ตลอดจนที่ตั้งของเมืองซานซา (Sansha City เมืองตั้งใหม่ซึ่งจีนมุ่งสร้างให้เป็นศูนย์บริหารปกครองเกาะต่างๆ แนวปะการัง ตลอดจนหาดทรายทั้งหลายในทะเลจีนใต้) ที่ดินซึ่งถมทะเลเพิ่มขึ้นมายังอยู่ที่ประมาณ 3.44 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ขณะเดียวกัน AMTI ชี้ว่า สำหรับเกาะปะการัง มิสชีฟ รีฟ (Mischief Reef) ซึ่งก็อยู่ในทะเลจีนใต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลี เวลานี้ถูกขยายจนกระทั่งมีพื้นที่ราวๆ 6.16 ตารางกิโลเมตร แทบจะเท่ากับขนาดของ แอนทิโลป รีฟ ในปัจจุบันทีเดียว
AMTI ชี้ว่า เวลานี้ แอนทิโลป รีฟ สามารถสนับสนุนรันเวย์ขนาดความยาว 2,743 เมตร ทำนองเดียวกับที่จีนได้สร้างขึ้นมาแล้วทั้งที่ วูดดี้ ไอแลนด์, มิสชีฟ รีฟ, ซูบิ รีฟ (Subi Reef) , และ ไฟรี ครอสส์ รีฟ (Fiery Cross Reef) นอกจากนั้น ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแผ่นดินที่ถมขึ้นมาใหม่ๆ ของ แอนทิโลป รีฟ .คา
มีลักษณะขยายยื่นยาวออกไปกว่า 16,795 เมตรนั้น ได้รับการปรับแต่งให้บริเวณขอบด้านนอกตรงแน่วอย่างมองเห็นได้ชัด จึงกลายเป็นพื้นที่อุดมคติสำหรับการสร้างลานบิน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่จีนเท่านั้น พวกชาติอื่นๆ ซึ่งกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้เช่นกัน ก็อาจจะกำลังวางเดิมพันลองเสี่ยงดูเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น จอห์น พอลล็อก (John Pollock) และ แดเมียน ไซมอน (Damien Symon) ชี้เอาไว้ในบทความชิ้นหนึ่งของชาแธมเฮาส์ (Chatham House) ในเดือนมีนาคม 2026 [9] ว่า เวียดนามกำลังขยายงานถมทะเลสร้างแผ่นดินใหม่อย่างรวดเร็วมากในตลอดทั่วทั้งฟีเจอร์ 21 ฟีเจอร์ที่พวกเขาควบคุมอยู่ในหมูเกาะสแปรตลี (Spratly Islands) และเสนอแนะว่านี่คือการตอบโต้ต่อกิจกรรมสร้างเกาะของประเทศจีนนั่นเอง
บทความของ พอลล็อก และ ไซมอน อ้างอิงข้อมูลจาก AMTI พร้อมกับย้ำว่า เวียดนามได้ถมทะเลสร้างแผ่นดินใหม่ขึ้นมาจากเกาะปะการังคิดเป็นเนื้อที่ราวๆ 13.4 ตารางกิโลเมตรแล้วนับตั้งแต่ปี 2022 ถึงแม้ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ แสดงให้เห็นว่าทางจีนถมทะเลได้ที่ดินใหม่ๆ มามากกว่า นั่นคือราวๆ 18.8 ตารางกิโลเมตร
พวกเขายังอ้างอิงถึงเรื่องที่มีการก่อสร้างที่มั่นคอนกรีตขนาดเล็กๆ ขึ้นมาตามพวกฟีเจอร์ที่เวียดนามยึดครองอยู่หลายต่อหลายแห่ง ที่มั่นเล็กๆ เหล่านี้ได้รับการหนุนเสริมจากพวกเกาะเทียมขนาดใหญ่ๆ โดยจากภาพถ่ายดวเทียม สามารถมองเห็นทั้งอาคารคลังเก็บเครื่องกระสุน ตลอดจนพวกจุดที่ตั้งปืนใหญ่ และฐานยิงจรวด
พอลล็อก กับ ไซมอน เตือนว่าจากการที่ชาติต่างๆ ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์ เป็นต้นว่า เวียดนาม กำลังลงแรงใช้ความพยายามเพื่อเสริมสร้างที่มั่นต่างๆ ของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเช่นนี้ สามารถที่จะทำให้สถานการณ์เวลานี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันในการถมทะเลสร้างเกาะขึ้นมาตลอดทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบอันเลวร้ายติดตามมา
ถ้าหากแนวโน้มเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปแล้ว จากการที่จีนถมทะเลขยายพื้นที่ตรง แอนทิโลป รีฟ –ซึ่งสามารถกระทำได้ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่สหรัฐฯได้ลดทอนการปรากฏตัวในภูมิภาคแถบนี้ –ก็อาจกลายเป็นการถูกล็อกให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ซึ่งมีการสั่งสมกำลังทหารกันอย่างหนักข้อขึ้นของทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดกระบวนการเร่งรัดเสริมสร้างที่มั่นอันแข็งแรงในทั่วทั้งภูมิภาค และเวลาเดียวเดียวก็กลายเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับสหรัฐฯ ถ้าหากยังคงลงแรงใช้ความพยายามฟื้นฟูฐานะครอบงำเหนือกว่าใครๆ ในทางการปฏิบัติการขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เชิงอรรถ
[1] https://www.wsj.com/world/china/china-south-china-sea-military-base-3ebf3dc2
[2] https://www.uscc.gov/sites/default/files/2023-01/Isaac_Kardon_Statement_for_the_Record.pdf
[3] https://news.usni.org/2026/01/26/abraham-lincoln-carrier-strike-group-now-in-u-s-central-command
[4] https://www.wsj.com/livecoverage/iran-war-news-updates/card/third-u-s-aircraft-carrier-deploys-to-middle-east-BQiAVrUaFj22m7WOtXy3
[5] https://www.navalnews.com/naval-news/2026/03/marine-expeditionary-unit-ordered-to-the-middle-east/
[6] https://www.navalnews.com/naval-news/2026/03/marine-expeditionary-unit-ordered-to-the-middle-east/
[7] https://www.scmp.com/news/china/military/article/3345278/us-patrol-flights-over-south-china-sea-drop-30-focus-shifts-middle-east
[8] https://amti.csis.org/antelope-reef-could-now-be-the-largest-island-in-the-south-china-sea/
[9] https://www.chathamhouse.org/publications/the-world-today/2026-03/could-vietnams-new-south-china-sea-bases-open-pandoras-box