xs
xsm
sm
md
lg

‘สงครามของอเมริกา’ทำให้ ‘อิหร่าน’ผงาดเด่นเหนือใครๆ ใน ‘อ่าวเปอร์เซีย’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อิหร่านผงาดขึ้นจากสงครามด้วยความเข้มแข็งและมีพลังขับดันมากขึ้นกว่าเดิม  สำหรับภาพนี้เป็นภาพหญิงอิหร่านถือธงที่มีรูปของผู้นำสูสดของอิหร่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ อยาตอลเลาะห์ รูฮัลเลาะห์ โคไมนี (ขวา), อาลี คอเมเนอี (ซ้าย), และ ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน โมจตาบา คอเมเนอี (กลาง)
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/how-americas-war-crowned-iran-as-the-gulfs-new-hegemon/)

How America’s war crowned Iran as the Gulf’s new hegemon
by Leon Hadar
22/06/2026

เครดิตความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯในสายตาของพวกหุ้นส่วนในอ่าวเปอร์เซียกำลังเสื่อมทรุดสูญสลาย ขณะที่คณะผู้นำชุดใหม่ที่ผ่านการหล่อหลอมจากไฟสงครามของอิหร่าน เป็นพวกที่เอาชนะได้ยากยิ่งกว่าผู้นำชุดเดิม, อายุน้อยกว่าชุดเดิม, และก็เฉียบคมมากกว่าชุดเดิม

มันช่างเป็นการหักมุมแบบตลกร้ายอย่างพิลึกกึกกือ --ชนิดที่ต้องจดจำบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ทีเดียว –สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯเปิดฉากการปฏิบัติการในตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อทำลายอิหร่านให้หลุดออกจากฐานะความเป็นมหาอำนาจรายหนึ่งของภูมิภาค แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม มันจบลงด้วยการกลายเป็นการเสริมความหนักแน่นมั่นคงให้แก่ฐานะที่เหนือล้ำกว่าเพื่อนบ้านใดๆ ของเตหะราน

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความย้อนแย้ง ไม่ใช่เป็นการพลิกล็อกชนิดที่ไม่น่าเกิดขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามมันเป็นแบบแผนชนิดสมควรจะต้องเป็นเช่นนี้แหละ ใครก็ตามที่ให้ความใส่ใจกับนโยบายการต่างประเทศของอเมริกันในตะวันออกกลางในระยะเวลาราว 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะต้องตระหนักรับรู้ขึ้นมาในทันที เพราะมันคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว รวมทั้งพวกเราจำนวนมากก็ได้เคยพูดเอาไว้แล้วล่วงหน้าตลอดจนเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ว่ามันจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ผมเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “Quagmire” ของผมตั้งแต่เมื่อปี 1992 ว่า สหรัฐฯนั้นไม่ได้มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ใดๆ เลยสำหรับการที่จะเข้าไปเป็นตุลาการผู้ตัดสินชี้ขาดถาวรของการเมืองในตะวันออกกลาง รวมทั้งไม่มีศักยภาพ –ไม่ว่าในทางการทหาร, ทางวัฒนธรรม, และทางสถาบัน— ที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เกิดการเปลี่ยนโฉมไปตามภาพลักษณ์ของอเมริกาเอง
(หมายเหตุผู้แปล - หนังสือเรื่อง Quagmire: America in the Middle East (Cato Institute, 1992) หล่มโคลน: อเมริกาในตะวันออกกลาง (จัดพิมพ์โดยสถาบันคาโต ปี 1992))

ผมเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “Sandstorm” ในปี 2005 ว่า การที่สหรัฐฯเข้ารุกรานและยึดครองอิรัก ไม่ได้สามารถกำจัดอำนาจอิทธิพลของอิหร่านให้หมดสิ้นไปจากที่นั่น หากแต่กลับเพิ่มพูนอิทธิพลดังกล่าวขึ้นมาอย่างมหาศาล ด้วยการขจัดสิ่งที่เป็นตัวถ่วงคอยทัดทานอิทธิพลเตหะรานตัวใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (ซึ่งได้แก่ ระบอบปกครองซัดดัม ฮุสเซน ในอิรัก -ผู้แปล) และส่งมอบรัฐอิรักให้แก่ชาวชิอะห์ผู้เป็นคนส่วนข้างมากของประเทศนั้น
(หมายเหตุผู้แปล - Sandstorm: Policy Failure in the Middle East (Palgrave Macmillan, 2005) พายุทะเลทราย: ความล้มเหลวทางนโยบายในตะวันออกกลาง (สำนักพิมพ์พัลเกรฟ แมคมิลแลน ปี 2005))

