ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- คณะทำงานต้านภัยความมั่นทางทะเบียน ร่วม ศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ และ ตำรวจสอบสวนกลาง ขยายผลปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร บุกจับเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย ร่วมทุจริตแจ้งเกิดเท็จ-ย้ายทะเบียนบ้าน เด็กชาวจีน 13 ราย ที่โคราช คุมตัวเข้ากรุงสอบเข้ม ชี้กระทบความมั่นคงชาติ เร่งล้างบาง เพิกถอนสูติบัตรทิพย์ทันที ด้าน นายกทต.โพธิ์กลางลั่น ตรวจย้อนหลัง 5 ปี เอาผิดถึงที่สุด
วันนี้ (2 พ.ค.69) เมื่อเวลา 03.00 น. ตำรวจสอบสวนกลาง ( CIB) นำตัวผู้ต้องหา 3 ราย จากจังหวัดนครราชสีมา ไปสอบปากคำ ที่ กองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ร่วมสอบปากคำด้วย ตามที่กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันเปิดปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ว่าจ้างชายไทย ให้จดทะเบียนสมรสและเป็นบิดารับรองบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุตรของคนจีนได้รับสัญชาติไทย ไปจำนวน 2 คดี ได้ผู้ต้องหา 6 คน
ขณะนี้สามารถขยายผลได้อีก 1 คดี ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากที่ศูนย์ ACSC ได้ติดตามสืบสวนกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการเชื่อมโยงมาที่กลุ่มนายหน้ารับจดทะเบียนวีซ่า (VISA) ให้กับคนจีนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพบข้อมูลต้องสงสัยของเด็กรายหนึ่งที่มีหนังสือเดินทางประเทศจีนกับสูติบัตร คนไทย จึงได้มีการประสานข้อมูลมายังกรมการปกครอง โดย DOPA N.I.C.E. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในสูติบัตรของเด็กคนดังกล่าว ระบุมีชื่ออยู่ที่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 7 ต.หลุ่งประดู่ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อดูในระบบทะเบียนราษฎร พบว่า บ้านหลังดังกล่าว มีเด็กที่มีมารดาเป็นคนจีนและเมียนมา อาศัยอยู่หรือเคยมาอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้จำนวนหลายสิบราย และ ยังพบว่า บ้านเลขที่ 114/1 ม.2 ต.ห้วยแคน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ก็มีเด็กที่มีมารดาเป็นคนจีนและเมียนมา มาอาศัยอยู่ในลักษณะเดียวกันนี้อีกจำนวนหลายรายเช่นกัน
DOPA N.I.C.E. จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า บ้านทั้ง 2 หลังดังกล่าว ถูกรื้อถอนไปนานแล้ว เมื่อได้สอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลที่ถูกระบุในหนังสือรับรองการเกิด ปรากฏว่า ไม่ได้มีการเกิดจริง และจากการติดตามสอบถามบุคคลสัญชาติไทยที่มีชื่อเป็นบิดาและผู้เกี่ยวข้อง ต่างยืนยันว่า ไม่ใช่บิดาที่แท้จริง โดยเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนของเทศบาลฯ รับสารภาพ ว่า ได้แอบอ้างใช้ชื่อบิดาสัญชาติไทยและโรงพยาบาล และออกสูติบัตรให้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เด็กมีสัญชาติไทยตามบิดา
นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรายการทางทะเบียนเท็จ อาทิ ชื่อบิดา มารดา หรืออายุของเด็กโดยสำนักทะเบียนอำเภออีกด้วย กรณีนี้จึงเป็นการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำการแจ้งเกิดเท็จให้ลูกของบุคคลต่างด้าวได้รับสูติบัตรสัญชาติไทยและสูติบัตรคนต่างด้าว รวมทั้ง แก้ไขรายการทางทะเบียนอันเป็นเท็จ เป็นที่แน่ชัด จำนวน 13 คนต่อรายการ
และเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กรมการปกครอง โดย DOPA N.I.C.E. ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนี้ 1. พนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง , 2. อดีตปลัด อำเภอ อ.ห้วยแถลง , 3.อดีตลูกจ้าง อ.ห้วยแถลง
และเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นำโดย นายวิทูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองและหัวหน้าคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนที่ 4 DOPA N.I.C.E. นำโดย ว่าที่ ร.ต.ธนาวัต อิณทรสุวรรณ์ บูรณาการ ร่วมกับ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และ พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 และ กก.3 บก.ป. ขยายผลปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” ดำเนินการจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐตามหมายจับ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
1. พนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง (นางสาวจินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง)
2.อดีตปลัดอำเภอ อ.ห้วยแถลง
3. อดีตลูกจ้างที่ว่าการ อ.ห้วยแถลง ดังกล่าว ขณะนี้ได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนแล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล
การแจ้งเกิดเท็จ เด็กทั้ง 13 คน ต่อรายการ ดังกล่าว DOPA N.I.C.E. จะดำเนินการประสานให้นายทะเบียนดำเนินการเพิกถอนการรับแจ้งการเกิดโดยเร็วที่สุด และมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจพบบุคคลสัญชาติจีน เดินทางออกนอกราชอาณาจักร พร้อมเด็กชายอายุ 10 เดือน สัญชาติจีน มีสูติบัตรออกให้โดยเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ซึ่งต้องสงสัย และเด็กไม่ได้เดินทางพร้อมมารดา โดยไม่มีเอกสารยินยอมให้เด็กเดินทางกับบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร และขณะนี้มีเบาะแสเพิ่มเติมแล้วว่า ยังมีการแจ้งเกิดเท็จให้ลูกของบุคคลต่างด้าวในลักษณะดังกล่าวอีกในหลายท้องที่ ซึ่ง DOPA N.I.C.E. จะได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายขยายผลปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด เช้าวันนี้ (2 พ.ค.69) ที่ สำนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายกิติพงศ์ พงษ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ได้ระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎรของเทศบาลและปลัดเทศบาล มาเร่งตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดทิพย์ ย้อนหลังไป 5 ปี เพื่อทำการเพิกถอนสูจิบัตรของเครือข่ายกลุ่มคนจีน ที่นำเอกสารเท็จที่แอบอ้างมาแจ้งเกิดกับ นางสาวดา นามสมมุติ( น.ส.จินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง) ผู้ต้องหาที่ถูกทางตำรวจ ป.ป.ป.และชุดปฏิบัติการสืบสวนของกรมการปกครอง จับกุมตัวไปเมื่อเช้าวันนี้ โดยในเบื้องต้น พบแล้ว 50 ราย และขณะนี้เจ้าหน้าที่ กำลังสืบค้นเอกสารและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อขยายผลถึงขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ของกลุ่มจีนเทา ซึ่งนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ระบุว่า เชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งจีนเทาแจ้งเกิดทิพย์ ที่ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมตัวได้ ขณะกำลังจะบินออกนอกประเทศเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รวมทั้ง ขบวนการแจ้งเกิดทิพย์และทำบัตรประชาชนปลอมที่ จ.เชียงใหม่ อย่างแน่นอน
นายกิติพงศ์ เปิดเผยอีกว่า จากการตรวจสอบร่วมกับโรงพยาบาล พบว่า ในจำนวน 45 ราย มีถึง 29 ราย ที่มีข้อมูลการเกิดจริง แต่เป็นการ “สวมสิทธิ์” ใช้ชื่อผู้อื่น ส่วนอีก 16 รายไม่พบข้อมูลการเกิดเลย จนถึงขณะนี้เทศบาลตำบลโพธิ์กลางพบการแจ้งเกิดทิพย์จำนวน 50 ราย โดยแยกเป็นกรมการปกครองพบ 5 ราย เทศบาลฯตรวจพบ 45 ราย เตรียมออกคำสั่งระงับทั้งหมดและเสนอกรมการปกครองเพิกถอนโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังเร่งให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ของเทศบาลฯ สรุปผลภายใน 30 วัน เพื่อเดินหน้าดำเนินการทางวินัยและคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าผู้กระทำผิดจะไม่สามารถหลบหนีความผิดได้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบความเชื่อมโยงกับขบวนการ “จีนเทา” ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ รวมถึง เครือข่ายปลอมบัตรประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกรณีเด็กต้องสงสัยที่ถูกสกัดไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ
นายกิติพงศ์ ย้ำว่า ปัญหานี้เกิดจากทั้งพฤติกรรมไม่สุจริตของบุคคล และช่องโหว่ของระบบทะเบียนที่ยังเชื่อมโยงข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากบางหน่วยงานที่ถูกนำไปแอบอ้างได้ง่าย ดังนั้นทางเทศบาลฯ จึงได้ประกาศมาตรการเข้มงวดใหม่ ตรวจสอบตัวตนบุคคลต่างชาติอย่างละเอียด ทั้งความสัมพันธ์ หลักฐานชีวภาพ และเหตุผลการยื่นคำร้อง รวมถึงต้องรายงานผู้บริหารก่อนอนุมัติทุกกรณี ทั้งนี้ DOPA N.I.C.E. เตรียมขยายผลต่อเนื่อง หลังพบเบาะแสว่ามีการกระทำลักษณะเดียวกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยย้ำว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และต้องเร่งจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย