xs
xsm
sm
md
lg

ผลสอบยืนยัน “เรือนจำพิเศษธนบุรี” ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ชี้ทนายผู้ต้องขังคดี 112 โพสต์บิดเบือนปมสั่งย้ายนักโทษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MGR Online - กรมราชทัณฑ์ แถลงผลสอบเรือนจำพิเศษธนบุรี ยันยึดหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสากล ทนายความยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อนยุติข้อสงสัยทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ เม.ย.68

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ พาดพิงถึงสภาพความเป็นอยู่ แนวทางการควบคุม ตรวจค้น และการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังของเรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.68 และล่าสุดมีการระบุถึงบันทึกส่วนตัวของนายอนุชา จันทรเสนา ผู้ต้องขังคดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112) อีกครั้ง นั้น

วันนี้ (23 พ.ค.) กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษธนบุรี ยืนยันผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2568 จากการโพสต์ข้อมูลทางสื่อโซเชียลเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบิดเบือน เลื่อนลอยและปราศจากพยานหลักฐาน

จากผลการสอบข้อเท็จจริง กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่ากรณีการย้ายผู้ต้องขังเป็นไปตามหลักบริหารงานเรือนจำ การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรีเป็นการดำเนินการตามมาตรการด้านการควบคุม โดยพิจารณาจากปัจจัยความเหมาะสมด้านความมั่นคง ความหนาแน่นของผู้ต้องขัง ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในเรือนจำเป็นหลัก การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์โดยเคร่งครัด มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีเหตุจูงใจอื่นใดเป็นการเฉพาะบุคคล

กรณีการตรวจค้นร่างกายเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (SOPs) โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การตรวจค้นเป็นไปตามขั้นตอนด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อป้องกันการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการภายใต้หลักความจำเป็นและความเหมาะสม ซึ่งการตรวจค้นเป็นเพียงการให้ผู้ต้องขังชายถอดเสื้อเพื่อตรวจสอบเท่านั้น มิได้มีการบังคับให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดหรือดำเนินการในลักษณะที่เป็นการละเมิดสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังแต่อย่างใด

กรณีการดูแลรักษาพยาบาลผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ได้จัดให้มีพยาบาลประจำเรือนจำทำหน้าที่ตรวจคัดกรอง ประเมินอาการและให้การรักษาเบื้องต้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการประสานส่งต่อหรือขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลแม่ข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการบริการตรวจรักษาโรคผิวหนัง โดยสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ได้รับคำแนะนำในการดูแลสุขอนามัยและการป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เรือนจำพิเศษธนบุรียังได้ดำเนินมาตรการด้านสุขอนามัยและความสะอาดภายในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำความสะอาดเรือนนอนและพื้นที่ส่วนกลางเป็นประจำการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ การจัดระบบซักล้างเครื่องนอนและเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขังและการจัดให้มีการนำที่นอนผ้าห่มมาตากแดดและทำความสะอาด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ปัจจุบัน นายอนุชาฯ ไม่มีอาการเจ็บป่วยและสุขภาพเป็นปกติ

กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า มาตรการทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติ (ข้อกำหนดแมนเดลา - Mandela Rules) เพื่อรักษาความมั่นคง ปลอดภัย และสุขอนามัยของผู้ต้องขังส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อแสดงความโปร่งใสและโต้ตอบข้อกังวลของสังคม เรือนจำพิเศษธนบุรี ได้เชิญทนายความจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารงานบุคคลฯ เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกันอย่างละเอียด ภายหลังการชี้แจงและตอบข้อซักถามอย่างเปิดกว้าง ทนายความยอมรับว่าข้อมูลที่นำไปโพสต์นั้น มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในสาระสำคัญ เนื่องจากเป็นการรับฟังคำกล่าวอ้างจากผู้ต้องขังเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตรวจสอบกับทางเรือนจำก่อน

ทั้งนี้ ทนายความผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในระเบียบปฏิบัติราชการอย่างชัดเจน ยุติความเข้าใจผิดทั้งหมด และสมัครใจเขียนข้อความด้วยลายมือตนเองยืนยันว่า ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและไม่ติดใจสงสัยในประเด็นใดๆ อีกต่อไป เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้มีมติส่งรายงานผลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเป็นธรรมนี้ไปยังกรมราชทัณฑ์และนายกสภาทนายความในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแลวิชาชีพทนายความ เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันต่อสาธารณชนว่าองค์กรยึดมั่นในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังทุกคนตาม หลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมภายใต้มาตรฐานสากลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ พร้อมตอบโต้ข้อความบิดเบือนที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน