ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ชาติสุดท้ายที่รอลุ้นการพิจารณาให้เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง “ยูธโอลิมปิก 2030“ การเสนอตัวภายใต้คณะทำงานในนามประเทศได้เตรียมงานและทุ่มเทเพื่อเสนอตัวมาอย่างนานวัน
แต่เพียงแค่คณะเสนาบดีเคาะว่าไทยไม่สามารถรับหน้าเสื่อจัดได้ เนื่องจากมีปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินเกือบ 6 พันล้านสำหรับดำเนินการ
จากคำชี้แจงดังกล่าว (ไม่ทราบมีการคลี่ดูผลหรือข้อมูลที่คณะทำงานศึกษามาอย่างถ่องแท้หรือไม่)
ด้วยปรากฎการณ์ที่เห็น และเป็นไป ทำให้คอกีฬาทั่วทิศและสังคมโดยรวมถึงกับอ้าปากค้างและงงกับงงไปตามๆกันคำอธิบาย(คำเดียวสั้นๆ) งบไม่มี
แต่เมื่อย้อนไปดูในเดือน พ.ย.68 พบว่า ครม.ในขณะนั้นมีการอนุมัติงบผูกพันปี 70-74 ถึง 3 พันกว่าล้านบาทให้กับศึก โมโต จีพี (อ้างเพื่อประโยชน์ของประเทศ) โมโต จีพี อนุมัติได้ แต่ มหกรรมกีฬาระดับโลก ซึ่งมีการชุมนุมของนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องทั่วทุกทวีปกลับถูกดับฝันแบบสาฟ้าฟาด
อย่างไรก็ตามผลและประโยชน์ที่มีต่อสังคมตลอดจนประเทศชาติภายใต้มูลค่าเพิ่มที่จะตามมาซึ่งหากดีดลูกคิดรางแก้วคาดว่ามูลค่าทั้งมวลน่าจะมากกว่า การแข่งรถโมโตจีพี เป็นไหนๆ
จากบทสะท้อนหรือปรากฎการณ์ดังกล่าว จากนี้ไปคาดว่านานาชาติอาจจะมองว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ขาดความน่าเชื่อถือ
ที่สำคัญการปล่อยให้ผู้แทน IOC ต้องมาเหนื่อยกับการตรวจเยี่ยมความพร้อม ก่อนเคาะในฐานะประเทศไทยเป็นแคนดิเคตรับเป็นเจ้าภาพเมื่อเร็วๆนี้
ด้วยมูลเหตุดังกล่าวหากมองในด้านความเชื่อมั่นหรือสายตาของนานาชาติโดยเฉพาะประเทศไทยกับมิติที่เกี่ยวกับกีฬาหรืออาจจะบานปลายสู่มิติอื่นๆด้วย
คำถามจึงมีอยู่ว่า การดับฝันประเทศไทยและทำให้นักกีฬาทั่วโลกต้องพลาดโอกาสมาเยือนสยามเมืองยิ้มในครั้งนี้
ใครจะรับผิดชอบกับโอกาสและการสูญเสียจากการปิดฉากมหกรรมกีฬาระดับโลกด้วยปัญหาเศรษฐกิจและอื่นๆ คำถามที่ตามมาคือ ฟังได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจากนี้ไปคนกีฬา และสังคมจะให้คำตอบ
และเหนือสิ่งอื่นใดคือการ รอผลงานของคณะเสนาบดีชุดนี้ว่าแจ่มและตอบโจทย์การบริหารกิจการบ้านเมืองภายใต้การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และวิกฤตที่กำลังจะตามมาได้หรือไม่ อย่างไร
#เสียดายโอกาสที่สุดจะหายาก
#เสียใจแทนประเทศไทย
#ขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันจนมาถึงวันที่มีการดับฝัน
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร