(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/07/against-trumps-will-iran-dragging-the-us-into-a-long-war/)
Against Trump’s will, Iran dragging the US into a long war
by Jessica Genauer
10/07/2026
ระบอบปกครองอิหร่านที่ถูกสงครามทำให้มีความแข็งกร้าวยิ่งขึ้น กำลังเต็มอกเต็มใจแบกรับค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจและทางความมั่นคงที่หนักอึ้งแสนสาหัส เพื่อแสดงตนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเป็นผู้มีอำนาจควบคุม และจะไม่ยอมถอยหลังกลับ
สหรัฐฯเปิดการโจมตีต่อเนื่องเป็นชุด [1] ใส่อิหร่านอีกรอบ ในการตอบโต้กับการที่อิหร่านกำลังพุ่งเป้าเล่นงานพวกเรือพาณิชย์ต่างๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ
สิ่งเหล่านี้คือการละเมิดอย่างร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ [2] ต่อเอกสารบันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา และอาจจะเป็นสัญญาณการสิ้นสุดของการตกลงสงบศึกกันฉบับนี้ก็เป็นได้
เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการหยุดยิงเบื้องต้นกันเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวออกมาอย่างชัดเจน [3] ว่า การหยุดยิงนี้จบสิ้นลงแล้ว
ความตึงเครียดที่กำลังยกระดับบานปลายมากขึ้นเช่นนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าการหยุดยิงนี้จะไม่เปลี่ยนแปรไปสู่การมีสันติภาพกันอย่างถาวร สหรัฐฯกำลังถูกดึงลากเข้าสู่สงครามกับอิหร่านที่จะต้องกระทำกันอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯไม่ปรารถนาเลย
สู้รบเพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
จุดสะดุดติดขัดที่สำคัญที่สุดซึ่งฝ่ายอเมริกันอธิบายว่าเป็นตัวขับดันให้ต้องเปิดการโจมตีรอบล่าสุด ได้แก่ ความมุ่งมั่นตั้งใจของอิหร่านที่จะเข้าควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
เอกสารบันทึกความเข้าใจที่สองประเทศลงนามกัน ระบุว่าอิหร่านจะใช้ “ความพยายามอย่างดีที่สุด” [4] ของตน เพื่อทำให้แน่ใจว่าเรือพาณิชย์ต่างๆ สามารถแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ เป็นระยะเวลา 60 วัน
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดได้พุ่งพรวดขึ้นทันทีจากการที่เรือต่างๆ กำลังหันมาใช้ “เส้นทางโอมาน” ในการแล่นผ่านช่องแคบ เส้นทางนี้หมายถึงช่องระเบียงการเดินเรือที่สหรัฐฯรับรองให้ใช้กัน โดยที่เป็นช่องทางซึ่งแล่นเลียบชายฝั่งของโอมาน และมีการประสานงานกันในระดับนานาชาติ [5]
อิหร่านนั้นต้องการให้เรือต่างๆ ใช้เส้นทางสายที่ 2 ซึ่งแล่นเลียบไปตามชายฝั่งของอิหร่าน และมีอิหร่านคอยเฝ้าติดตามและควบคุมอย่างใกล้ชิด
ช่องแคบแห่งนี้ถึงอย่างไรก็ยังคงกว้างเกินไป [6] สำหรับอิหร่านที่จะรักษาอำนาจควบคุมเหนือเส้นทางทั้ง 2 สายนี้เอาไว้ โดยไม่ต้องใช้กำลัง หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง
อิหร่านยังแสดงให้เห็นด้วยว่า พวกเขามีความเต็มใจที่จะใช้การยิงด้วยเครื่องกระสุนจริง [7] เพื่อป้องปรามไม่ให้เรือทั้งหลายแล่นไปในเส้นทางโอมาน
การสู้รบที่สองฝ่ายมีจุดแข็งซึ่งแตกต่างกัน
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การประคองรักษาการหยุดยิงกลายเป็นเรื่องลำบากยากเย็นยิ่ง ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯและอิหร่านมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้มองเห็นว่าตัวเองกำลังเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำต้องยอมจำนน
สหรัฐฯมีจุดแข็งในเรื่องกำลังทหาร โดยมีขีดความสามารถทางการทหารชนิดที่เหนือล้ำกว่าอย่างมหาศาล
ทว่าสหรัฐฯมีจุดอ่อนในเรื่องความยืนหยัดเด็ดเดี่ยวทางการเมือง พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ในสงครามนี้แล้ว [8] รวมทั้งไม่มีความปรารถนาที่จะต้องส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน สหรัฐฯไม่ได้ต้องการขยายคลังแสงทางทหารของตนไปในการทำสงครามกับอิหร่านอย่างยาวนาน หรือต้องปรับโฟกัสเน้นหนักความพยายามทางทหารในระดับโลกของตน ไปอยู่ที่การทำศึกกับระบอบปกครองอิหร่าน
