ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “กึ้ง”เฉลิมชัย เปิดสิ้นไส้ “เนสท์เล่”ทำอะไรไว้บ้างกับ “มหากิจศิริ” มหากาพย์ ‘กาแฟขม’ แสนล้านเดือด!!
สะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นวงการธุรกิจไทย คงไม่มีเรื่องไหนจะเท่ากับเรื่องของพันธมิตรกลับกลายเป็นศัตรู ในมหากาพย์ศึกแสนล้าน ระหว่าง “ตระกูลมหากิจศิริ” กับ “เนสท์เล่” พาร์ตเนอร์ต่างชาติที่เคยกอดคอสร้าง “เนสกาแฟ” ด้วยกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ แต่ไฉนเลยพอเดินมาถึงปี พ.ศ.2568-2569 จากที่เคย “หวานชื่น” เคยยกให้ “ประยุทธ มหากิจศิริ” เป็น “เจ้าพ่อเนสกาแฟ”เมืองไทย กลับกลายเป็นกาแฟที่ทั้ง “ขม" และ"ขื่น” ถึงขั้นชาตินี้ขอกรวดน้ำ คว่ำขัน ไม่ขออยู่ร่วมฟ้าเดียวกันอีกต่อไป!
ล่าสุดมาถึงไคลแมกซ์ทะลุจุดเดือดอีกครั้ง ฟังว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ทายาทหนุ่มของ “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” ประยุทธ มหากิจศิริ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด (QCP) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเนสกาแฟ มายื่นบันทึกถ้อยคำต่อศาล ปอกเปลือกพฤติกรรมพาร์ตเนอร์ต่างชาติ แบบจัดหนักจัดเต็ม!
ประเด็นเด็ดอยู่ที่การลากไส้พฤติการณ์ที่ฝ่ายไทยมองว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ไร้ซึ่งความสุจริต” พร้อมตอกกลับข้ออ้างของฝั่งฝรั่งอินเตอร์ แบบไม่ไว้หน้า!
วงในแอบกระซิบข้างหู มาว่า คำฟ้องระบุพฤติกรรมของเนสท์เล่ แบบมีอึ้ง นึกไม่ถึงฝรั่งมังค่าที่ชอบเชิดชู “ธรรมาภิบาล” จะช่างกล้ากระทำ มีการตั้งข้อสังเกต เรื่อง รายการค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงผิดปกติ จนถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการ “ผ่องถ่ายผลประโยชน์” ควักกระเป๋าซ้าย ของ QCP ไปเข้ากระเป๋าขวาของกลุ่มตัวเองหรือเปล่า?
ซึ่งเรื่องนี้ ถึงมือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เป็นที่เรียบร้อย กำลังสืบสาว ขุดคุ้ยกันอย่างขะมักเขม้น!
ฟังว่า ฝ่าย “มหากิจศิริ” ทวงถามเอกสารทางการเงินไป ไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง! แต่คำตอบที่ได้จากผู้บริหารตาน้ำข้าว กลับมีเพียงความเงียบสะท้อนกลับมา พร้อมคำอ้างคลาสสิก ว่า “เป็นความลับ” แต่ฝั่งมหากิจศิริ ทวงแล้วทวงเล่า เฝ้าแต่ทวง เพราะความเป็น “หุ้นส่วน” และ “กรรมการบริษัท” ย่อมมีสิทธิขอดูตัวเลขบัญชีแต่ เนสท์เล่ ก็ไม่ยอมให้ดู พฤติกรรมหลบๆเลี่ยงๆ แบบนี้ เลยทำให้ตระกูลมหากิจศิริ ปักใจเชื่อว่า นี่คือแผนจงใจทำลายกิจการบริษัท QCP เพื่อตัดตอนไม่ให้ฝ่ายไทยใช้กฎหมายแพ่งและอาญา เอาผิด
นี่จะเข้าข่ายวางแผนล่วงหน้า ใช้อำนาจเหนือกว่า และอาจเลยไปถึงข้อหาหนักๆ ในคดีอาญาอย่าง “ฉ้อโกง” และ ลงบัญชีเท็จหรือไม่ งานนี้ต้องรอดู !
เบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ทำเอาตระกูลเจ้าพ่อกาแฟไทยฟิวส์ขาด เกิดจากแท็กติกธุรกิจที่ฝั่งไทยเรียกว่า “กลเกมบีบซื้อหุ้น” โดยเปิดฉากกดดันเสนอขอซื้อหุ้นจากมหากิจศิริ ในราคา “ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม” พูดง่ายๆ คือจะมากดราคาของดีในมือมหากิจศิริ โดยหวังจะเขี่ยมิตรท้องถิ่นทิ้ง เพื่อกินรวบคนเดียว
เจอแบบนี้ทาง มหากิจศิริ ก็เซย์โน “ไม่ขาย” ดังนั้นเอง เนสท์เล่ จึงเดินแผนสองตามมาด้วยการอ้างหน้าตาเฉยว่า เมื่อตกลงราคากันไม่ได้ กิจการก็ต้องเกิดภาวะ Deadlock ไปต่อไม่ได้ ต้อง “เลิกบริษัท” กันไป
ทั้งๆที่ความเป็นไปจริงๆ บริษัท QCP สถานะยังแข็งแรงดี วิ่งฉิวได้สบายๆ การกระทำของ เนสท์เล่ คือ การ “ข่มขู่” ชัดๆ แถมยังเล่นประกาศเลิกสัญญาร่วมทุน และสัญญาสนับสนุนทุกฉบับพร้อมกันหวัง “ตัดแขนตัดขา” กิจการของ QCP ให้ง่อยเปลี้ยเสียขา จงใจสร้างสถานการณ์ “ชะงักงัน” ให้บริษัทเดินต่อไม่ได้ ด้วยมือของตัวเอง
ความดรามายังไม่จบแค่นั้น ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ฝ่ายต่างชาติลงมติสกัดฝ่ายไทย ขัดขวางทุกไอเดีย และแนวทางทำมาหากินที่ตระกูลมหากิจศิริ เสนอ โดยใช้ช่องโหว่ของข้อบังคับบริษัทมาเป็นเกราะกำบัง ทั้งที่มีส่วนได้เสียพิเศษ แถมจู่ๆ ก็มีใบสั่งลึกลับ แจ้ง “ปิดโรงงานชั่วคราว” โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทอย่างถูกต้อง
และที่เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าซีรีส์เกาหลี... พอสั่งปิดปุ๊บ ผู้บริหารต่างชาติที่เป็นคนลงนามสั่งการเรื่องทั้งหมด ก็จัดการ “ยื่นใบลาออก” ...แล้วบินหนีกลับต่างประเทศไปในทันที ทิ้งทวนด้วยการให้เนสท์เล่ ไปร้องศาลขอเลิกบริษัท โดยอ้างเหตุผลว่า “บริษัทชะงักงัน” เพื่อที่จะล้างกระดาน แล้วเอาเครือข่ายธุรกิจใหม่ของตัวเองเข้ามาเสียบแทน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเสียความรู้สึกที่ดีต่อกันมายาวนาน แต่มันคือเล่ห์เหลี่ยม ที่เกินกว่าจะรับได้ เพราะ "มหากิจศิริ" รับรู้มาว่า หลังจากเนสท์เล่สั่งหยุดกิจการ แถมมีการสั่งจ่ายเงินออกไปโดยไม่มีหลักฐานรองรับ และ ไม่ได้รับอนุมัติจากฝั่งไทย เมื่อคำนวณมูลค่าทางธุรกิจที่ประเมินไว้ว่าสูงถึง 250,000 ล้าน โอกาสและความยับเยินของแบรนด์ที่ร่วมสร้างกันมา ตัวเลขความเสียหายรวมจึงพุ่งทะยานไปแตะที่ 100,000 ล้านบาท อ่านว่า แสนล้านบาทไทย ถ้วน
“กึ้ง-เฉลิมชัย” ในฐานะตัวแทนศักดิ์ศรีของตระกูล จึงเดินหน้าพึ่งบารมีศาล สู้ยิบตา เพื่อทวงคืนความชอบธรรม และบังคับให้ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ชดเชยค่าเสียหายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกบาท ทุกสตางค์ โทษฐานกระทำการข้ามหัวกฎหมายไทย และทำลายบ้านที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างเลือดเย็น
งานนี้บอกได้คำเดียวว่า “น้ำเปลี่ยนสี...กาแฟเปลี่ยนรส” จากมิตรกลายเป็นศัตรู บทสรุปของศึกกาแฟรสขมครั้งนี้ จะเป็นอย่างไรต่อ ต้องติดตาม!.
++ “เสี่ยหนู” เฉไฉ ไม่มีที่เขากระโดง มีแต่ทะเบียนบ้าน...เย้ย “เสรีพิศุทธ์” ไปบุรีรัมย์เมื่อไร บอกด้วย
กรณี “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาประกาศจะทำเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” ที่สังคมยังข้องใจ ให้กระจ่าง !
โดยเตรียมคำร้องและเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ถอดถอน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “เนวิน ชิดชอบ” ออกจากตำแหน่ง
ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง!
