xs
xsm
sm
md
lg

งามหน้า! “อั้ง เมืองชล” พยายามติดสินบนคนใน ป.ป.ช. ช่วงให้การรายได้ซื้อปืน “โจ๊ก-สุชาติ” สั่งดำเนินการตาม กม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“อั้ง เมืองชล” ทำงามหน้า พยายามติดสินบนคนใน ป.ป.ช. ช่วงให้การรายได้ซื้อปืน “บิ๊กโจ๊ก-สุชาติ” สั่งดำเนินการตามกฎหมาย ยันมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด

วันนี้ (14 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้นั้น วาระหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คณะกรรมการปปช.รับทราบการพยายามทุจริตติดสินบนบุคลากรของสำนักงาน ป.ป.ช.ที่เกิดขึ้นจากผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่งในสำนวนที่ ป.ป.ช.เชิญมาไต่สวน

รายงานข่าวจาก ป.ป.ช.เเจ้งว่า กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่เเล้ว โดย นายสมภพ ไทยธีระสกุล (อั้ง เมืองชล) เซียนพระชื่อดัง ที่ถูก บก.ปปป.เเจ้งข้อมูลกับ ป.ป.ช.ว่า นายสมภพ ร่วมมือกับ นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และอดีตที่ปรึกษากรรมการ ป.ป.ช.หลายสมัย (พลตำรวจโท สถาพร หลาวทอง/นางสาวสุภา ปิยะจิตติ/นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ) กับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ร่วมกันตบแต่งบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สินที่ต้องแจ้ง ป.ป.ช.ของพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ในรายการซื้อปืนกว่าสองร้อยกระบอก วงเงินราวสิบสามล้านบาทของอดีตรอง ผบ.ตร.

โดย บก.ปปป.ตรวจสอบจากแชตไลน์ที่พบจากอุปกรณ์สื่อสารของ พ.ต.ท.คริษฐ์ พบว่า มีการวางเเผนกันระหว่างนายสมบัติ นายสมภพ พ.ต.ท.คริษฐ์ โดยสร้างพยานหลักฐานเท็จในการชี้เเจงกับ ป.ป.ช.ว่า พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ แนะนำนายสมภพให้รู้จัก “นาย ส.” อดีตผู้ว่าฯ คนหนึ่ง ที่ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ อ้างว่า รู้จัก

โดยอ้างว่า นาย ส.ต้องการขายพระเครื่องหลายองค์ ทำให้ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ แนะนำนายสมภพให้รู้จักนาย ส.และมีการซื้อขายพระเครื่องดังกล่าว จากนั้นนายสมภพนำค่านายหน้าที่ซื้อพระเครื่องเหล่านี้จากนาย ส.และอ้างว่าซื้อได้ถูกมามอบให้ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ จนอดีตรอง ผบ.ตร.นำไปซื้อปืนจำนวนดังกล่าว

ต่อมาอดีตผู้ว่าฯ คนนี้ ได้ไปลงบันทึกประจำวัน และให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวนแล้วว่า ไม่รู้จักอดีตรอง ผบ.ตร.และเคยขายพระให้นายสมภพหนึ่งองค์ ราคา1หมื่นบาทเศษเมื่อนานมาเเล้ว

ปหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า สำนวน บก.ปปป.1,420 หน้า ระบุความสัมพันธ์ของนายสมบัติ พ.ต.ท.คริษฐ์ เเละนายสมภพ ในการร่วมกระทำผิด เช่น แชตไลน์พบการสนทนา ภาพถ่ายกองธนบัตรของนายสมภพ ร่างหนังสือชี้แจงที่มาของรายได้ในการซื้อปืนของพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ เป็นหลักฐาน และ บก.ปปป.ส่งสำนวนนี้มาให้ ป.ป.ช.ไต่สวนนั้น

เเหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.กล่าวว่า กรณีการติดสินบนคร้้งประวัติศาสตร์คราวนี้นั้น รปภ.เเละเจ้าพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช.ในสำนวนการซื้อปืน ชี้เเจงต่อผู้บังคับบัญชาว่าช่วงที่นายสมภพเดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. นั้น นายสมภพได้เเจกเงินให้รปภ.รายละ 100 บาท เเละนายสมภพพยายามนำซองสีขาวยัดใส่มือให้พนักงานไต่สวนที่คาดว่าเป็นธนบัตร เหตุเกิดภายในอาคารสำนักงาน ป.ป.ช. เเต่พนักงานไต่สวนคนนั้นปัดมือไม่รับซองสีขาวจากนายสมภพ

