xs
xsm
sm
md
lg

'สัญชาติไทย' มีมูลค่า ใครๆก็อยากได้ ถึงเวลาล้างระบบตรวจสอบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'สัญชาติไทย' มีมูลค่า
ใครๆก็อยากได้
ถึงเวลาล้างระบบตรวจสอบ


ปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" ของกรมการปกครอง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ท. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไม่ใช่เพียงข่าวการจับกุมเครือข่ายปลอมเอกสาร หรือการทลายขบวนการจดทะเบียนสมรสเท็จ หากแต่สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการที่ระบบทะเบียนราษฎรของไทยกลายเป็นเป้าหมายของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

การจับกุมผู้ต้องหากว่า 40 คน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรโรงพยาบาล ชายไทยที่รับจ้างเป็น "พ่อทิพย์" รวมถึงพ่อแม่ชาวจีน เป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่าขบวนการนี้ไม่ได้อาศัยการปลอมแปลงเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่ มีนายหน้า มีผู้ประสานงาน และมีบุคคลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมอำนวยความสะดวก จนสามารถเปลี่ยนกระบวนการแจ้งเกิดให้กลายเป็นช่องทางในการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยมิชอบ

คำถามที่ชวนให้สงสัย คือ เหตุใดสัญชาติไทย จึงกลายเป็นสิ่งที่เครือข่ายอาชญากรรมยอมลงทุนสร้างระบบเช่นนี้ขึ้นมา

ทั้งนี้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่หนังสือเดินทางไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือ "สถานะทางกฎหมาย" ที่สัญชาติไทยมอบให้ ผู้ที่มีสัญชาติไทยสามารถพำนักอาศัยในประเทศได้อย่างถาวร เข้าถึงสิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการของรัฐ รวมถึงได้รับสิทธิหลายประการที่ชาวต่างชาติยังมีข้อจำกัดตามกฎหมาย

สิทธิที่มีความสำคัญไม่น้อยคือ สิทธิการถือครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากกฎหมายไทยกำหนดข้อจำกัดค่อนข้างเข้มงวดต่อการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ แม้จะมีช่องทางลงทุนหรือเช่าระยะยาวได้ในบางกรณี แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าสิทธิของผู้มีสัญชาติไทย การมีสถานะเป็นคนไทยจึงช่วยลดข้อจำกัดในการถือครองและบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นสินทรัพย์ที่บรรดาขบวนการนอกกฎหมายจะใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินมาตลอด แม้ในคดีนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือฟอกเงินผ่านการได้สัญชาติไทยของเด็ก แต่เมื่อพิจารณาว่าคดีเริ่มต้นจากการขยายผลเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงินมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ย่อมทำให้การได้มาซึ่งสัญชาติไทยถูกมองว่ามีมูลค่ามากกว่าการเป็นเพียงเอกสารแสดงตัวตน หากแต่เป็นการได้มาซึ่งสถานะทางกฎหมายที่อาจเปิดประตูไปสู่สิทธิทางเศรษฐกิจหลายด้านในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ การคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรและการได้มาซึ่งสัญชาติไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดระเบียบงานทะเบียน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การฟอกเงิน และการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ดังนั้น คดีนี้จึงควรถูกมองเป็นมากกว่าการจับกุม "พ่อทิพย์" หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต เพราะสิ่งที่ถูกท้าทายคือความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่สุดระบบหนึ่งของประเทศ หากข้อมูลการเกิดและสถานะบุคคลสามารถถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการสมคบคิดของคนเพียงไม่กี่คน ย่อมสะท้อนว่าระบบควบคุมภายในยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งอุด

บทเรียนจากปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" จึงไม่ควรจบลงที่การดำเนินคดีผู้กระทำผิด แต่ควรนำไปสู่การทบทวนมาตรการป้องกันในระยะยาว ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลกับทะเบียนราษฎร การใช้ระบบวิเคราะห์ความผิดปกติ การเพิ่มกลไกตรวจสอบการแจ้งเกิดในกลุ่มเสี่ยง และการกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้รัดกุมยิ่งขึ้นต่อไป