น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า แสดงความคิดเห็นผ่านรายการของ Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งข้อสังเกตถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เห็นการเยือนจีนกลับให้ความรู้สึก "เหมือนไปรับมอบนโยบาย" มากกว่าการเดินทางไปเจรจาในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทย
พรรณิการ์กล่าวว่า แม้จีนจะเป็นมหาอำนาจระดับโลก แต่ไทยก็เป็นรัฐเอกราชที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสการพบผู้นำจีนผลักดันประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย โดยเฉพาะปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกกและพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีข้อกล่าวหาและข้อมูลจากหลายฝ่ายว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐว้า ประเทศเมียนมา ที่มีบริษัทจีนเข้าไปลงทุนหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ
เธอระบุว่า แม้พื้นที่ต้นเหตุจะอยู่ในเมียนมา แต่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ จึงเห็นว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องหารือกับรัฐบาลจีนโดยตรง มากกว่ามองว่าเป็นเพียงปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมา พร้อมตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรีไม่ทราบข้อเท็จจริง หรือทราบแต่ไม่ต้องการกดดันรัฐบาลจีน
พรรณิการ์ยังเปิดเผยว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการหารือประเด็นสารพิษระหว่างการเยือนจีนครั้งล่าสุด และได้รับคำตอบว่ามีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นหารือ โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง รับทราบและเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ พร้อมจะมีการหารือในรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหานี้ยืดเยื้อมาราว 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จึงต้องการเห็นการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ชัดเจนกว่านี้
ทั้งนี้ ประเด็นสารพิษในแม่น้ำกกกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม โดยมีทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ขณะที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าได้หารือประเด็นสิ่งแวดล้อมในการเยือนจีน และเตรียมหารือเพิ่มเติมกับรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้หารือเรื่องนี้กับรัฐบาลจีนโดยตรง ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
#NEWS1 รายงาน