ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “เดอะซัน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” กลายเป็นรัฐมนตรีที่ “ท็อปฟอร์ม(ฉาว)” จากค่ายสีแดง-พรรคเพื่อไทย เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่จำเป็นต้องมอบวุฒิบัตรการันตีผลงานแต่ประการใด เมื่อเกิดเรื่องฉาวโฉ่จากกรณี “นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ไม่ยอมรับการเด้งเข้ากรุ “ผู้ตรวจราชการ” และในจดหมายลาออกระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “ไม่สามารถสนองฝ่ายการเมือง”
พร้อมออกมา “แฉ” ถึงปมถูกเด้งว่า พัวพันกับเรื่อง “งบประมาณซ่อมบำรุงอากาศยาน” แถมยังทิ้งบอมบ์ด้วยข้อมูลที่โยงใยไปถึง “หลานชายนายสุริยะ” ที่ทำธุรกิจสายการบินชื่อดังอีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม กรณี “อธิบดีลาออก” ไม่ได้มีเฉพาะ “กรณีนายสุริยะกับนายราเชน” เท่านั้น เพราะในยุค “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ก็มีอีก 1 อธิบดีที่ตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณอายุราชการอีก 1 คน นั่นคือ “น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร”
เป็นการลาออกในขณะที่ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรัฐมนตรีมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามี “เงื่อนงำ” ที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
เริ่มจาก “อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ที่ถือว่าร้อนแรงสุดๆ เพราะเป็นการลาออกพร้อมกับ “แฉ” เบื้องหน้าเบื้องหลังชนิดที่นอกจากจะสั่นสะเทือนเก้าอี้ “เดอะซัน-สุริยะ” ผู้เป็นเจ้ากระทรวงขั้นสุดแล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ของ “ค่ายสีแดง-พรรคเพื่อไทย” ติดลบไปอักโข
อธิบดีกรมฝนหลวง เปิดเผยถึงเหตุการณ์ก่อนถูกย้ายว่า มีบุคคลติดต่อขอเข้าพบหลายครั้ง โดยอ้างความสัมพันธ์กับ ‘ผู้ใหญ่’ และระบุถึง “ซีอีโอสายการบินชื่อคล้ายสัตว์ที่อยู่บนอากาศ นามสกุลขึ้นต้นด้วย จ.” ซึ่งได้พยายามขอนัดพบเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับงานซ่อมอากาศยาน แต่ตนไม่ได้เข้าพบ เนื่องจากมีภารกิจที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใครหรือเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพหรือไม่
ต่อมามีการขอนัดพบอีกหลายครั้ง พร้อมยกระดับการอ้างตัวเป็นเครือญาติ และ ‘หลานของผู้ใหญ่’ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าพบ เนื่องจากติดภารกิจราชการ ทั้งการแก้ปัญหาฝุ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ และการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่น รวมถึงเมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา ยังมีภารกิจร่วมกับ วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อธิบดีกรมฝนหลวง ยังระบุว่า เคยพบกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เพียงครั้งเดียว พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับฝ่ายใด แม้จะถูกมองว่าเป็นคนของพรรคการเมืองต่างๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนเมษายน ยังมีสายลึกลับติดต่อให้ตนนำคำของบประมาณปี 2570 ไปพบ ‘ผู้ใหญ่ของพรรค’ บริเวณอาคารย่านรัชดาภิเษก โดยระบุว่า เป็นลักษณะเดียวกันกับที่มีการเรียกหน่วยงานอื่นเข้าพบด้วย
สำหรับการลาออก อธิบดีกรมฝนหลวงเผยว่า เดิมตั้งใจจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เมื่อครบ 60 ปี แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อเปิดทางให้ผู้บริหารสามารถหาผู้มาดำรงตำแหน่งแทน โดยคาดว่าจะมีผลภายในเดือนมิถุนายนนี้
“ผมเป็นข้าราชการคนทำงาน อยู่ไม่ได้ก็ลาออก” อธิบดีกรมฝนหลวงว่าไว้อย่างนั้น
ด้าน “สุริยะ” เมื่อโดนทิ้งบอมบ์ก็ต้องรีบแจ้นออกมาชี้แจงในทันที โดยบอกว่า การอ้างสาเหตุที่ถูกสับเปลี่ยนตำแหน่งคาดว่าน่าจะมาจากการไม่รับโทรศัพท์ของหลานตนเอง แต่ติดภารกิจต้องลงพื้นที่ในการปฏิบัติการกับไฟป่านั้น ขอให้สังคมพิจารณาดูว่าประเด็นแค่นี้จะต้องถึงขั้นมีการโยกย้ายตำแหน่งเลยหรือไม่ และตั้งแต่ที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ ปี 2545 ไม่เคยใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อสร้างความไม่พอใจในการทำงานของข้าราชการ
