ฉะเชิงเทรา –ชาวแปดริ้วค้านหนักแนวคิด รมว.คมนาคม แก้ปัญหาอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร ด้วยการห้ามขบวนรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯชั้นใน ชี้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด-เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย สร้างความเดือดร้อนประชาชน
จากกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรองนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดในการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดจากรถไฟ หลังเกิดเหตุรถไฟวิ่งชนรถโดยสาร บริเวณแยกไฟแดงอโศก กรุงเทพฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ด้วยการที่จะห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟโดยสารเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นในหรือสถานีหัวลำโพง และให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในระยะเวลา 3 เดือนนั้น
วันนี้ (21 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามความเห็นประชาชนใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ใช้บริการรถไฟโดยสารเข้าสู่กรุงเทพฯ พบว่าเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยนางนงเยาว์ ไชยชนะ บอกว่าตนเองใช้เดินทางด้วยรถไฟเพื่อไปทำงานในเขตประเวศ กทม.ทุกวันโดยจะออกจากบ้านจากใน อ.บางคล้า มาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา เพื่อไปลงที่สถานีหัวหมาก
ซึ่งหากกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดในการห้ามขบวนรถไฟไม่ให้วิ่งเข้าสู่สถานีในกรุงเทพชั้นใน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องเดินทางเข้า กทม.อย่างแน่นอน
เนื่องจากการเดินทางโดยรถไฟเป็นการเดินทางที่สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และหากจะให้ขึ้นรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ค่าโดยสารก็คงแพงมากเสำหรับคนทำงานบริษัท จึงคิดว่าไม่สะดวกที่จะเดินทางตามแนวคิดของรัฐมนตรี และไม่ควรที่จะยกเลิกขบวนรถไฟเข้าไปในเขตชั้นใน กทม.
นางนงเยาว์ ยังขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นใจประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่ขณะนี้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจากพิษเศรษฐกิจ ซึ่งหากใช้แนวคิดที่ประกาศออกมาก็ย่อมเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ที่ต้องแบกรับภาระด้านการเดินทางมากขึ้นอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับ น.ส.สายสมร น้อมเจริญ ชาวตลาดบ้านใหม่ร้อยปี ที่บอกว่าแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนคม คือการเพิ่มภาระด้านการเดินทางที่ต้องเพิ่มมากขึ้นจากค่าโดยสารรถเมล์ที่ต้องนั่งต่อจากสถานีรถไฟเข้ายังเขตชั้นในกรุงเทพฯ และหากใช้บริการรถไฟฟ้าก็ต้องเจอกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่แพงมากขึ้น
“ ค่าตั๋วนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราไปลงที่สถานีพญาไท ใช้เงินแค่เพียง 12 บาท แต่หากจะต้องลงรถไฟบริเวณชานเมือง แล้วนั่งรถโดยสารต่อเข้าเมืองก็ต้องเจอค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายจ่ายประจำวันก็มีมากแล้ว จึงอยากฝากไปถึงยังรัฐมนตรีต้นความคิด ว่าประชาชนเขาไม่เห็นด้วย” น.ส.สายสมร กล่าว
ส่วน น.ส.จุฑามาศ ชาว ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา บอกว่าทุกวันนี้ตนเองจะต้องนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราเพื่อไปลงยังที่ป้ายหยุดรถยมราช เพื่อเข้าไปทำงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากไม่ได้นั่งขบวนรถไฟ ก็คงได้รับผลกระทบหนักไป
อย่างแรกนั้นคือจะไปทำงานไม่ทัน และจะกลับบ้านไม่ทัน หากมีการห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟเข้าไปถึงยังกรุงเทพฯชั้นใน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ หากแก้ปัญหาด้วยเรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร ด้วยการทำให้ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟเข้าเมืองเดือดร้อน ย่อมไม่ได้รับการเห็นจากประชาชน เพราะแนวคิดดังกล่าวไม่ใช่การ แก้ปัญหาแต่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาแบบเกาไม่ถูกที่คันมากกว่า โดยเฉพาะประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ”น.ส.จุฑามาศ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทรา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่ายังคงมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีขบวนรถผ่านเส้นทางอยู่เป็นระยะทั้งขบวนรถไฟโดยสาร และขบวนรถสินค้า แต่ที่มีความเปลี่ยนแปลงคือประชาชนมีความระมัดระวังมากขึ้น
โดยเฉพาะขบวนรถสินค้าบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ที่เคลื่อนผ่านชานชาลา จะเป็นไปแบบช้าๆ และยังมีการปฏิบัติตามกฎอาณัติสัญญาณอย่างเคร่งคัดด้วย เช่นการเปิดสัญญษณเตือนก่อนจะเข้าสถานี ขณะที่ทางสถานี ได้มีการประกาศเตือนก่อนที่ขบวนรถจะผ่านเข้ามายังภายในชานชาลา