การตอบสนองของวอชิงตันต่อข้อโต้แย้งทั้งสอง ไม่ว่าในตอนนั้นหรือในตอนนี้ ก็คือ ผลิตเอกสารจากพวกองค์การคลังสมองทั้งหลายออกมาเพิ่มขึ้น, จัดการประชุมไต่สวนสาธารณะของวุฒิสภาให้มากขึ้น, และก็เปิดฉากทำสงครามเพิ่มมากขึ้น

เวลานี้เรากำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาภายหลังจากการวนซ้ำรอบล่าสุดของความหายนะนี้ และภาพก็กำลังปรากฏออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัดไม่มีผิดพลาดมากขึ้นทุกทีๆ นั่นคือ อิหร่านได้ผงาดขึ้นมาจากสงครามปี 2026 ไม่ใช่ในฐานะเป็นรัฐที่แตกร้าวเสียหาย หากแต่ในฐานะเป็นมหาอำนาจผู้โดดเด่นยิ่งกว่าใครๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

พวกผู้นำทางศาสนาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัญญาว่าจะกวาดล้างออกจากเวทีนั้น ได้ถูกคนอื่นแทนที่จริงๆ นั่นแหละ –ทว่าแทนที่โดยคณะผู้นำทางทหารที่แข็งกร้าวยิ่งกว่า, หนุ่มแน่นกว่า, และมีศักยภาพมากกว่า ภายใต้ โมจตาบา คอเมเนอี และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps) ซึ่งได้ปลดเปลื้องผละจากการตีความในทางเทววิทยาแบบมุ่งเน้นการพิทักษ์ป้องกันของคณะผู้นำยุคก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม และหันมายอมรับประยุกต์ใช้การคิดคำนวณเชิงยุทธศาสตร์แบบไร้อารมณ์ความรู้สึกของรัฐซึ่งทราบดีว่าตนเองรอดชีวิตมาได้ และก็ทราบดีว่าตนเองรอดพ้นจากอะไรมา

นี่ไม่ใช่อิหร่านที่ได้ยอมลงนามในข้อตกลง JCPOA แต่นี่คืออิหร่านซึ่งเพิ่งเข้าสู่สงครามมาและเป็นฝ่ายชนะ

(หมายเหตุผู้แปล - ข้อตกลง JCPOA ซึ่งย่อมาจาก Joint Comprehensive Plan of Action แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน" เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่กระทำกันสำเร็จเสร็จสิ้นขั้นสุดท้ายในปี 2015 ภายหลังการเจรจาอย่างยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 ซึ่งหมายถึงชาติสมาชิกถาวรทั้ง 5 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อันได้แก่ สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, และจีน บวกกับอีก 1 คือ เยอรมนี ตลอดจนสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้มีอันต้องพังครืนลง โดยเริ่มต้นจากการที่สหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนตัวออกไปในปี 2018 ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Iran_nuclear_deal และ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1)

ตรงนี้คงต้องขออธิบายลงรายละเอียดสักหน่อย คำว่า “ชนะ” สงครามในที่นี้หมายความว่าอะไร เพราะพวกผู้คอยปกป้องวอชิงตันจะต้องโต้แย้งการใช้คำๆ นี้ แน่นอนทีเดียว อิหร่านไม่ได้ชนะในความหมายที่ว่าสร้างความพ่ายแพ้ให้แก่สหรัฐฯในทางการทหาร –ไม่มีใครหรอกที่กำลังเสนอแนะว่า IRGC ได้ทำให้ทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯแตกกระเจิง

แต่อิหร่านประสบชัยชนะในแง่มุมความหมายอันทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ กล่าวคือ พวกเขาสามารถรักษาระบอบปกครองเอาไว้ได้, สาธิตให้เห็นคุณสมบัติของความหยุ่นตัว ที่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมภายหลังถูกบีบอัดอย่างแรงไม่ว่าในทางการทหารหรือขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม, ทำลายเจตจำนงทางการเมืองของพวกข้าศึกของตนในการดำเนินการสงครามต่อไปอีก, และผงาดขึ้นภายหลังสงครามโดยมีความถูกต้องชอบธรรมที่จะดำรงคงอยู่เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมในระดับภายในประเทศ อีกทั้งเกียรติศักดิ์ศรีก็ได้รับการยกระดับขึ้นกว่าเดิมในตลอดทั่วทั้งภูมิภาค

พวกเขารอดชีวิตมาได้จากความพยายามในการเด็ดหัวคณะผู้นำ พวกเขาสร้างกองกำลังขีปนาวุธของตนขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่ถูกคาดหมายเอาไว้ และมาถึงตอนนี้ เมื่อมองกันในแง่ปฏิบัติแล้ว พวกเขาสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในหนทางซึ่งทำให้พวกเขามีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจโลก ซึ่งการปรากฏตัวอย่างสะพรั่งพรึบพรับของนาวีอเมริกันยังคงไม่สามารถที่จะลบล้างลงไปได้อย่างง่ายดาย

ทรัมป์ประกาศ “ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จและอย่างสมบูรณ์แบบ” เมื่อตอนต้นเดือนมีนาคม แต่พอถึงเดือนมิถุนายน ภาพกลับเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นแบบแผนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว พวกคนอเมริกันซึ่งอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ช่างมีความรู้ความสามารถอันโดดเด่นในการรีบเร่งประกาศชัยชนะในจังหวะเวลาที่ผลสืบเนื่องของสงครามยังคงกำลังเริ่มต้นสะสมตัวอยู่เลย

ธรรมเนียมประเพณีของพวกเชื่อถือแนวคิดสัจนิยม (realist) ในนโยบายการต่างประเทศอเมริกัน—นั่นคือ ธรรมเนียมประเพณีของ จอร์จ เคนนัน (George Kennan), ของ ฮันส์ มอร์เกนทาว (Hans Morgenthau), ของสถาบันคาโต (Cato Institute) ซึ่งผมเคยทำงานที่นั่นอยู่หลายปี – ได้มีการเตือนเอาไว้อย่างชัดเจนทีเดียวว่าอย่าได้กระทำเช่นนี้ แนวคิดนี้เตือนนักเตือนหนาว่า รัฐต่างๆ ย่อมมีผลประธยชน์แห่งชาติซึ่งฝังรากลึกอยู่ในลักษณะทางภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์ความเป็นมา, และโครงสร้างทางประชากร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถล่มทิ้งระเบิดให้สูญสลายไปได้

มันเตือนให้ตระหนักว่า อิหร่าน ที่เป็นอารยธรรมเก่าแก่อายุ 3,000 ปี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประชากร 90 ล้านคน รวมทั้งมีที่ตั้งอยู่ตรงจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยคร่อมอยู่บนเส้นทางน้ำสำคัญที่สุดของโลกหลายๆ เส้นทางนั้น ไม่ใช่เป็นปัญหาที่จะสามารถแก้ไขคลี่คลายได้ด้วยการรณรงค์เปิดศึกถล่มโจมตีทางอากาศ

มันสะกิดใจให้ระแวดระวังว่าความคิดจินตนาการเพ้อฝันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิร่าน ซึ่งสามารถล่อลวงให้ผู้คนที่ไม่เคยอ่านงานของ คาร์ล ฟอน เคลาสวิตซ์ (Carl von Clausewitz นักยุทธศาสตร์การทหารชื่อดัง) อย่างจริงจังให้หลงผิดติดบ่วงนั้น มีความโน้มเอียงที่จะผลิตรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจต่อๆ มา ซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลที่ว่าได้ใช้ฟังอะไรหรอก หากแต่เป็นศัตรูในเวอร์ชั่นที่เต็มไปด้วยความคิดรุนแรง, มีอารมณ์ชาตินิยมจัด, และนิยมแนวทางใช้กำลังทหาร ชนิดที่ใครๆ ย่อมต้องการหาทางกำจัด

พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียนั้นเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี และเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขา –ยกเว้นเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความลำเอียงและมีบุคลิกชอบเยาะเย้ยถากถาง—จึงปฏิเสธไม่ยอมให้วอชิงตันเข้าไปใช้น่านฟ้าของพวกเขา รวมทั้งแสดงออกต่อสาธารณชนว่าคัดค้านสงครามครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่ปกติวิสัยของพวกเขาเลย

พวกเขานั้นพำนักอาศัยอยู่ข้างๆ อิหร่าน พวกเขาไม่สามารถแบกรับได้ไหวหรอกในการไปสำคัญผิดผู้เป็นปรปักษ์ที่เพียงแค่อ่อนแอลงชั่วคราว ว่าเป็นผู้ที่พ่ายแพ้ปราชัยอย่างถาวรแล้ว พวกเขาทราบดีว่า อิหร่านภายหลังสงคราม ไม่ว่าโครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไรก็ตามที จะยังคงอยู่ที่นั่นต่อไปเมื่อพวกเขาลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น และถึงยังไงพวกเขาก็จะต้องเจรจาต่อรองด้วย บนเงื่อนไขที่ว่าพวกเขายังจะต้องอยู่ร่วมกันกับอิหร่านต่อไปอีกยาวนาน หลังจากที่พวกหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันพากันเดินทางกลับบ้านแล้ว

การคาดคำนวณอย่างผิดพลาดคราวนี้ ไม่ได้เป็นผลลัพธ์จากความล้มเหลวทางด้านข่าวกรองแบบที่นิยามจำกัดความในความหมายแคบๆ เรื่องข่าวกรองนั้นพิจารณาจากแง่มุมแทบทั้งหมดแล้ว แท้ที่จริงได้ให้ข้อมูลข่าวสารอันถูกต้องสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะในเรื่องขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน, ความเข้มแข็งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธของพวกเขา, และความพรักพร้อมของ IRGC สำหรับการรณรงค์ทำศึกอย่างยืดเยื้อ

ความล้มเหลวอยู่ที่ด้านการเมืองและการคาดคำนวณในทางยุทธศาสตร์ นั่นคือ ความล้มเหลวของการวินิจฉัยตัดสิน ณ ระดับสูงสุด ซึ่งมีรากเหง้าอย่างเดียวกันกับความคิดสุดฝันเฟื่องเมื่อครั้งมีการจัดส่งทหารอเมริกันเข้าไปในกรุงแบกแดดปี 2003 ด้วยความวาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างชื่นชมยินดีด้วยดอกไม้สวยสดงดงาม

วอชิงตันทำให้ตัวเองเชื่อว่า การที่อิหร่านแสดงท่าทียับยั้งชั่งใจในปี 2024 และปี 2025 คือหลักฐานสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนปวกเปียก ทั้งที่จริงแล้ว ก็ดังที่ผมได้เขียนเอาไว้ในตอนนั้น มันคือหลักฐานของการอดทนอดกลั้นต่างหาก

คณะผู้นำอิหร่านได้ศึกษาสงครามอิรักปี 2003 พวกเขายังได้ศึกษาเหตุการณ์ที่ฝ่ายตะวันตกเข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหารในลิเบียเมื่อปี 2011 พวกเขาสรุปผลออกมาได้อย่างเดียวกับที่นักยุทธศาสตร์ผู้เคร่งครัดจริงจังคนไหนก็ตามทีก็คงได้คำตอบทำนองเดียวกัน กล่าวคือ การปฏิบัติการทางทหารของอเมริกันในภูมิภาคนี้มีความโน้มเอียงที่จะกระทำอย่างรวดเร็วในระยะแรกๆ และหลังจากนั้นอาการขาดไร้วัตถุประสงค์ก็จะเพิ่มพูนขึ้นทุกที ดังนั้น สำหรับศัตรูที่ตกเป็นเป้าหมายของอเมริกา ยุทธศาสตร์ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดก็คือต้องหาทางเอาตัวรอดจากการถูกโจมตีในช่วงต้นๆ ให้ได้, สงวนรักษาขีดความสามารถเอาไว้, และรอคอยให้เจตนารมณ์ทางการเมืองของอเมริกันซึ่งจะกัดกร่อนเสื่อมโทรมลง