ส่วนสาเหตุที่มีการโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้มาจากหลายปัจจัยโดยมองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก ที่ต้องมีการเร่งการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และส่วนหนึ่งในปัจจัยดังกล่าวมองว่าข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่จึงเป็นสาเหตุในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในครั้งนี้
สำหรับประเด็นร้อนว่าด้วยเรืองที่หลานของนายสุริยะพยายามติดต่อหาอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตรจะเป็นการของานหรือไม่ นายสุริยะ ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวหากเป็นความจริงถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุดังกล่าวไปย้ายอธิบดี และที่ผ่านมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์
ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ นายสุริยะยอมรับว่า ได้สอบถามกับหลานของตนเองแล้วทราบว่า ได้มีการโทรศัพท์ไปขอเข้าพบจริงแต่ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกัน
ส่วนประเด็นที่นายราเชน เปิดเผยว่ามีการขอข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี พ.ศ.2570 ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพูดแถวย่านรัชดานั้น นายสุริยะย้ำว่า ตนเองไม่เคยไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวย่านรัชดา โดยขอให้พิจารณาดูที่ตั้งของพรรคใดอยู่ในย่านรัชดา พรรคกล้าธรรมนู่น พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในเขตนั้น
อย่างไรก็ดี นายสุริยะไม่ปฏิเสธเรื่องการขอเรียกดูข้อมูล โดยอ้างว่า เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้รับการประสานให้เข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องมีการเรียกขอดูข้อมูลในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดเพื่อให้มีการสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่จะขับเคลื่อน และเพื่อให้เป็นไปตามกรอบแนวทางของสำนักงบประมาณเท่านั้น โดยในครั้งนั้นได้มอบหมายให้ “นายสรวุฒิ เนื่องจำนง” เป็นผู้แทนในการพูดคุย
“ขอยืนยันว่าสาเหตุที่โยกย้ายตำแหน่งของนายราเชนเพราะไม่ให้หลานของตนเองเข้าพบนั้นไม่เป็นความจริง”นายสุริยะว่าไว้อย่างนั้น
สิ่งที่ได้จากการฟังความของทั้ง 2 ฝ่ายก็คือ
หนึ่ง – มีความขัดแย้งกันจริง เพราะฉะนั้นคงไม่เปิดศึกห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้
สอง – มีการเรียกขอข้อมูลงบประมาณจากกรมฝนหลวงฯ จริง
และสาม - หลานชายนายสุริยะโทรศัพท์ไปหาอธิบดีกรมฝนหลวงฯ จริง
จากการตรวจสอบเบื้องลึกพบว่า นายสุริยะกับนายราเชนนั้นมีความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวมาก่อนหน้านี้เป็นเชื้ออยู่แล้ว กล่าวคือ นายราเชน ส่งลูกสาวคือ น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ ลงสมัคร สส.เขต 2 สกลนคร ในนามพรรคภูมิใจไทย ทว่า เกิดไปขัดแข้งขัดขากับนายสุริยะและพรรคเพื่อไทยที่ตั้งความหวังเอาไว้เช่นเดียวกัน
แม้ น.ส.ณภัชชาจะแพ้ แต่ก็ได้คะแนนไปเยอะ แถมถูกมองว่าคะแนนที่ได้เป็นการชิงฐานเสียงมาจากพรรคเพื่อไทย ขณะที่ผู้พ่อก็ถูกหมายหัวเพราะรู้อยู่ว่า สังกัดป้อมค่ายไหน
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายราเชนก็คือปฏิบัติการจัดระเบียบและจัดคนในกระทรวงเกษตรฯ ของ “ค่ายสีแดง”โดยมีเป้าหมายสร้างผลงานให้โดนใจประชาชนมากที่สุด เพื่อฟื้นความนิยมของพรรคกลับคืนมาให้ได้ เพียงแต่ไม่คาดคิดว่า จะเกิดเรื่องราวขึ้น
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ กรณี “โทรศัพท์ของหลานชายนายสุริยะ” เพราะว่ากันตามตรงก็น่าจะแสวงหาข้อมูลเสียก่อนว่า ใครเป็นใครในกระทรวงเกษตรฯ
คำถามที่สังคมสงสัยคือ หลานชายนายสุริยะคนที่ว่านี้คือใคร
