สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 แห่งอังกฤษทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) ว่า แม้ในยุคแห่งความไม่แน่นอนและความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่แน่วแน่ร่วมกันในการปกป้องประชาธิปไตย ในขณะที่สองชาติซึ่งผูกพันกันมาอย่างยาวนานกำลังเผชิญกับความแตกแยกร้าวลึกจากสงครามกับอิหร่าน
“ไม่ว่าเราจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าเราจะมีความขัดแย้งกันอย่างไร เราก็ยังคงยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวในการยึดมั่นในประชาธิปไตย ปกป้องประชาชนของเราทุกคนจากอันตราย และยกย่องความกล้าหาญของผู้ที่เสี่ยงชีวิตทุกวันเพื่อรับใช้ประเทศของเรา” พระเจ้าชาร์ลสตรัสกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ในการประชุมร่วมที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และหลังจากได้รับการปรบมืออย่างยาวนานเมื่อพระองค์เสด็จฯ เข้าสู่ห้องประชุมพร้อมกับสมเด็จพระราชินีคามิลลา
ในพระราชดำรัสที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ใช่เรื่องการเมือง พระเจ้าชาร์ลสยังได้เอ่ยถึงคำวิจารณ์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ ต้องให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างต่อเนื่องในสงครามกับรัสเซีย อันตรายของการโดดเดี่ยว และแม้กระทั่งเรียกร้องให้มีการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพ
ทรัมป์ ได้วิพากษ์วิจารณ์นาโตและพันธมิตรในยุโรปอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการที่พวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ทรัมป์ ยังมีความคลุมเครือเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางทหารแก่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง
พระเจ้าชาร์ลสทรงอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001โดยตรัสว่า "เราได้ตอบรับคำเรียกร้องร่วมกัน ดังที่ประชาชนของเราได้ทำมานานกว่าศตวรรษ เคียงข้างกันผ่านสงครามโลกสองครั้ง สงครามเย็น อัฟกานิสถาน และช่วงเวลาต่างๆ ที่กำหนดความมั่นคงร่วมกันของเราในปัจจุบัน ท่านประธานสภา ความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อเช่นเดียวกันนี้จำเป็นสำหรับการปกป้องยูเครนและประชาชนผู้กล้าหาญที่สุดของพวกเขา"
ต่อมาในงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐที่ทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่าพระเจ้าชาร์ลสไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ทรงแสดงความคิดเห็นใดๆ
“ตอนนี้เรากำลังทำงานด้านตะวันออกกลางอยู่บ้าง และเราทำได้ดีมาก” ทรัมป์ กล่าวในงานเลี้ยงพระกระยาหารอาหารค่ำ “เราได้เอาชนะคู่ต่อสู้ทางทหารรายนั้นไปแล้ว และเราจะไม่ยอมให้คู่ต่อสู้รายนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด – พระเจ้าชาร์ลสทรงเห็นด้วยกับผมมากกว่าผมเสียอีก – เราจะไม่ยอมให้คู่ต่อสู้รายนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์”
ในการแสดงความคิดเห็นของพระองค์เองหลังจากที่ ทรัมป์ กล่าวจบ พระเจ้าชาร์ลสไม่ได้ตรัสถึงอิหร่านหรือสงครามอิหร่าน และพระองค์เองก็ไม่ใช่โฆษกของรัฐบาลสหราชอาณาจักรด้วย
ทำเนียบดาวนิงสตรีทและสำนักพระราชวังบักกิงแฮมยังไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับคำกล่าวของ ทรัมป์ เรื่องอิหร่านในทันที
ก่อนหน้านี้ ในพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสซึ่งดูเหมือนจะเป็นการอ้างถึงนโยบาย "อเมริกามาก่อน" ของทรัมป์ พระเจ้าชาร์ลสตรัสเสริมว่า "ข้าพเจ้าขอภาวนาจากใจจริงว่า แผ่นดินของเราจะยังคงปกป้องคุณค่าร่วมกันกับพันธมิตรของเราในยุโรปและเครือจักรภพ และทั่วโลก และขอให้เราเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องให้หันมาสนใจแต่ภายในประเทศมากขึ้น"
กษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษพระองค์ที่ 2 ที่ทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระมารดาของพระองค์ เคยทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อทั้งสองสภาในปี 1991
ต่อมา พระเจ้าชาร์ลส์ทรงพบกับบรรดาผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับความท้าทายสำหรับบริษัทสตาร์ทอัปในระยะเริ่มต้น ในขณะที่สหราชอาณาจักรกำลังโปรโมตตัวเองว่าเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับบริษัทเทคโนโลยี
ในบรรดาผู้นำที่พระเจ้าชาร์ลส์ได้พบปะด้วย ได้แก่ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon, ทิม คุก ซีอีโอ Apple , เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia, ลิซ่า ซู ซีอีโอ Advanced Micro Devices, มาร์ค เบนิออฟฟ์ ซีอีโอ Salesforce และ รูธ โพแรต ประธาน Alphabet
สุนทรพจน์ของพระเจ้าชาร์ลส์เกิดขึ้นในวันที่ 2 ของการเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการรวม 4 วัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียด หลังจากที่ ทรัมป์ วิจารณ์นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าขาดการช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน
ในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษ สุนทรพจน์ของพระเจ้าชาร์ลส์ถูกร่างขึ้นตามคำแนะนำของรัฐบาลสหราชอาณาจักร แต่การเรียกร้องให้ปกป้องธรรมชาติสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาส่วนพระองค์ที่มีมาเกือบตลอดพระชนม์ชีพ และทรงเห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์จำเป็นต้องสอดคล้องกับธรรมชาติ
“เมื่อเรามองไปข้างหน้าอีก 250 ปี เราต้องไตร่ตรองถึงความรับผิดชอบร่วมกันของเราในการปกป้องธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ล้ำค่า และหาทดแทนไม่ได้ที่สุดของเรา” พระเจ้าชาร์ลสตรัส ท่ามกลางเสียงปรบมือที่เบาลงจากฝั่งพรรครีพับลิกัน ซึ่งหลายคนไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ที่มา: รอยเตอร์