ย้อนผลงานฝีมือตั้ม ก่อนโด่งดัง "เบี้ยวกินฉี่" และ "คดีเจ๊อ้อยกว่า 70 ล้าน"
หากย้อนกลับไปก่อนที่ชื่อของ "ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด" จะกลายเป็นศูนย์กลางข่าวจากคดีเจ๊อ้อยและข้อพิพาททางการเงินมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท รวมถึงสารพัดประเด็นที่ถูกเปิดเผยในช่วงปีที่ผ่านมา มีอีกหนึ่งคดีที่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการทำงานของทนายคนดังรายนี้ นั่นคือคดีของอดีตนักแสดงสาว "เอมี่ อาเมเรีย จาคอป" หรือ "เอมี่ ธิดาวานร"
เมื่อเดือนกันยายน 2560 เอมี่ถูกจับกุมพร้อมแฟนหนุ่ม ภายในบ้านพัก พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาไอซ์และยาอี คดีดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ เนื่องจากเอมี่เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น
ภายหลังการจับกุม เอมี่ยืนยันว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงการเสพยาเสพติด แต่ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับยาเสพติดที่พบในบ้าน ขณะที่ทนายตั้มเข้ามารับหน้าที่เป็นทนายความในการต่อสู้คดี
ต่อมาในปี 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเอมี่มีความผิดฐานเสพยาเสพติด แต่ยกฟ้องข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย ซึ่งถือเป็นข้อหาหนักที่มีโทษร้ายแรงกว่าอย่างมาก ส่งผลให้เอมี่รอดพ้นจากโทษจำคุกระยะยาวในเวลานั้น
หลังคำพิพากษา ทนายตั้มออกมาแถลงข่าวยืนยันว่าการต่อสู้คดีเป็นไปตามพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อเท็จจริงทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ผลคดีดังกล่าวกลับสร้างข้อถกเถียงตามมาอย่างหนัก มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบกระบวนการดำเนินคดี การนำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล รวมถึงการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ในเวลาต่อมา ตำรวจได้ดำเนินคดีกับทนายตั้มในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี และข้อกล่าวหาเรื่องปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าถูกกลั่นแกล้งทางกฎหมาย
จุดที่น่าสนใจคือ แม้เอมี่จะรอดจากข้อหาหนักในศาลชั้นต้น แต่เมื่อคดีเดินทางต่อไปถึงชั้นอุทธรณ์ ผลคำพิพากษากลับเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษในข้อหาค้ายาเสพติด และต่อมามีการออกหมายจับ หลังปรากฏข้อมูลว่าเอมี่ได้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปก่อนหน้านั้น
จนถึงวันนี้ เอมี่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ และไม่เคยกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยอีกเลย
ด้วยเหตุนี้ คดีเอมี่จึงยังคงเป็นหนึ่งในคดีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุดทุกครั้งที่ชื่อของทนายตั้มตกเป็นข่าว
หลายคนมองว่า ไม่ว่าจะชื่นชอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ทนายตั้มอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าในยุครุ่งเรือง เขาเป็นทนายที่มีชั้นเชิงในการต่อสู้คดีสูง สามารถใช้ข้อกฎหมายและต่อสู้กับพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้คดีที่ดูเหมือนจะปิดทางรอด กลับมีผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่สังคมคาดการณ์
ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อบทบาทของเขาก็มองว่า ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นคือ ผู้ต้องหาคดีสำคัญสามารถหลุดจากข้อหาหนักในชั้นต้น ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศ และไม่กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกเลย
แม้จนถึงวันนี้จะยังมีข้อถกเถียงว่ากระบวนการต่าง ๆ ในคดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสามารถทางกฎหมายล้วน ๆ หรือมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คดีเอมี่ได้กลายเป็นตราบาปทางสังคมที่ยังคงถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงทุกครั้งที่ชื่อของทนายตั้มกลับมาอยู่ในหน้าข่าว
และเมื่อมองย้อนกลับจากคดีเอมี่ มาถึงคดีเจ๊อ้อย มูลค่ากว่า 70 ล้านบาทในปัจจุบัน หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า คดีที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ทนายตั้มในอดีต อาจกำลังย้อนกลับมาหลอกหลอนเจ้าตัวอีกครั้งในวันที่สถานการณ์ชีวิตและสถานะทางกฎหมายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
NEWS1 รายงาน