เปิดสัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ”รฟท.-ซีพี.”ลงนามเมื่อปี 2562 กางเงื่อนไขสิทธิบอกเลิก ‘ฝ่ายเอกชน-ฝ่าย รฟท." เหตุการสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุน ใครทำได้แค่ไหน หลัง ”พิพัฒน์” เปิดเกมคุยนอกรอบ เอกชนไม่แก้สัญญาปม ”สร้างไป-จ่ายไป” แต่เปิดทาง ยื่นขอเลิกสัญญากับรัฐ
จากที่เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท ว่า ได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับทางเอกชนรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน คือ บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี.) แล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขสัญญา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐ จากจ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดเดินรถเป็น สร้างไปจ่ายไป ตามงวดงาน เพราะยอมรับไม่ได้ ยืนยันต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในเวลา 5 ปี จากนั้นรัฐจึงจะจ่ายค่าร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี อีกทั้งยังบอกเอกชนว่า สามารถเสนอขอเลิกสัญญานี้ได้ โดยอ้างถึงเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความผันแปรในด้านพลังงาน ต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นกระทบต่อโครงการ โดยให้แจ้ง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะคู่สัญญา และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงการ
“กรณีผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ กรณีเอกชนที่มีสัญญาแล้ว หากไม่สามารถดำเนินการโครงการต่อไปได้ ด้วยเหตุปัจจัยจากสงคราม ภาครัฐเปิดโอกาสให้รื้อสัญญาหรือบอกเลิกสัญญาได้ ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งงาน”
นายพิพัฒน์ระบุว่าที่พูดคุยเป็นการพูดคุยส่วนตัว การดำเนินการทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และหากเอกชนอยากเจรจาก็แจ้งอย่างเป็นทางการไปที่ รฟท.และเลขาธิการฯอีอีซี ที่ผ่านมาตนเอกงพยามยามผลักดัน เรื่องสวนสนุกขนาดใหญ่ และสนามกีฬาขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี เพราะหวังว่า จะทำให้มีผู้คนเดินทางไปยังพื้นที่อีอีซีเพิ่มมากขึ้น เป็นโจทย์ที่รัฐส่งออกไปว่าจะมีผลต่อจุดคุ้มทุนโครงการรถไฟเชื่อม3 สนามบินอย่างไร หากเอกชนคิดว่ายังไม่ใช่จุดคุ้มทุนอีกก็บอกเลิกสัญญาได้
@เปิดเงื่อนไข ”ไฮสปีด” เหตุสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุน
ทำให้เรื่องยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบินกลายเป็นประเด็นอีกครั้ง แต่จะเป็นไปได้แค่ไหน ต้องขึ้นกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กับ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ของกลุ่มซีพี ที่มีการลงนามเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562
ในสัญญาร่วมลงทุนข้อที่ 30 เรื่อง การสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุน ระบุถึงเหตุสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุนในข้อ 30.1 ดังนี้
สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลงเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เมื่อครบระยะเวลาของโครงการฯ
(2) เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.2 หรือ
(3) เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุน เพราะเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อ 30.2
สำหรับข้อ 6.2 นั้น ในสัญญาร่วมลงทุนระบุว่า
6.2 ในกรณีที่เงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.1 (เงื่อนไขการส่งมอบพื้นที่ของโครงการที่เกี่ยวกับรถไฟ, การส่งมอบพื้นที่สนับสนุนบริการรถไฟของโครงการ และการรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชน) ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดไม่สำเร็จครบถ้วนภายในวันที่กำหนดให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วน และคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการที่เงื่อนไขดังกล่าวไม่สำเร็จครบถ้วนไม่ได้ยกเว้นเงื่อนไขดังกล่าว
คู่สัญญาจะมาตกลงกันเพื่อขยายเวลาหรือหาแนวทางการ ดำเนินการอื่น โดยหากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีหนังสือแจ้ง คู่สัญญาฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่ง ให้สัญญาร่วมลงทุนมีผลสิ้นสุดลง
@เหตุรัฐ/เอกชน ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาฯ ร่วมลงทุน
ตามสัญญาร่วมลงทุนข้อ 30.2 ระบุการเลิกสัญญาไว้ 2 แบบ ดังนี้
1.การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุเลิกสัญญามาจากความผิดพลาดของ ‘เอกชนคู่สัญญา’ รฟท.มีสิทธิเลิกสัญญาร่วมทุนเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