“หลักฐานที่ยืนยันคือภาพจากกล้องวงจรปิดในสำนักงาน ป.ป.ช.บันทึกไว้ได้” เเหล่งข่าวระบุ

จากนั้น รปภ.เเละพนักงานไต่สวนคนนั้นได้เเจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบถึงการกระทำของนายสมภพ จากนั้นมีการรายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้ให้รับทราบเเละที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายไปลงบันทึกประจำวันเเละเเจ้งความดำเนินคดีกับนายสมภพ

“การกระทำของนายสมภพนับว่าร้ายเเรงเเละเกิดขึ้นคร้้งเเรกในสำนักงาน ป.ป.ช. เเต่ รปภ.-พนักงานไต่สวนคนนั้นปฏิบัติหน้าที่สุจริต ตรงนี้ต้องชื่นชมเเละให้กำลังใจที่ไม่ทุจริตต่อหน้าที่ เเละมันคล้ายกรณีถุงขนมสองล้านบาท ซึ่ง นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความของครอบครัวชินวัตร เคยนำไปติดสินบนกับศาลยุติธรรมเมื่อหลายปีก่อน ทราบว่า สำนักงาน ป.ป.ช.เเละนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช.สั่งดำเนินการตามกฎหมายกับนายสมภพไปเเล้ว” เเหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนี้นับเป็นเหตุทุจริตรุนเเรงครั้งเเรกที่เกิดขึ้นในสำนักงาน ป.ป.ช.คือ มีการพยายามติดสินบนเจ้าพนักงานจากผู้ถูกกล่าวหาในช่วงที่สำนักงาน ป.ป.ช.ปรับโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งใหญ่ที่มีการเเบ่งโครงสร้างงาน การเเต่งตั้งโยกย้ายหลายอัตรา เเละการชี้มูล/การสอบสวนบุคลากรของ ป.ป.ช.หลายรายที่กระทำผิดต่อตำเเหน่งหน้าที่

เช่น นายสมบัติ ธรธรรม เเละพวก ซึ่งมีชื่อพัวพันการกระทำผิดหลายข้อหาร่วมกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ /กรณีนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.ที่ร่วมกับนายสมบัติ ธรธรรม เเละพวกรับสินบนทองคำ 246 บาท จากพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ /กรณีมติคณะกรรมการ ปป.ช.เสียงข้างมากชี้มูลนางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยที่นางสาวสุภา ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.79 หมื่นล้านบาท จากไม่อุทธรณ์คดี เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐในช่วงที่นางสาวสุภาเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง เเละศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมชอบกลางประทับรับฟ้องเเล้ว

เเหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.ระบุว่า ในตอนนี้สำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินการตามกฎหมายเเละโปร่งใสอาจทำให้หลายคนในสำนักงาน ป.ป.ช.ไม่พอใจเเละให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกับสื่อบางเเขนง จนทำให้สำนักงาน ป.ป.ช.โดนวิจารณ์รุนเเรงในตอนนี้

เพราะโดยข้อเท็จจริงในการเเต่งตั้งโยกย้ายภายใน ป.ป.ช.เกิดมาจากกรณีการเร่งรัดปราบปรามการทุจริตภายใน ป.ป.ช. เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540-ปัจจุบันบังคับใช้นั้น ป.ป.ช.ยังไม่เคยเเต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เลย จนเจ้าหน้าที่ไต่สวน บางคนอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นระยะเวลานาน 5-10 ปี เเละมีพฤติกรรมสร้างอิทธิพลในสำนักงาน ป.ป.ช.เเละบางรายไปทุจริต เช่นสำนวนของอดีตรอง ผบ.ตร.ที่มีบุคลากรของ ป.ป.ช.หลายคนร่วมกระทำผิดด้วย

“สำนักงาน ป.ป.ช .จึงพยายามเเก้ปัญหาอิทธิพลดังกล่าวในคราวเดียว โดยนำมาตรฐานของศาลยุติธรรม/อัยการมาปรับใช้กับป.ป.ช.กล่าวคือ ให้ เจ้าหน้าที่มีกำหนดระยะเวลาอยู่ในตำแหน่ง ที่กำกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวง กรม หรือ จังหวัด เป็นวาระ เช่น วาระสี่ปี เมื่อครบวาระต้องมีการย้ายออก เป็นต้น จึงทำให้มีผู้เสียประโยชน์จากการถูกย้ายเเละเป็นที่มาของการให้ข้อมูลเท็จต่อสื่อบางแขนงซึ่งฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน ป.ป.ช.กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป“ แหล่งข่าวระบุ