นี่ไม่ใช่มุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งอะไร แต่มันเป็นตรรกะทางยุทธศาสตร์ของการรณรงค์สู้รบแบบอสมมาตรที่ประสบความสำเร็จแทบทุกครั้งในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ผลต่อเนื่องต่างๆ ที่กำลังถูกบันทึกเอาไว้ตลอดทั่วทั้งตะวันออกกลางในเวลานี้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถคาดทายได้ล่วงหน้าอยู่แล้วสำหรับใครก็ตามที่ไม่ได้เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองอย่างลมๆ แล้งๆ เครดิตความน่าเชื่อถือของอเมริกาในสายตาของบรรดาหุ้นส่วนในอ่าวเปอร์เซียกำลงเสียหายยับเยิน –ไม่ใช่เพราะอเมริกาเปิดฉากสงครามคราวนี้ขึ้นมา แต่เนื่องจากอเมริกายังคงเปิดฉากสงครามครั้งนี้ทั้งๆ ที่พวกเขาแสดงการคัดค้านทัดทานอย่างเปิดเผย, แล้วสงครามนี้ยังพลอยทำให้พวกเขาเจอลูกหลงได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากการที่ไม่สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลพุ่งพรวดพราด แถมจากนั้นอเมริกายังล้มเหลวไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ใดๆ ดังที่พวกเขาสัญญาเอาไว้ว่ามันจะสร้างความชอบธรรมให้แก่การปฏิบัติการครั้งนี้

สหรัฐฯเพิ่งสาธิตให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเขาเป็นหุ้นส่วนที่ไม่สามารถคาดทายล่วงหน้าได้ เป็นหุ้นส่วนซึ่งพันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ต่างต้องขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นของคณะบริหารชุดใดก็ตามทีซึ่งบังเอิญเข้ารับตำแหน่งอยู่ในตอนนั้นพอดี

เวลาเดียวกัน คณะผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านก็เพิ่งได้เรียนรู้บทเรียนของสงครามด้วยความกระจ่างชัดเจนอย่างชนิดไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เจือปน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดตามมาภายหลังผ่านประสบการณ์เฉียดใกล้ความตาย พวกเขาได้สละลัทธิต่อต้านอเมริกันแบบเน้นการแสดงออกในยุคโคไมนี – ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเวทีการแสดงพอๆ กับที่เป็นนโยบาย— และแทนที่ด้วยอะไรบางอย่างซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงมีอันตรายเพิ่มขึ้นด้วย อันได้แก่ การกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งเน้นหนักที่การป้องปรามโดยอาศัยขีดความสามารถ แทนที่จะเป็นการป้องปรามโดยผ่านวาทกรรม

ผู้นำรุ่นใหม่ที่กำลังบริหารสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้อยู่ ไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจจากการทำหน้าที่ปกป้องการปฏิวัติ พวกเขาขึ้นสู่อำนาจด้วยการเข้าบริหารรัฐๆ หนึ่งซึ่งเพิ่งสามารถรอดชีวิตมาได้จากความพยายามของอภิอำนาจที่จะทำลายมันให้พังพินาศ นี่ย่อมเป็นการขึ้นครองอำนาจชนิดที่แตกต่างออกไป และมันก็ผลิตนโยบายการต่างประเทศชนิดที่ผิดแผกออกไปด้วย

ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับตะวันออกกลางและนโยบายการต่างประเทศอเมริกันมาเป็นเวลา 4 ทศวรรษแล้ว ในช่วงเวลาเหล่านั้น ผมเฝ้ามองวอชิงตันกระทำความผิดพลาดประเภทเดียวกันด้วยความสม่ำเสมออย่างเตะตายิ่ง เป็นต้นว่า มีความสับสนปนเประหว่างความปรารถนาที่จะได้ผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง กับการวิเคราะห์เพื่อให้บรรลุผลเช่นว่านั้น, ความเข้าใจผิดจากการมองว่าฐานะครอบงำทางการทหารนั้นคือการมีอิทธิพลทางการเมือง, และการปฏิเสธหลักปฏิบัติที่ว่า ก่อนดำเนินการแทรกแซงใดๆ จะต้องตั้งคำถามซึ่ง เคลาสวิตซ์ ระบุเอาไว้ว่า เป็นพันธะผูกพันที่ผู้เป็นรัฐบุรุษพึงต้องกระทำ คำถามเหล่านี้ได้แก่ สงครามชนิดไหนที่เรากำลังจะเข้าร่วม, และสงครามนี้มีจุดสิ้นสุดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างไรได้บ้าง?

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ถ้าหากได้ถูกถามขึ้นมาอย่างจริงยังในช่วงต้นปี 2026 แล้ว มันก็ย่อมจะชี้ไปสู่การจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยผ่านการเจรจากัน, ชี้ไปสู่ยุทธศาสตร์ของการปิดล้อมและการป้องปรามด้วยความอดทน ซึ่งสหรัฐฯได้เคยใช้ในการบริหารจัดการภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตเป็นระยะเวลา 4 ทศวรรษโดยที่ไม่ถึงกับลามปามไปสู่การตอบโต้กันด้วยอาวุธนิวเคลียร์แม้สักครั้งเดียว, ชี้ไปในทางตระหนักยอมรับถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศที่มีขนาด, ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์, และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์อย่างของอิหร่านนี้ ไม่สามารถที่จะกำจัดให้สิ้นซากไปจากสมการของภูมิภาคได้ และจะต้องใช้วิธีเข้าบริหารจัดการ

กล่าวโดยสรุป มันจะชี้ไปทางให้ใช้วิถีทางการทูตซึ่งน่าเบื่อหน่าย, ไม่มีเสน่ห์, และเรียกร้องการทำงานเชิงสถาบัน ซึ่งเหล่าผู้นำทางด้านนโยบายการต่างประเทศทั้งหมดมีความโน้มเอียงที่จะพบว่ามันไม่ได้สร้างความพึงพอใจให้อย่างเพียงพอเลย

ตรงกันข้าม สหรัฐฯได้เลือกที่จะเข้าสู่สงคราม และมาถึงตอนนี้ เมื่อสำรวจดูสภาพทางภูมิทัศน์ของตะวันออกกลางในช่วงหลังสงครามแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า คณะผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านมีการรวมศูนย์ผนึกกำลังเหนียวแน่นยิ่งขึ้น, เกียรติศักดิ์ศรีในภูมิภาคของพวกเขาเติบโตยกระดับสูงขึ้น, อำนาจการควบคุมเหนือประดาเส้นทางน้ำสำคัญยิ่งยวดทั้งหลายมีความมั่นคงยิ่งกว่าช่วงใดๆ ในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ ส่วนอิทธิพลที่อเมริกันมีต่อบรรดาหุ้นส่วนในอ่าวเปอร์เซียของตนกลับอยู่ในระดับต่ำเตี้ยสุดในรอบหลายๆ ทศวรรษ – และเราก็ถูกทอดทิ้งให้ต้องกลับมาไตร่ตรองอีกคำรบหนึ่ง ถึงความห่างไกลระหว่างสิ่งที่มีการสัญญาเอาไว้ กับสิ่งที่มีการกระทำขึ้นมาได้จริงๆ

เจ้าใหญ่เหนือใครๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯมุ่งแสวงหาหนทางทำลายนั้น กลับเป็นสหรัฐฯเองนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา นี่แหละคือบทเรียน ส่วนวอชิงตันมีศักยภาพที่จะเรียนรู้หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นอย่างที่เคยเป็นมา มันยังคงเป็นคำถามที่เปิดกว้าง

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “โกลบอล ซีต์กีสต์” (Global Zeitgeist) บนแพลตฟอร์ม “ซับสแทค” (substack) ของ ลีออน ฮาดาร์