-กรณีเอกชนคู่สัญญาถูกศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ
-กรณีเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) (เหตุการณ์ที่เป็นเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญ 13 ข้อ) เกิดขึ้น และเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
● กรณีผู้สนับสนุนทางการเงินไม่สามารถแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ได้สำเร็จ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เข้าทำโดยตรงกับผู้สนับสนุนทางการเงิน
● กรณีผู้สนับสนุนทางการเงินสละสิทธิไม่ใช้สิทธิแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เข้าทำโดยตรงกับ ผู้สนับสนุนทางการเงิน และปรากฏว่าเอกชนคู่สัญญาไม่สามารถแก้ไขเยียวยา โครงการฯ ได้สำเร็จภายในระยะเวลาที่ รฟท. กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า เก้าสิบ (90) วัน นับจากวันที่เอกชนคู่สัญญารับการแจ้งถึงการเกิดเหตุผิดสัญญา ในสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ในข้อ 27 (1) นั้น ซึ่ง รฟท. อาจขยายระยะเวลา ที่กำหนดดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร หรือ
● กรณีเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) เกิดขึ้น โดยที่เอกชนคู่สัญญา ไม่ได้เข้าทำสัญญาจัดหาเงินสนับสนุนและปรากฏว่าเอกชนคู่สัญญา ไม่สามารถแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ได้สำเร็จภายในระยะเวลาที่ รฟท. กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าเก้าสิบ (90) วัน นับจากวันที่เอกชนคู่สัญญา รับการแจ้งถึงการเกิดเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญนั้น ซึ่ง รฟท. อาจขยาย ระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร
ทั้งนี้ สำหรับสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) หรือเหตุการณ์ที่เป็นเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญ 13 ข้อ มีดังนี้
1.เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในการระดมทุน ภายใน ระยะเวลาตามที่ภายในสองร้อยเจ็ดสิบ (270) วัน ให้แก่ รฟท. นับจากวันที่ รฟท. ส่งมอบหนังสือแจ้งให้เริ่มงานในส่วนของการพัฒนา โครงการเกี่ยวกับรถไฟ
2.เอกชนคู่สัญญามิได้ดำเนินการอย่างจริงจัง หรือระงับการปฏิบัติการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ รถไฟ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนที่มีสาระสำคัญของโครงการเกี่ยวกับรถไฟ เป็นระยะเวลา หนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน ติดต่อกัน
3.เอกชนคู่สัญญาฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่การพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนที่มี สาระสำคัญ ถึงขั้นที่ทำให้เห็นได้ว่า เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถทำการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟได้เสร็จภายในระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 (การก่อสร้างโครงการในระยะเวลา 5 ปีนับจากได้หนังสือให้เริ่มงาน) ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.1 (1) หรือระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 ในส่วนของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนต่อขยายตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2 (2) (ก) และเมื่อได้รับแจ้งจาก รฟท. เอกชนคู่สัญญาไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสมในการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว (หากสามารถแก้ไขได้) ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. เกี่ยวกับการผิดสัญญาร่วมลงทุนซึ่งกำหนดให้ทำการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว
4. เอกชนคู่สัญญามิได้ดำเนินงานในระยะที่ 1 ในส่วนของรถไฟความเร็วสูงให้แล้วเสร็จ ภายในวันสิ้นสุดระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 ในส่วนของรถไฟความเร็วสูงตามที่กำหนดไว้ ในข้อ 5.1 (1) หรือภายในระยะเวลาที่ขยายออกไปตามข้อ 15.1 รถไฟความเร็วสูงและแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (1) (ฉ) 1) ก)
5. กรณีที่มีการขยายระยะเวลา เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการให้การพัฒนาโครงการ เกี่ยวกับรถไฟในส่วนของรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ขยายออกไปตาม ข้อ 15.1 (1) (ฉ) 1) ก)
6. กรณีที่มีการขยายระยะเวลา เอกชนคู่สัญญามิได้เริ่มต้นการให้บริการเดินรถและ บำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับรถไฟภายใน หนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน นับจากวันที่ได้รับ หนังสือรับรองการเริ่มให้บริการเดินรถทั้งระบบของแต่ละส่วนนั้น จาก จาก รฟท.
