xs
xsm
sm
md
lg

มาตรการทางเลือกแทน 'กักขัง' ลดปริมาณคนล้นเรือนจำ สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มาตรการทางเลือกแทน 'กักขัง'
ลดปริมาณคนล้นเรือนจำ
สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม


ปัญหาผู้ต้องราชทัณฑ์ล้นเรือนจำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามผลักดันนโยบายลดความแออัดในเรือนจำ แต่ตัวเลขล่าสุดยังสะท้อนภาระที่ระบบต้องแบกรับ โดยข้อมูลกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องราชทัณฑ์รวมกว่า 326,314 คน ขณะที่มีผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับอีก 4,303 คน แม้จะเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด แต่ก็เป็นกลุ่มที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า สามารถลดจำนวนลงได้ผ่านมาตรการอื่นที่เหมาะสมกว่า

แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากศาลยุติธรรม ภายใต้หลักการว่า "การกักขังแทนค่าปรับควรเป็นมาตรการสุดท้าย" โดยมุ่งเปลี่ยนแนวทางการบังคับโทษปรับจากการลงโทษที่จำกัดเสรีภาพ ไปสู่มาตรการที่คำนึงถึงสิทธิของผู้กระทำผิด ควบคู่กับการรักษาประโยชน์ของสังคม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ถูกศาลสั่งปรับจำนวนไม่น้อยไม่ได้หลีกเลี่ยงการรับผิด แต่ติดข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ไม่มีเงินก้อนสำหรับชำระค่าปรับ หากยึดแนวทางเดิม บุคคลเหล่านี้อาจต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ทั้งที่ความผิดไม่ได้มีลักษณะร้ายแรงถึงขั้นต้องตัดโอกาสในการใช้ชีวิตหรือประกอบอาชีพ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จึงผลักดันมาตรการทางเลือก โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดสามารถ ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ศาลอนุญาตคำร้องในลักษณะนี้แล้วประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการนำมาใช้จริงและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แนวทางใหม่ยังเริ่มตั้งแต่ชั้นพิจารณาคดี โดยศาลจะแจ้งสิทธิแก่จำเลยตั้งแต่วันสอบคำให้การ หากจำเลยรับสารภาพและมีคุณสมบัติตามกฎหมาย ศาลสามารถอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก ลดขั้นตอนและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การทำงานแทนค่าปรับไม่ได้หมายถึงการใช้แรงงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล ตั้งแต่งานดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กกำพร้า งานด้านการศึกษา งานช่างฝีมือ ตลอดจนกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน ขณะเดียวกัน การเข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพก็สามารถนับเป็นชั่วโมงทำงานได้เช่นกัน สะท้อนแนวคิดที่มองว่าการลงโทษควรสร้างโอกาสในการกลับคืนสู่สังคม มากกว่ามุ่งจำกัดเสรีภาพเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ศาลยังปรับวิธีคำนวณระยะเวลาทำงานให้มีความยืดหยุ่น โดยเปลี่ยนจากการนับเป็น 'วัน' มาเป็น 'ชั่วโมง' เพื่อให้ผู้กระทำผิดสามารถบริหารเวลาควบคู่กับการประกอบอาชีพหรือภาระครอบครัวได้ โดยกำหนดให้ทำงานครบ 2 ชั่วโมง เทียบเท่าการทำงาน 1 วัน หรือชดใช้ค่าปรับ 500 บาท นอกจากนี้ หากเป็นงานที่มีความเสี่ยงหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ศาลยังสามารถใช้ดุลพินิจลดจำนวนชั่วโมงทำงานลงได้ตามความเหมาะสม

นอกจากการทำงานแทนค่าปรับแล้ว ศาลยังเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่มีเงินก้อนสามารถผ่อนชำระหรือขยายเวลาชำระค่าปรับ โดยพิจารณาจากฐานะทางการเงิน ลักษณะความผิด และเจตนารมณ์ของการลงโทษเป็นรายกรณี พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแล เช่น การรายงานตัว การแต่งตั้งผู้กำกับดูแล หรือการทำสัญญาประกัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ใช้กับทุกคดี ศาลกำหนดข้อยกเว้นสำหรับความผิดที่กระทำโดยทุจริตหรือมุ่งแสวงหาประโยชน์ทางทรัพย์สิน เช่น คดีฉ้อโกงประชาชน คดียาเสพติด คดีฟอกเงิน หรือความผิดเกี่ยวกับตลาดทุนและสถาบันการเงิน เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายต่อสาธารณะในวงกว้าง และจำเป็นต้องใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดกว่า

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกระบวนการยุติธรรมไทย จากแนวคิดที่เน้น 'การลงโทษ' ไปสู่การให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคมมากขึ้น เพราะสำหรับผู้กระทำผิดที่มีเพียงโทษปรับ การถูกกักขังเพียงเพราะไม่มีเงิน อาจไม่ได้ช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ แต่กลับส่งผลกระทบต่อการทำงาน รายได้ และครอบครัว จนกลายเป็นวงจรปัญหาทางสังคมที่ยากจะแก้ไข

แม้จำนวนผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับกว่า 4,300 คน จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมดกว่า 326,000 คน แต่หากสามารถใช้มาตรการทางเลือกแทนการกักขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดภาระของเรือนจำ ลดต้นทุนของรัฐ และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้ชดใช้ความรับผิดชอบผ่านการทำประโยชน์ให้สังคม แทนการสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์

ดังนั้น ในระยะยาว การลดจำนวนผู้ต้องกักขังอาจไม่ได้เกิดจากการสร้างเรือนจำเพิ่ม แต่เกิดจากการออกแบบกระบวนการยุติธรรมให้มีความยืดหยุ่น เป็นธรรม และเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะความผิด มากกว่าการใช้การกักขังเป็นคำตอบในทุกกรณี ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ และประเทศไทยเองก็กำลังเดินหน้าไปในแนวทางเดียวกัน