xs
xsm
sm
md
lg

พ.พบ น. รอยร้าว“สีน้ำเงิน”มีจริง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล  - เนวิน ชิดชอบ - พิพัฒน์  รัชกิจประการ
เมืองไทย 360 องศา

บางครั้ง บางอย่าง ยิ่งพูดยิ่งยืนยันหรือการปฏิเสธว่าไม่มี นั่นแหละ “คือมี” หรือกรณีที่พยายามยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่าง “ขาใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทยมากแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า “มีรอยร้าว” เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจาก “ระดับ” แล้วยังคงไม่ถึงขั้นเรียกว่า “ขัดแย้ง” รุนแรง เป็นเพียงแค่ “รอบปริ” เล็กๆ ที่หากไม่เคลียร์กันเสียแต่เนิ่นๆ ก็มีโอกาสลุกลามบานปลายออกไปได้เหมือนกัน


แน่นอนว่า สาเหตุที่ต้อง “รีบเคลียร์” กันก่อนลุกลาม เป็นเพราะเหตุผลง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย นั่นคือ เป็นเพราะ ยังมี“ประโยชน์ร่วมกัน” หากขัดแย้งแตกหัก มันก็มีแต่ “พังกันทั้งคู่” หรือพังกันทั้งพรรคนั่นแหละ ไม่ว่าจะ “น.-พ. หรือ น.” ยิ่งในช่วงที่เพิ่งได้เป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น จะให้พังง่ายๆ ได้อย่างไร

ที่สำคัญ หากพลาดเที่ยวนี้ก็ยังไม่รู้ว่า “อีกชาติไหน” ถึงจะมีโอกาสแบบนี้อีก ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่จะได้เห็นอาการ “รีบเคลียร์ รีบจบ” ให้เกิดความเคลื่อนไหว “จูบปาก” ออกสื่อ ให้สังคมได้เห็นให้เร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ไม่ลงรอยระหว่าง 2 น. 1 พ. นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายพิพัฒน์ ว่า มีความพยายามสร้างความแตกแยก โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนก็ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่า ได้มีการประชุมในทุกสัปดาห์ ครั้งก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ร่วมรายการประชุมร่วมของสส. พร้อมขออย่าไปกังวล ไม่ว่าจะเป็นตน นายกรัฐมนตรีและครูใหญ่ พวกเราเป็นพรรคการเมืองที่พร้อมเสมอ จึงมองว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ไม่หวังดี แต่พวกเราชัดเจน

ส่วนจะส่งผลกับเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ในส่วนของภาคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหาแน่นอน ซึ่งเห็นมีข่าวมา 2-3 วันแล้ว ว่ามีการดิสเครดิต ไม่ถูกกันระหว่าง น. กับ พ. โดยในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ตนและครูใหญ่ จะไปทำบุญร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หากไม่คุยกัน จะไปด้วยกันได้อย่างไร

และในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ก็จะไปแข่งฟุตบอลกระชับมิตรจังหวัดบุรีรัมย์ กับจังหวัดปัตตานี นี่คือข้อเท็จจริง พร้อมทั้งย้ำว่าตนไม่ทราบว่าผู้ไม่หวังดี นั้นเป็นใคร เมื่อตรวจสอบตามเพจต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นเพจอวตาร ไม่รู้มาจากประเทศไหน เป็นเรื่องยาก และสุดท้ายพวกเราคนทำงาน ต้องมาโดนโจมตีแบบไม่รู้ที่มาที่ไป พวกเราจะหาตัวตนได้อย่างไร ถึงขณะนี้ ได้แจ้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปช่วยตรวจสอบ เนื่องจากเราเข้าไม่ถึง

“ครูใหญ่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และในฐานะที่ท่านคร่ำหวอดทางการเมือง มีอะไรก็จะให้คำแนะนำ เช่นตัวเองก็ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองทุกมิติ เพราะการเป็นนักการเมืองนั้นยาก บางครั้งพูดตรงเกินไปก็ไม่ได้ พูดโกหก ก็ถูกต่อว่า เพราะฉะนั้นจึงต้องมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเมืองให้คำปรึกษา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็มีครูใหญ่ ที่ให้คำปรึกษากับน้องๆ ที่เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ และตั้งแต่ที่มีข่าวออกมา ผมก็ยังไม่ได้พูดคุยกับครูใหญ่ แต่มีการโทรศัพท์คุยกัน โดยครูใหญ่แจ้งว่า อยู่ที่บุรีรัมย์ และเย็นนี้ ( วันที่ 27กรกฎาคม) จะมีการพบเจอกัน” นายพิพัฒน์ กล่าวถึงความสำคัญของ “ครูใหญ่” ที่หมายถึงนายเนวิน ชิดชอบ

