นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์โรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา มีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวัง หากเฝ้าระวังได้ดี ก็น่าจะไม่มีการหลุดของเคสเข้ามา แต่ถ้ามีเคสหลุดเข้ามาแล้ววินิจฉัยช้า ก็จะเกิดเคสที่มากขึ้นในประเทศไทยได้ ซึ่งปัจจุบันมีคนเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้เข้าไทยด้วยเที่ยวบินแบบต่อเครื่อง เฉลี่ยวันละ 5-7 ราย เพราะตอนนี้ไม่มีเที่ยวบินตรงเข้าไทย แต่ใน 2 วันที่ผ่านมาพบว่ามีผู้เดินทางมากขึ้นเป็น 10 รายขึ้นไป สูงสุด 19 ราย ที่ประชุมมีมติยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคอีโบลา สำหรับผู้เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และประเทศยูกันดา โดยเปลี่ยนจากมาตรการ “รายงานตัวและสังเกตอาการในเวลา 21 วัน” เป็น “กักตัว 21 วัน” โดยมีผลทันทีในเที่ยวบินที่กำลังเข้ามา หลังพบจำนวนผู้เดินทางเข้าไทยเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการติดตามตัวประมาณ 2-3 ราย มีการเปลี่ยนสถานที่พัก เปลี่ยนโรงแรมหลายที่ เป็นภาระในการติดตามและมีโอกาสหลุดได้
ที่ประชุมจึงมีมติให้ยกระดับมาตรการ โดยผู้เดินทางจาก 2 ประเทศดังกล่าว จะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว 21 วันทันทีตั้งแต่เดินทางถึงประเทศไทย แม้ไม่มีอาการป่วย ซึ่งกรมควบคุมโรคจะเป็นผู้จัดสถานที่กักกันโรค หรือ Quarantine ให้ในช่วงแรก โดยเบื้องต้นใช้พื้นที่ภายในกรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร เป็นสถานที่รองรับ โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลรายวัน แต่กรณีที่มีอาการป่วยก็ต้องเข้าสู่การรักษาในสถานพยาบาล ส่วนค่าใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หน่วยงานจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ แต่หลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว ที่ผู้เดินทางรับทราบแล้ว ก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เมื่อถามถึงค่าใช้จ่ายในการกักตัวรวมถึงการแจ้งต่อสายการบินและผู้เดินทางจากประเทศต้นทาง นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับสายการบินต่างๆ และทำรายการค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในระหว่างกักตัว แต่ทั้งนี้ช่วง 72 ชั่วโมงแรกที่ผู้เดินทางเข้ามา กรมควบคุมโรคจะดูแลให้ก่อน เพราะไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่หลังจากนั้นจะต้องเรียกเก็บจากผู้เดินทาง ส่วนคนไทยจะไม่มีค่าใช้จ่าย
ถามถึงการคัดแยกผู้เดินทางในเที่ยวบินเดียวกันแต่บางคนอาจไม่ได้มาจาก 2 ประเทศที่กำหนด นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรงจาก 2 ประเทศดังกล่าว เป็นการต่อเครื่องที่ประเทศอื่น แต่ในการประเมินความเสี่ยงตอนนี้ เราจะให้กักกันโรคเฉพาะผู้เดินทางจาก 2 ประเทศที่กำหนด ส่วนผู้เดินทางร่วมเที่ยวบินในประเทศอื่น ไม่ต้องกักกันโรค
ถามย้ำว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการปัจจุบัน ยังไม่มีการห้ามเดินทางเข้าประเทศจากคองโกและยูกันดา โดยกระทรวงสาธารณสุขจะประเมินสถานการณ์เป็นระยะ หากสถานการณ์คลี่คลาย หรือจำนวนผู้เดินทางลดลง อาจมีการปรับมาตรการอีกครั้งในอนาคต
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า เราประเมินการจากควบคุม เนื่องจากผู้เดินทางเข้ามา ไม่ให้ความร่วมมือ และมีจำนวนมากขึ้น คาดว่าจะตามไม่ได้หมด จึงควรให้มีการกักตัว ส่วนมาตรการจะคงอยู่นานแค่ไหน จะต้องประเมินอีกครั้ง เช่น สถานการณ์โรคของประเทศต้นทาง การเดินทางเข้าลดลง ก็ค่อยปรับมาตรการ ซึ่งมาตรการนี้เข้มข้นกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด
ถามต่อว่าการไม่ให้ความร่วมมือของผู้เดินทางในการเฝ้าระวังติดตามอาการป่วย 21 วัน เป็นอย่างไรบ้าง นพ.เอนก กล่าวว่า นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่าหลังจากที่ให้ผู้เดินทางสังเกตอาการเองที่โรงแรม แต่พบปัญหาว่าเขาไม่ได้เข้าพักในโรงแรมตามที่แจ้งไว้ หลังจากนั้นก็เพิ่มมาตรการด้วยการจัดรถไปส่งที่โรงแรม แต่ก็ยังพบปัญหาว่า โรงแรมเริ่มไม่อยากรับผู้เข้าพักที่มาจากพื้นที่เสี่ยง จากปัญหาและสถานการณ์โรค ประเมินว่าประเทศไทยจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากไม่มีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น จึงเพิ่มมาตรการเป็นกักกันโรค ในสถานกักกัน ส่วนผู้เดินทางที่เข้ามาก่อนหน้านี้ ติดตามตัวได้ทุกคนแล้ว แต่ก็ทำได้ค่อนข้างลำบากมาก ต้องใช้ทรัพยากรเจ้าหน้าที่เยอะ แต่ทั้งหมดไม่มีอาการป่วย จึงไม่ต้องติดตามผู้สัมผัสกับผู้เดินทางรายนั้นๆ ทั้งนี้ ยอดรวมผู้เดินทางจาก 2 ประเทศดังกล่าวเข้าประเทศไทยสะสมราวๆ 100 ราย และจะมีเดินทางเข้ามาอีก