ดังนั้น ขณะที่สหรัฐฯมีขีดความสามารถทางการทหาร แต่ก็มีความเป็นไปไม่ได้อย่างสูงยิ่งที่สหรัฐฯจะใช้กำลังเข้าบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน หรือใช้กำลังเข้าเปิดการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ
แตสำหรับระบอบปกครองอิหร่านแล้ว จุดแข็งสำคัญที่สุดคือความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ทางการเมืองของพวกเขา พวกเขามีความมุ่งมั่นปักใจที่จะต้องมีชีวิตรอดต่อไป
เนื่องจากบรรดาผู้นำทางการเมืองคนสำคัญๆ ต่างถูกสังหารไปตั้งแต่ตอนเริ่มต้นสงครามคราวนี้ ระบอบปกครองนี้จึงมีแนวโน้มไปในทางแข็งกร้าวยิ่งขึ้นและเชื่อมั่นเรื่องการใช้แนวทางการทหารมากขึ้น ระบอบปกครองปัจจุบันของอิหร่านนั้นทั้งแน่วแน่ด้านความคิดอุดมการณ์, รอบรู้มีไหวพริบ, และโหดเหี้ยมดุดัน [9]
อิหร่านมีความมุ่งมั่นปักใจที่จะแสดงให้สหรัฐฯและภูมิภาคแถบนี้เห็นว่า พวกเขาคือคนที่มีอำนาจควบคุม และจะไม่ยอมถอยหลังกลับ พวกเขามีความยินดีที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจและทางความมั่นคงที่หนักอึ้งแสนสาหัสเพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายข้อนี้
ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของอิหร่านแสดงออกให้เห็นจากความเต็มใจของพวกเขาที่จะข่มขู่คุกคามบรรดาเรือพลเรือนในช่องแคบ ด้วยโดรนและเรือโจมตีที่มีขนาดเบาและทรงประสิทธิภาพคุ้มค่า
จุดอ่อนสำคัญที่สุดของระบอบปกครองอิหร่านอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ [10] อิหร่านได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจและทางการทหารอย่างมหาศาลโดยเป็นผลประการหนึ่งของสงครามครั้งนี้ อิหร่านไม่สามารถทนทานต่อการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างยาวนานของสหรัฐฯอีกรอบหนึ่ง ตลอดจนการถูกสหรัฐฯโจมตีถล่มทางอากาศใส่โครงสร้างพื้นฐานและพวกเป้าหมายทางทหารอย่างไม่เลิกรา
อำนาจของการเมืองภายในประเทศ
การที่สภาพภูมิทัศน์ภายในประเทศของสหรัฐฯและของอิหร่านมีความแตกต่างกันเหลือเกิน กำลังเป็นพลังขับดันให้สองฝ่ายนี้ขยับเข้าใกล้การฉีกข้อตกลงหยุดยิงทิ้งไป
ในอิหร่านนั้น ก็ดังที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ข้างต้น สงครามคราวนี้ได้นำไปสู่ระบอบปกครองที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น โดยมีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) เป็นผู้เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองอย่างมั่นคงเหนียวแน่นยิ่งขึ้น [11] พวกผู้นำอิหร่านนั้น อย่าว่าแต่การยินยอมอ่อนข้อเลย กระทั่งแค่พูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯเท่านั้น ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคิดคดทรยศทางการเมืองอย่างร้ายแรงที่สุดแล้ว
ดังที่มีตัวอย่างในประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นกันมาแล้ว ทั้งกรณีลอบสังหารประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต ของอียิปต์ในปี 1981 [12] และนายกรัฐมนตรียิซฮัค ราบิน ในอิสราเอล ในปี 1995 [13] พวกผู้นำอาจกำลังนำเอาชีวิตของตนเองเข้าสู่แดนประหารทีเดียว ถ้าหากพวกเขทำความตกลงกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถูกพวกสายแข็งในประเทศของพวกเขาเอง พิจารณาว่าเป็นศัตรูชนิดที่จะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
สภาพเช่นนี้ขับดันให้อิหร่านมุ่งเน้นหนักไปที่การต้องมีอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ และการแสดงท่าทีที่ดูเหมือนไม่ยอมประนีประนอม แทนที่จะยินยอมอ่อนข้อเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการลดทอนมาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตลอดจนจากกองทุนฟื้นฟูบูรณะมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ [14] ที่มีการให้สัญญากันเอาไว้
ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ อยู่ในสภาพที่ไม่ต้องการหวนกลับไปสู่การทำสงครามอย่างเต็มพิกัดอีกคำรบหนึ่ง สืบเนื่องจากไม่ได้รับความสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมากภายในประเทศ [15]
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงได้รับอิทธิพลจากบางคนบางฝ่ายในสหรัฐฯที่ไม่ต้องการจะเห็นสหรัฐฯก้าวเดินออกจากสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ [16] โดยที่ไม่ได้มีการทำความตกลงใดๆ ในประเด็นปัญหานิวเคลียร์ และปล่อยให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมอย่างเต็มที่เหนือช่องแคบฮอร์มุซ
ทรัมป์นั้นคาดหวังว่าอิหร่านจะยินยอมร่วมมือด้วยตามที่ระบุเอาไว้ในเอกสารบันทึกความเข้าใจ สืบเนื่องจากผลประโยชน์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่จะให้แก่อิหร่านตามที่ระบุสัญญาเอาไว้ในเอกสารฉบับนี้ ทว่าเขากำลังประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงไปมากมายเหลือเกิน ในเรื่องความมุ่งมั่นปักใจของอิหร่านที่จะยืนกรานฐานะครอบงำเหนือช่องแคบฮอร์มุซและเข้าควบคุมเหนือภูมิภาคแถบนี้
สถานการณ์จะเป็นยังไงต่อไป?
การที่ทรัมป์มีท่าทีสงบปากสงบคำในเรื่องการทำให้สถานการณ์กลับบานปลายขยายตัวอย่างเต็มพิกัดอีครั้งหนึ่ง หมายความว่าเราไม่น่าจะหวนกลับไปสู่สงครามอันดุเดือดรุนแรงอย่างที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน การที่อิหร่านมีความมุ่งมั่นปักใจที่จะสำแดงอำนาจควบคุม หมายความว่าเราก็ไม่น่าที่จะได้เห็นการรักษาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเอาไว้ได้ หรือจะมีการทำข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นแก่นสารออกมาในช่วงเวลาต่อจากนี้
ฉากทัศน์ที่น่าจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดก็คือ เราจะหวนกลับไปสู่สถานะเดิมในช่วงเวลาระหว่างการหยุดยิงครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 เมษายน จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน นี่คือการสงบศึกที่หมิ่นเหม่ล่อแหลมเหลือเกินว่าจะล้มครืนลงมา ถือว่าอยู่ต่ำเตี้ยกว่าขีดต่ำสุดของสงครามทั้งหลายทั้งปวง เท่าที่เคยผ่านมาในอดีต รวมทั้งยังไม่ใช่เป็นสันติภาพที่มีสาระสำคัญอะไรนักหนาอีกด้วย
การโจมตีตอบโต้เอาคืนกันไปมาจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงหลายๆ เดือนต่อจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดใช้การไม่ได้เป็นบางส่วนเนื่องจากความไม่แน่นอนในด้านความมั่นคง สภาพเช่นนี้จึงมีความใกล้เคียงกับความขัดแย้งที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ก่อน [17] มากกว่าจะเป็นการหยุดยิงอย่างเต็มที่ หรือการหวนกลับไปสู่การทำสงครามอย่างเต็มพิกัด
เจสซิกา เกนาวเออร์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนโยบายสาธารณะและรัฐบาล (School of Public Policy and Government) มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ซิดนีย์, ออสเตรเลีย
ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/despite-trumps-wishes-iran-is-dragging-the-us-into-a-long-war-287163
เชิงอรรถ
[1] https://www.theguardian.com/world/live/2026/jul/08/us-iran-strikes-trump-nato-summit-live-updates
[2] https://www.theguardian.com/world/2026/jul/08/iran-us-war-ceasefire-peace-agreement-strikes-strait-of-hormuz
[3] https://www.bbc.com/news/articles/clyw8w1g409o
[4] https://edition.cnn.com/2026/06/17/middleeast/us-iran-war-mou-text-intl
[5] https://english.alarabiya.net/News/middle-east/2026/07/08/what-routes-are-vessels-using-to-cross-the-strait-of-hormuz
[6] https://theconversation.com/despite-its-best-efforts-iran-wont-be-able-to-toll-the-strait-of-hormuz-heres-why-286241
[7] https://www.bbc.com/news/articles/cwykq59jwpvo
[8] https://www.reuters.com/world/middle-east/trump-wants-leave-iran-war-behind-that-wont-happen-soon-2026-07-08/
[9] https://www.bbc.com/news/articles/cg534ryp660o
[10[https://www.aljazeera.com/news/2026/7/8/irans-economy-faces-long-road-to-recovery-as-fragile-truce-tested
[11] https://www.washingtonpost.com/world/2026/07/04/irans-new-leadership-is-younger-savvier-ruthless-even-more-hardline/
[12] https://www.bbc.com/news/av/world-radio-and-tv-34424880
[13] https://www.theguardian.com/world/2020/oct/31/assassination-yitzhak-rabin-never-knew-his-people-shot-him-in-back
[14] https://www.reuters.com/business/finance/iran-deal-includes-300-billion-fund-more-than-half-which-already-committed-2026-06-16/
[15] https://www.natesilver.net/p/iran-war-polls-popularity-approval
[16] https://www.news.com.au/breaking-news/trumps-iran-deal-sparks-anger-among-republican-hawks/news-story/5681bceb3451bf370c62ddc58a2a8a37
[17] https://theconversation.com/3-reasons-the-war-between-the-us-israel-and-iran-is-headed-for-a-frozen-conflict-280996
(หมายเหตุผู้แปล)
การสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางน้ำสำคัญยิ่งยวดที่คั่นอยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน ได้เกิดการสะดุดติดขัดอย่างหนักนับตั้งแต่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดการโจมตีใส่อิหร่านเมื่อตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยที่การแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแตjละวันได้ลดฮวบลงอย่างมากมาย ท่ามกลางสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นจากเดิม ทั้งจากการกำหนดช่องทางเดินเรือพาณิชย์ขึ้นมาใหม่ และความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบันในเรื่องทุ่นระเบิดที่ถูกวางเอาไว้ในช่องแคบ และการโจมตีใส่เรือพาณิชย์ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ ต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการแล่นเรือผ่านฮอร์มุซในปัจจุบัน
เส้นทางสายอิหร่าน และเส้นทางสายโอมาน
เรือพาณิชย์ต่างๆ ที่แล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ในปัจจุบัน กำลังใช้เส้นทางที่แตกต่างกันอย่างน้อยที่สุด 2 เส้นทาง
หนึ่ง คือเส้นทางสายอิหร่าน ซึ่งเป็นระเบียงเดินเรือที่ฝ่ายอิหร่านกำหนดขึ้นมา โดยเป็นช่องทางซึ่งเลียบไปตามน่านน้ำของอิหร่านในบริเวณส่วนเหนือของช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้ๆ กับเกาะลารัค (Larak Island)
อีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางสายโอมาน ซึ่งเป็นระเบียงทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซที่มีความแคบเอามากๆ โดยข้างหนึ่งเป็นดินแดนชายฝั่งของโอมาน ขณะที่อีกข้างหนึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะมีทุ่นระเบิด เส้นทางชั่วคราวนี้ได้รับการประกาศออกมาว่าใช้งานได้เมื่อเดือนมิถุนายน ด้วยการร่วมมือประสานงานกันของ โอมาน, สหประชาชาติ, และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization หรือ IMO) ซึ่งเป็นองค์กรชำนาญพิเศษด้านการเดินเรือทะเลของยูเอ็น
ศูนย์สารสนเทศร่วมด้านการเดินเรือทะเล (Joint Maritime Information Centre หรือ JMIC) ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มพันธมิตรด้านนาวีของฝ่ายตะวันตก ตลอดจนกรอบแนวทางการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือด้านนาวีสำหรับการเดินเรือทะเลขององค์การนาโต (NATO’s Naval Cooperation Guidance for Shipping หรือ NCAGS) ก็ออกกรอบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เส้นทางสายนี้
เส้นทางจราจรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา?