หากลำดับวงศาคณาญาติของนายสุริยะจะพบว่า ตระกูลนี้แยกออกเป็น 2 นามสกุลคือ “จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “จุฬางกูร” เพราะฉะนั้น “หลานชายนายสุริยะที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วย จ.” และเกี่ยวข้องกับ “ธุรกิจการบิน” ซึ่งเป็นคนโทรศัพท์ไปหาอธิบดีราเชน เป็นเรื่องที่สืบทราบไม่ยาก
ยิ่งโฟกัสไปที่เรื่องงบซ่อมบำรุงอากาศยานด้วยแล้ว ยิ่งชัดเจนในตัวเองว่าคือ “ใคร”
และเมื่อมีการสาวไส้ออกมาถึงโทรศัพท์ที่โทรไปหาแบบถี่ยิบเพิ่มเติม นายสุริยะก็เต้นเป็นเจ้าเข้า พร้อมขู่ว่าถ้าไม่หยุดจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด แถมยังตั้งคำถามกลับ(แบบที่คนฟังมึนๆ งงๆ) ว่า ในเมื่ออธิบดีกรมฝนหลวง ไม่อนุญาตให้หลานของตนเข้าพบ แล้วจะรู้ได้ไงว่าหลานของตนของานซ่อมเครื่องบิน
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ มี “ปฏิบัติการสู้กลับ” จากผู้ที่ประสงค์ให้ข้อมูลแต่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนว่า เหตุที่ต้องย้ายจากการเก้าอี้อธิบดีฝนหลวงฯ เพราะมีการร้องเรียนถึงการบริหารงานของนายราเชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การใช้เครื่องบินที่ไม่หมาะสม รวมทั้งโครงการต่างๆ ภายในกรมฝนหลวงฯ ที่เกี่ยวข้องกับก่อสร้างและซ่อมสร้างที่มีปัญหา เป็นต้น
“อธิบดีกุลยา” ลาออก เรื่องนี้ไม่ธรรมดา
สำหรับกรณีการลาออกของ “น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร” ก็มีคำถามใหญ่เช่นกัน เพราะเส้นทางชีวิต การศึกษาและการทำงานของน.ส.กุลยานั้นไม่ธรรมดา
กล่าวคือเธอจบจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง เศรษฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (MA Economics) Boston University สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท-เอก International Economics and Finance, Brandeis University สหรัฐอเมริกา
ขณะที่ประสบการณ์การทำงานก็ไม่ธรรมดา เป็นข้าราชการหญิงระดับสูงที่สร้างประวัติศาสตร์นั่งเก้าอี้อธิบดีครบ 3 กรมหลัก คือกรมสรรพากร, กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร ทั้งเคยไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก (World Bank)
ว่ากันว่า อธิบดีกุลยานั้นถูกวางตัวเป็นตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรกอีกด้วย
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่า การลาออกของเธอน่าจะเป็นผลมาจากเส้นทางในชีวิตราชการ “ไม่ได้ราบรื่น” เป็นปกติเหมือนอย่างเคย โดยเฉพาะในห้วงยามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และ “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังเรืองอำนาจ
อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา น.ส.กุลยา กล่าวถึงการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า เป็นการเลือกทางเดินเพื่อไปพักผ่อนหลังจากทุ่มเททำงานหนักมาเป็นเวลานาน โดยถือเป็นการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ในขณะที่มีอายุประมาณ 54 ปี
“ชีวิตยังมีแง่มุมอื่นให้ทำอีกหลายอย่าง และต้องการใช้เวลาพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มรับงานใหม่ ๆ”
สำหรับในส่วนของเส้นทางในอนาคต น.ส.กุลยา ระบุว่า มีความตั้งใจไม่อยากกลับไปทำงานในลักษณะเต็มเวลา (Full-time) เพราะจะให้เวลาโฟกัสไปส่วนอื่นในชีวิตบ้าง แต่ก็มีแผนที่จะรับหน้าที่เป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานภาคเอกชนหลายแห่งแทน รวมทั้งยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการไปรับตำแหน่งในสายงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือการเป็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีกด้วย
ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ น.ส.กุลยาแม้เธอจะได้บอกตรงๆ ว่า ลาออกเพราะเหตผลกลใด แต่ก็พอจะเห็นว่า เธอยังอยากทำงานต่อไป แต่ไม่ใช่ในภาคราชการ ซึ่ง “วิญญูชน” คงพอจะคาดเดาได้กระมังว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และเกี่ยวข้องกับผู้เป็นใหญ่ในกระทรวงการคลัง “คนไหน”.