7. เอกชนคู่สัญญาฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่การให้บริการเดินรถและบำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับ รถไฟในส่วนที่มีสาระสำคัญถึงขั้นที่ทำให้เห็นได้ว่าเอกชนคู่สัญญา ไม่สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนและเมื่อได้รับแจ้งจาก รฟท. เอกชนคู่สัญญาไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสม ในการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว (หากสามารถแก้ไขได้) ภายในหกสิบ (60) วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. เกี่ยวกับ การผิดสัญญาร่วมลงทุนและกำหนดให้ทำการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว
8.เอกชนคู่สัญญาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินดัชนีชี้วัดประจำปีในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตาม รายละเอียดที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุนหมายเลข 12 (ข้อกำหนดเรื่อง ดัชนีชี้วัด) เป็นระยะเวลาติดต่อกันสาม (3) ปี หรือเอกชนคู่สัญญาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ดัชนีชี้วัดประจำปี (นอกเหนือจากดัชนีชี้วัดประจำปีในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ) ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุนหมายเลข 12 (ข้อกำหนด เรื่องดัชนีชี้วัด) เป็นระยะเวลาติดต่อกันห้า (5) ปี
9.เอกชนคู่สัญญาปฏิบัติผิดภาระหน้าที่ใดๆ ของตนในสาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการ เดินรถและบำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับรถไฟจนเป็นเหตุให้ รฟท. เห็นว่ามีอันตรายอย่างมากต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชาชนในวงกว้างและมีผลกระทบอย่างรุนแรง และ มิได้เข้าดำเนินการแก้ไขเยียวยาการปฏิบัติผิดภาระหน้าที่ดังกล่าวภายในสาม (3) วัน นับจาก วันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. ให้แก้ไขเยียวยาในกรณีดังกล่าว
10.เอกชนคู่สัญญาจงใจปกปิดหรือแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ หรือกระทำการใดๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการปกปิดข้อมูลรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 8.2 (4) หรือการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยการปกปิด หรือแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จดังกล่าวต้องเป็นความผิดทางกฎหมายอาญาและเอกชน คู่สัญญาถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
11. เอกชนคู่สัญญาผิดคำรับรองและคำรับประกันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 23 (คำรับรองและคำรับประกัน) ในส่วนที่เป็น สาระสำคัญถึงขนาดว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นสาระสำคัญตามเงื่อนไขของสัญญา ร่วมลงทุน
12. เอกชนคู่สัญญาไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ใช้ในโครงการฯ ภายในกำหนดระยะเวลาที่ กำหนดไว้ในข้อ 7 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ใช้ในโครงการ หรือ
13.เอกชนคู่สัญญาไม่จัดหาหลักประกันสัญญาตามข้อ 10.1 หลักประกันสัญญา มาวางเพิ่มเติมหรือดำเนินการ ให้จำนวนเงินประกันตามหลักประกันสัญญาตามข้อ 10.1 ซึ่งลดน้อยลงกลับเป็นเท่าเดิม เต็มจำนวน ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 10.1 ภายในระยะเวลา 90 วันหลังจากได้รับแจ้งจาก รฟท. ให้แก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว
2.การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุความผิดของการรถไฟ เอกชนคู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุน เมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
1. รฟท. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ของโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนที่เหลือ นอกเหนือจาก พื้นที่พร้อมส่งมอบในส่วนของโครงการเกี่ยวกับรถไฟได้จนมีผลกระทบร้ายแรง อย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิของเอกชนคู่สัญญาที่จะดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ในสัญญา ร่วมลงทุนนี้ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเดินรถไฟความเร็วสูง
2. อัตราค่าโดยสารที่กำหนดไว้ตามสัญญาร่วมลงทุนนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตามสัญญา ร่วมลงทุน หรือ
3. รฟท. สิ้นสภาพ หรือไม่มีอำนาจ หรือหน้าที่ที่จะดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุนนี้ โดยไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรอื่นใดเข้ามาแทนที่เพื่อรับโอนสิทธิและหน้าที่ของ รฟท. ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทย
@กรณีมีเหตุ เอกชนบอกเลิก รัฐต้องหาทางเยียวยาก่อนไม่น้อยกว่า 1 ปี
ทั้งนี้ ก่อนใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามข้อสัญญานี้ เอกชนคู่สัญญาจะต้องบอกกล่าวแก่ รฟท. ให้แก้ไขเยียวยาการผิดสัญญาร่วมลงทุนหรือเหตุผิดนัดอื่นๆ และ รฟท.จะต้องใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแก้ไขเยียวยาเหตุดังกล่าวภายในระยะเวลาที่เอกชนคู่สัญญา กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่ง (1) ปี นับจากวันที่ได้รับการบอกกล่าวนั้น
ซึ่งเอกชนคู่สัญญาอาจขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีความจำเป็นและมีเหตุผล สมควร ทั้งนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวมิได้รับการแก้ไขเยียวยาภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือระยะเวลาที่ได้ขยายออกไป เอกชนคู่สัญญาอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาร่วมลงทุนนี้ได้ ทันที
@รฟท.สร้างเองคาดใช้เวลาอีก 8 ปี
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯกล่าวว่า “ ที่ผ่านมาทางเอกชนมีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการ จึงเจรจาเรื่องปรับเงื่อนไขจ่ายเงิน โดยวางหลักประกันเพิ่มเติม แต่หากนโบายยืนยันไม่แก้สัญญา รฟท.จะนัดหารือกับทางเอกชน เพื่อเจรจากันอย่างเป็นทางการร่วมกับทางอีอีซีด้วย คาดว่าจะภายในเดือนพ.ค.นี้ และคาดหวังให้ได้ข้อสรุปชัดเจนในเดือนก.ค.นี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับส่วนที่เป็นโครงสร้างรถไฟไทย-จีน
ไฮสปีด 3 สนามบินมีความพร้อมก่อสร้าง EIA ผ่านแล้ว เวนคืนแล้วปัญหาอุปสรรคเรื่องพื้นที่ไม่มีแล้ว แต่หากเอกชนขอยกเลิกสัญญาและรัฐพิจารณาให้เลิกสัญญาได้ ทางรฟท.ต้องเข้าไปดำเนินการเอง ซึ่งต้องเริ่มต้นออกแบบโครงการใหม่ กระบวนการจะล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปีกว่าจะเปิดประมูลหาผู้รับจ้างรวมกับระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปีครึ่ง หรืออีกราว 8 ปีจึงจะเปิดให้บริการ