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกว่าตอนนี้ขาดแต่เพียง สส.ที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนในการยื่นคำร้อง ซึ่งต้องใช้เสียงสส.อย่างน้อย 50 คน แต่พรรคเสรีรวมไทย มีสส.เพียงคนเดียว คือตัว “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” จึงต้องการเสียง สส.ฝ่ายค้าน จากพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ กล้าธรรม ไทยรวมพลัง มาร่วมสนับสนุน
ลำพังแค่ ประชาธิปัตย์ 21 เสียง ไทยรวมพลัง 6 เสียง มาร่วมลงชื่อย่อมไม่เพียงพอ ถ้าพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาชน ไม่เอาด้วย
ท่าทีของพรรคกล้าธรรมนั้น พอจะคาดเดาได้ว่าคงไม่ร่วมลงชื่อ เพราะพรรคภูมิใจไทย กับกล้าธรรมนั้น เคยมีความสัมพันธ์ เกื้อกูลกันมา เพียงแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ จึงถูกมองว่าเป็น“พรรครอร่วม” ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น
ส่วนพรรคประชาชน ก็มีสายสัมพันธ์ เบื้องลึก เบื้องหลังเช่นกัน ... คงจำกันได้ว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค เคยออกมาแสดงความเห็น ในทางที่ “เป็นคุณ” กับพรรคภูมิใจไทย ทั้งเรื่องเขากระโดง และเรื่องฮั้วสว. ชนิดที่ใครได้ยินได้ฟัง ต้องออกอาการเหวอ !
ดังนั้น เชื่อว่า สส.พรรคส้ม ก็คงไม่มีใครมาร่วมลงชื่อสนับสนุน การยื่นถอดถอนครั้งนี้เช่นกัน
ในสถานการณ์เช่นที่ว่านี้ “เสี่ยหนู”เองย่อมเชื่อมั่นเช่นกันว่า การล่าชื่อ สส.50 ชื่อ ไม่มีทางสำเร็จ...หรืออาจจะมีการส่งคนไป “ลอบบี้” ไว้เรียบร้อยแล้วก็ได้ จึงออกมาพูดในเชิงเย้ยหยัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่า ปั้นน้ำเป็นตัว เข้าข่ายผิดจริยธรรมเหมือนกัน ... จะไปบุกบุรีรัมย์ เมื่อไหร่ก็บอกด้วย เผื่อว่าง จะได้พาไปกินข้าว!
“อนุทิน” บอกว่าไม่เคยมีที่ดินที่เขากระโดง บุรีรัมย์ มีแค่ทะเบียนบ้านเท่านั้นที่อยู่ที่นั่น เพราะถือว่าเป็น “เซฟโซน” ของตนเอง แล้วอย่างนี้จะฟ้องตนเรื่องอะไร
และตอนนี้เรื่องเขากระโดง ก็อยู่ในขั้นตอนของศาลแล้ว ศาลพิพากษาออกมาอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่มาพูดว่า ตนเองเป็นเจ้าของที่ดินนั้น มันไม่ใช่...
“อนุทิน” ยังบอกว่า “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เป็นตำรวจเก่า จึงชินกับการพูดจาข่มขู่ผู้อื่น แต่ตนเองก็ไม่คิดจะฟ้องร้องอะไร เพราะเห็นว่าแก่แล้ว อายุจะ 80 แล้ว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ก่อนนี้ก็รักใคร่กันดี อยู่ดีๆ ก็มาวีนเอาดื้อๆ สงสัยคงโกรธ ที่ไปขัดใจอะไรบางอย่างมั๊ง...
แน่นอน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ไม่ได้ร้องว่า “อนุทิน” ไปครอบครองที่ดินที่เขากระโดง เหมือน “ไชยชนก ชิดชอบ”
แต่ไปร้องว่า “อนุทิน” ในฐานะรมว.มหาดไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง!
หาก“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ล่าชื่อ 50 สส.สำเร็จ แล้วศาลรัฐธรรมนูญ รับเรื่องไว้พิจารณา เมื่อนั้น โอกาสของ “อนุทิน-ไชยชนก” จะถูกถอดถอนหรือไม่ ก็ 50-50
แต่ถ้าการล่าชื่อไม่สำเร็จ แล้วยังมาเจอ ท่าทีเย้ยหยันเช่นนี้ คนที่เคยเป็นถึงอดีต ผบ.ตร. จะเดินหน้าให้สุดซอย ไปร้องต่อ ป.ป.ช. และไปบุรีรัมย์ แจ้งความดำเนินคดีกับ “ตระกูลชิดชอบ” ในข้อหาบุกรุกที่ดินเขากระโดง ตามที่ได้ประกาศไว้หรือไม่...ต้องติดตาม !!