xs
xsm
sm
md
lg

ป้าบุรีรัมย์สุดช้ำ! จอดรถค้ำเงินกู้นายทุน ขอไถ่คืนอ้างชำแหละแล้วจะหารถสวมทะเบียนให้ แต่ต้องจ่ายเพิ่ม 1.2 แสน แจ้งตร.เรื่องเงียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บุรีรัมย์- ป้าบุรีรัมย์สุดช้ำร้องขอความเป็นธรรม หลังนำรถยนต์ลูกเขยผ่อนป้ายแดงมาประกอบอาชีพขนส่งเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว ไปจอดค้ำประกันเงินกู้ 45,000 บาทกับนายทุน พอขอไถ่คืนกลับอ้างรถถูกชำแหละแล้ว จะหารถสวมทะเบียนให้แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1.2 แสน พอไม่ยอมเพราะกลัวผิด กม. ด่าหยาบ “พวกจน” แจ้งความ ตร.แต่เรื่องเงียบกริบ

วันนี้ (23 พ.ค.69) นางประจักษ์ ศรีภู่ อายุ 57 ปี เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้แห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อม นายปุญพัฒน์ ลัทธิวาจา ลูกชาย และ นายบัญชา ยอดอินทร์ ลูกเขย ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ โดยอ้างว่าเมื่อต้นเดือน ต.ค.68 ได้นำรถยนต์ที่ซื้อดาวน์ในชื่อลูกชาย ให้ลูกสาวและลูกเขยนำไปใช้งานขนส่งเฟอร์นิเจอร์ ไปจอดค้ำประกันเงินกู้กับนายทุนรายหนึ่งในตัวเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 45,000 บาท


หลังจากนั้นยังไม่ครบ 3 เดือนได้ไปขอไถ่รถยนต์คืน แต่นายทุนกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ไถ่คืน สุดท้ายบอกว่ารถถูกชำแหละไปแล้ว หากอยากได้รถจะหารถสวมทะเบียนให้ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 120,000 บาท แต่พอปฏิเสธเพราะไม่อยากได้รถผิดกฎหมาย

จากนั้นพยายามไปขอไถ่คืนหลายครั้งเขาก็ยังพูดเหมือนเดิม กระทั่งกลางเดือน ก.พ.69 ตัดสินใจไปแจ้งความที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ทางพนักงานสอบสวนได้นัดไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่โรงพัก แต่ฝั่งนายทุนไม่ยอมไป จนตอนนี้เรื่องก็ยังเงียบ


นางประจักษ์ เล่าว่า ได้ดาวน์รถยนต์กระบะมาเพื่อให้ลูกสาวลูกเขยใช้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับขนเฟอร์นิเจอร์ไปส่งลูกค้า โดยตนเองเป็นคนค้ำ แต่ช่วงที่ขาดสภาพคล่องเรื่องการเงิน จึงได้ไปกู้ยืมเงินนายทุนรายหนึ่งในตัวเมืองบุรีรัมย์ มา 45,000 บาท มีการทำสัญญากู้ยืมในวงเงิน 45,000 บาทนายทุนเก็บเอาไว้ แต่ถูกหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 4,500 บาท และค่าจอดอีก 1,500 บาท ได้รับเงินสดมาเพียง 39,000 บาท โดยนายทุนให้นำรถยนต์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเขาคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะไปไถ่วันไหน แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 4,500 บาทจนกว่าจะมีเงินต้นไปไถ่ ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะนายทุนรายดังกล่าวก็คุ้นเคยกันกับครอบครัว เพราะก่อนหน้านี้ลูกเขยเคยไปเตะบอลให้ทีมเขาชนะหลายครั้ง ไม่คิดว่าพอติดต่อจะขอไถ่รถคืนเขากลับบ่ายเบี่ยง จนล่าสุดบอกว่ารถถูกชำแหละไปแล้ว ถ้าอยากได้รถเขาจะสวมทะเบียนรถคันอื่นให้ ทั้งบอกให้เอาเงินไปวางอีก 60,000 บาทด้วย


แต่ตนยืนยันกับนายทุนว่า ไม่เอารถสวมทะเบียนเพราะมันผิดกฎหมาย อยากได้รถคันเดิมคืน ซึ่งภรรยา นายทุนก็ย้ำว่านี่เป็นข้อเสนอให้เลือก แต่ถ้าอยากได้รถคันเดิมคืนเป็นไปไม่ได้ เพราะถูกชำแหละไปแล้ว แต่ถ้าตกลงจะเอารถที่สวมทะเบียนจะคิดราคา 120,000 – 150,000 บาท เบื้องต้นต้องวางเงินก่อน 60,000 บาท พอได้รถก็จ่ายเพิ่มอีก แล้วพอตนถามกลับไปว่าแล้วป้าจะเชื่อใจได้ยังไง ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างเลย แล้วรถที่เอาไปวางค้ำเงินกู้ไว้ยังไม่ได้คืนเลย เมียนายทุน ก็ไม่พอใจไล่ตะเพิดป้ากับลูก ออกจากบ้านเขา โดยใช้คำพูดว่า “พวกอีจนออกไปจากบ้านกูไป” ป้าก็พูดกลับไปว่าทำไมพูดแบบนั้นถ้าป้ามีเงินก็คงไม่มากู้เงินแล้วเอารถมาวางค้ำประกัน จนเกิดการโต้เถียงกันไปมา


แล้วพอป้าออกจากบ้านเขาแล้ว ก็โทร.ไปหาสามีเขาซึ่งเป็นนายทุนที่ปล่อยเงินกู้ เพราะตอนคุยกับเมียเขาก็นั่งอยู่ข้างในแต่ไม่ยอมออกมาคุย ก็พยายามอ้อนวอนเขาว่าป้าขอไถ่รถคืนได้มั้ยสงสารป้าหน่อย เพราะต้องผ่อนกุญแจเปล่าแต่ไม่มีรถไปใช้งานเดือดร้อนมาก สามีที่เป็นนายทุน กลับอ้างว่าลูกเขยป้าไถ่ออกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.68 ซึ่งไม่เป็นความจริง นายทุนยังอ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจ จึงเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม หากไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะไปร้องเรียนกับนักกฎหมายและหน่วยงานอื่นต่อไป

ด้าน นายบัญชา ยอดอินทร์ ลูกเขยป้าประจักษ์ เล่าว่า หลังจากที่ถูกนายทุนเบี้ยว ไม่ยอมให้ไถ่รถคืนก็ลำบากมาก ทั้งไม่มีรถบรรทุกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปส่งให้กับลูกค้า และต้องไปเช่ารถทำงานและส่งลูกไปโรงเรียน ก็อยากได้รถคืน ที่กล้าเอารถยนต์ไปวางค้ำประกันเงินกู้เพราะเชื่อใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้เวลาหมุนเงินไม่ทันก็จะไปกู้เงินกับเขา เพราะหลายคนจะรู้ว่าที่นี่ปล่อยเงินกู้ เคยเอารถจักรยานยนต์ไปจอดค้ำประกันเงินกู้ไม่เคยมีปัญหา เวลามีเงินก็ไปไถ่คืน และตนเคยเตะฟุตบอลในนามทีมเขาก็คุ้นเคยกัน ไม่คิดว่าเขาจะกล้าโกงเอารถไป แถมยังกล่าวหาใส่ร้ายว่าตนเองไปไถ่รถยนต์คืนแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมและช่วยเหลือด้วย