ก่อนเกิดสงครามคราวนี้ เรือพาณิชย์ต่างๆ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี โดยใช้เส้นทางที่เรียกว่า แผนการจราจรแยกจากกัน (Traffic Separation Scheme) นั่นคือ เป็น 2 ช่องทางแยกกันระหว่างขาเข้ากับขาออกช่องแคบ โดยแล่นผ่านบริเวณตอนกลางๆของทางน้ำสายนี้ ซึ่งผ่านการรับรองจาก IMO ในปี 1968
เส้นทางเดินเรือขนส่งที่กำหนดขึ้นมาสายนี้ ในยามสันติจะมีเรือแล่นผ่านเข้ามาเฉลี่ยวันละ 120 ลำ ทว่าในปัจจุบันไม่มีการใช้งานแล้วเนื่องจากมีความเสี่ยงในเรื่องทุนระเบิดในทะเล
พวกผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือทะเลบอกว่า ช่องแคบแห่งนี้ไม่น่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ถ้าหากยังไม่มีการฟื้นฟูให้ใช้ช่องทางผ่านหลักดังกล่าวนี้ขึ้นมาใหม่ ขณะที่อิหร่านยืนกรานว่าจะไม่มีการหวนกลับไปสู่สิ่งที่เคยตกลงกันไว้ในช่วงก่อนเกิดสงครามอีกแล้ว รวมทั้งได้แถลงเมื่อเดือนมิถุนายนว่า อิหร่านกับโอมานกำลังพิจารณาที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่างๆ ในเรื่องของช่องแคบนี้อีกด้วย
เรือพาณิชย์จะต้องทำอะไรบ้างในการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ?
เรือพาณิชย์ที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบนี้ ต้องปฏิบัติตามระเบียบวิธีที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเลือกใช้เส้นทางเดินเรือเส้นใด
เส้นทางสายอิหร่านนั้นบริหารจัดการโดย การช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf Strait Authority หรือ PGSA) ของอิหร่าน ซึ่งในช่วงต้นๆ ของสงครามครั้งนี้ ได้รับค่าธรรมเนียมจากเรือพาณิชย์บางลำ แล้วจากนั้นเรือเหล่านี้จึงได้รับอนุญาตให้แล่นผ่านไปได้
สำหรับในปัจจุบัน เรือพาณิชย์ที่ต้องการแล่นผ่าน จะต้องยื่นคำขอต่อ PGSA หากได้รับอนุญาต เรือลำนั้นจะสามารถแล่นผ่านได้ครั้งเดียวภายในระยะเวลา 5 วัน
สำหรับเส้นทางสายโอมาน เรือที่ต้องการแล่นผ่าน ควรจะต้อง “ประสานงานกับรัฐชายฝั่งที่เกี่ยวข้อง โดยคอยเปิดเครื่องรับส่งสัญญาณอัตโนมัติเอาไว้ รวมทั้งต้องคอยประเมินความเสี่ยงของตนเอง” อนา ซูบาซิค (Ana Subasic) นักวิเคราะห์ของ เคเพลอร์ (Kpler) บริษัทดำเนินการติดตามการเดินเรือทะเล ให้คำแนะนำ
กรอบแนวทางปฏิบัติ NCAGS เรียกร้องสนับสนุนให้ติดต่อประสานงานกับทาง NCAGS ด้วย แต่ไม่มีระเบียบบังคับในเรื่องนี้
เรือที่แล่นผ่านระเบียงแคบๆ สายนี้ บ่อยครั้งจะรวมตัวกันเดินทางกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความแออัดและการชนกัน
(เก็บความจากเรื่อง What routes are vessels using to cross the Strait of Hormuz? ของ อัล อาราบิยะ ทีวีระหว่างประเทศของทางการซาอุดีอาระเบีย https://english.alarabiya.net/News/middle-east/2026/07/08/what-routes-are-vessels-using-to-cross-the-strait-of-hormuz)