‘ม.ล.กรกสิวัฒน์’ ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชูแนวคิด ‘SAVE BKK–BKK SAFT’ ผู้ว่าฯ ยุควิกฤต ต้องเป็น ‘แม่ทัพ’ ไม่ใช่ แม่บ้าน เปิด 6 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองปลอดภัย-โปร่งใส-ไร้ส่วย
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ที่สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร) ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ แถลงเปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร “SAVE BKK-BKK SAFT”
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ คือบ้านที่ต้องยืนรับแรงกระแทกจากพายุปัญหาภายนอกประเทศและภายในประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่คนกรุงเทพฯ บอบช้ำอย่างมากเกินกว่าจะทนรับได้อีกต่อไป ถึงเวลาที่ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ จะต้องลุกขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่แม่บ้าน ปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้เป็นป้อมปราการที่ปกป้องชีวิตคน กทม. และเป็นที่พึ่งพิงที่ไว้ใจได้ที่สุด อีกทั้ง ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ต้องนำพาคนกรุงเทพฯ ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ให้ไต้อย่างปลอดภัย
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ท่ามกลางความขัดแย้งของไทยและของโลก 6 ด้าน คือ
1.กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองปลอดภัยระดับสากลสำหรับทุกคน ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยและการเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน
2.รับมือภัยพิบัติที่พยากรณ์ไม่ได้ โดย กทม.จะไม่รอรายงานจากทีวี แต่จะใช้ AI และระบบเซ็นเซอร์ทั่วกรุงเทพฯ ร่วมกับรัฐบาลในการเตือนภัยถึงมือถือประชาชนทันที
3.เศรษฐกิจยุคน้ำมันแพงและของแพง หน้าที่ของผู้ว่าฯ คือการลดรายจ่าย เพิ่มโอกาส ด้วยระบบไซเบอร์ซิตี้ โดยควบคุมการจราจรด้วย AI เพิ่มโอกาสการท่องเที่ยว การค้าขาย เศรษฐกิจ กทม. หมุนเวียน 24 ชั่วโมง สนับสนุน Local Economy Booster เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมพื้นที่การค้าเสรีระดับชุมชน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เกิด Night Economy สร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน
4.ปฏิวัติขยะ “จากขยะที่ถูกทิ้ง สู่ขุมทรัพย์ของเมือง” ต้องรื้อระบบ เปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นกำไรจากการผลิตพลังงานและคาร์บอนเครดิต เพื่อนำเงินเหล่านั้น กลับมาเป็นสวัสดิการให้คนกรุงเทพฯ
5.กทม.โปร่งใส การรีดไถคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ตนจะกวาดล้างระบบผู้มีอิทธิพลที่เคลมพื้นที่สาธารณะไปเก็บส่วยจากพ่อค้า แม่ขาย
6.การพัฒนาคุณภาพและสุขภาพคน และสัตว์เลี้ยงใน กทม. โดยยกระดับโรงเรียนสังกัด กทม.ให้มีมาตรฐานระดับอินเตอร์ ระบบสุขภาพเมืองสมัยใหม่ ที่ไม่เน้นเพียงรักษาในโรงพยาบาล แต่สร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิเมืองโดยอาสาสาธารณสุข เชื่อมโยงชุมชน ครอบครัว และเทคโนโลยีเทเลเมดีซีนเข้าด้วยกัน ยกระดับสถานพยาบาลสังกัด กทม.ทั้งระบบ ตั้งโรงพยาบาลสัตว์แบบมีที่พักสัตว์ป่วย ปฏิรูปการใช้ประโยชน์ที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนจาก “พื้นที่ปลูกพืชเพื่อลดภาษี” ให้เป็น “พื้นที่กิจกรรมและลานกีฬาเพื่อประชาชน” เพื่อให้เยาวชนและคนเมืองมีพื้นที่ออกกำลังกายฟรีใกล้บ้าน
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ผู้ว่าฯ กทม.ในยามวิกฤตไม่ใช่แค่ผู้บริหารที่คอยดูแลข้าราชการประจำทำงาน แต่ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ เป็นผู้ปกป้องประชาชนที่เที่ยงธรรม เป็นสถาปนิกแห่งความยั่งยืน และหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเป็นผู้ประสานสิบทิศ ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างไร้รอยต่อ
“วิกฤตครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่ตนจะนิ่งเฉยได้ ผมไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้ว่าฯ ที่เป็นเสมือนแม่บ้านในยามสงบ แต่ผมเสนอตัวมาเป็นแม่ทัพ เพื่อพาพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและปลอดภัย วิกฤตโลกทำให้เราหวาดกลัว วิกฤตส่วยทำให้เราสิ้นหวัง วิกฤตรายจ่ายครอบครัวทำให้เราหมดพลัง แต่ผมมาที่นี่เพื่อยืนยันว่าทุกปัญหามีทางออก หากเรากล้าที่จะรื้อระบบเก่า และสร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะกรุงเทพฯ คือบ้านของเรา ผมพร้อมใช้ทุกประสบการณ์เพื่อบริหาร ดูแลและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบเมืองที่ปลอดภัย เมืองที่มีอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ลูกหลานของเรา พร้อมขอให้เดินไปกับผม เพื่อเปลี่ยนอนาคตของกรุงเทพฯ เปลี่ยนอนาคตของพวกเรา เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของทุกคน” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ได้มีการเปิดตัวทีมงานด้านต่างๆ ประกอบด้วย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เป็นประธานที่ปรึกษาด้านการเงินการคลัง, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขและสังคม, นายปณชัย แดงอร่าม ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ด้านวิศวกรรม, พล.ต.นพรัตน์ แป้นแก้ว ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ด้านความปลอดภัย, นายอาทิตย์ เล่าสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและวางผังสถาปัตย์ รวมถึง นายอภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง เป็นคณะทำงาน