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังชี้แจงเรื่อง กรณีฮั้ว สว.ว่า ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีชื่อ แต่รอบนี้มี ก็ยังงงอยู่ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือเกี่ยวข้องอะไร นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างถึงลูกสาวของตน ซึ่งเป็นพนักงานทำงานในบริษัท เขาไม่เคยมายุ่งการเมือง เพราะฉะนั้นจะต้องไปถามคนที่ให้ข่าว ไปเอาข่าวเท็จมาจากไหน รวมทั้งยอมรับว่าจะหารือกับทางทีมทนาย ว่าจะดำเนินการอะไรได้บ้าง หากต้องไปแจ้งความก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นเวลาพูด ควรจะคัดกรอง ไม่ใช่อยากนึกจะพูดอะไรก็พูด หรือใครมากระซิบอะไรก็พูด เพราะจะสร้างความเสียหาย ถ้าโยนมาให้ตนคนเดียวรับได้ เพราะเราอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับอยู่แล้ว แต่ไปพาดพิงถึงลูกสาวตน เขาเป็นแค่พนักงานบริษัท ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ขออย่าเหมารวมทั้งหมด พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ท้อต่อสถานการณ์ที่ถาโถม

แน่นอนว่า หากโฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงในรัฐบาล ในตอนนี้ถือว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำลังกลายเป็น “จุดอ่อน” สำคัญจะเรียกว่า ผลงานที่ออกมาล้วนไม่สมกับตำแหน่งหน้าที่เท่าใดนัก และดูเหมือนว่ากำลัง “ถูกลดบทบาท” ลงมาเรื่อยๆ ทั้งจากความล้มเหลวด้วยตัวเอง หรือการถูก “ริบ” บทบาท

หากสังเหตุก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ถือว่าเป็นหนึ่งใน “ทุนใหญ่” ของพรรค เป็นแกนหลักในภาคใต้ จนไม่ต้องแปลกใจที่เขาได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวง “เกรดเอ” ที่ต้องระดับ “ขาใหญ่” เท่านั้นที่คู่ควร พร้อมกันนี้หากพิจารณาจากลำดับรองนายกฯ นายพิพัฒน์ ถือว่าได้รับมอบหมายให้รักษาการนายกฯ หาก นายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้

แต่ที่ผ่านมา อย่างที่บอกผลงานที่ออกมาล้วนไม่สมกับตำแหน่งดังกล่าว เริ่มจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปีก่อน ในฐานะขุนพลภาคใต้ของพรรค กลับไม่อาจสร้าง“พลัง” ในการขับเคลื่อน สร้างคะแนนนิยมได้เลย ตรงกันข้าม ผลที่ออกมาล้วนแล้วแต่โกลาหล

ถัดมากรณีวิกฤตขาดแคลนพลังงานในช่วงแรกก็เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน แต่กลายเป็นว่าเป็นภาพที่ชาวบ้านต้องเข้าคิวข้ามคืนเพื่อรอเติมน้ำมัน แถมบริษัทของตัวเองยังถูกมองอย่างน่าสงสัย ในเรื่องกักตุนน้ำมันเสียอีก จนตัวเองต้องถอยออกมา นั่นคือ “ลดบทบาท” ให้คนอื่นออกหน้าแทน

กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาหาดไทย “ริบอำนาจ” ไม่ให้กำกับดูแล แถมยังไม่ได้เป็นประธานบอร์ดอีอีซี เสียอีก โดย นายอนุทิน ลงมาดูแลเอง หรือหากจำกันได้ กรณี “แลนด์บริดจ์” ก็ถูกถอดออกมาให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาดูแลแทน เพื่อลดแรงกดดันและแรงต้าน

นั่นคือ บทบาทที่โฟกัสเฉพาะตัวของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เวลานี้ถือว่า “ต้องถูกบีบ ให้ลดบทบาท” และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิด “รอยปริ” เล็กๆ ภายในพรรคสีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน ยังมีความไม่ลงรอยระหว่าง นายอนุทิน กับ นายเนวิน จากภายในกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลที่ข้ามหน้าข้ามตา และที่สำคัญบรรยากาศอาจกลับตาลปัตร ที่เวลานี้กลายเป็นว่า ไม่รู้ว่าใครกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือใครคือตัวการสร้าง “ภาพลบ” กันแน่

ดังนั้นการพิจารณาจากการพบกัน ระหว่าง นายพิพัฒน์ กับ “ครูใหญ่” หรือความพยายามจะสร้างภาพความใกล้ชิดให้เห็น มันก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่ามี “รอบปริ” เกิดขึ้นจริง รวมไปถึงความกินใจลึกๆ ระหว่าง “สองน. กับ พ.” นั้นปฏิเสธความจริงไปไม่พ้น เพียงแต่ว่ายังไม่ใช่เป็นความขัดแย้งแตกหัก เพราะนั่นเท่ากับหายนะยกหมู่ ยังไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นหรอก!!