iLaw เปิดเกมรุกหนัก
โชว์เส้นเงินเชื่อมระบอบน้ำเงิน
บีบ 'กกต.' เร่งคดีฮั้วเลือกส.ว.
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีแรงกดดันมากที่สุด เมื่อการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปถึงขั้นสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคประชาชนและฝ่ายค้านยกระดับการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเร่งให้กระบวนการตรวจสอบขยับเร็วขึ้น
หนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง คือ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการจัดตั้งกระบวนการเพื่อควบคุมผลการเลือก สว. ยังมีอีกจำนวนมาก และสิ่งที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานี้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของข้อมูลทั้งหมด
คำยืนยันที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือ การระบุว่า ข้อมูลที่ iLaw มีอยู่คิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของเอกสารทั้งหมดที่อยู่ในสำนวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีจำนวนรวมกันประมาณ 90,000 หน้า
ตัวเลขดังกล่าวทำให้คดีฮั้ว สว. ถูกมองว่าอาจมีรายละเอียดมากกว่าที่สังคมรับรู้ ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งผู้สมัครหรือการลงคะแนนตามโพย แต่รวมถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพยานบุคคล เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบทบาทในกระบวนการเลือกส.ว.ครั้งที่ผ่านมา
โดยเฉพาะประเด็น “เส้นทางการเงิน” กลายเป็นหมัดสำคัญที่ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองรอบนี้เข้มข้นขึ้น เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายถูกกล่าวหามักโต้แย้งว่าข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่อาจไม่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อมีการอ้างถึงหลักฐานทางการเงิน จึงทำให้ข้อถกเถียงเปลี่ยนจากเรื่องความน่าเชื่อถือของคำกล่าวหา ไปสู่คำถามว่า หลักฐานเหล่านั้นเชื่อมโยงกับบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด
เงื่อนไขที่ iLaw ระบุว่าจะยุติการเปิดเผยข้อมูล คือการที่คดีเข้าสู่กระบวนการทางศาลโดยเร็วที่สุด เพราะมองว่าศาลคือพื้นที่ที่เหมาะสมในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายกล่าวหาและฝ่ายถูกกล่าวหานำหลักฐานมาต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ท่าทีดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นแรงกดดันโดยตรงไปยัง กกต. ให้เร่งสรุปคดีและตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะหากคดียังอยู่ในขั้นตรวจสอบโดยไม่มีความคืบหน้า การเปิดเผยข้อมูลจากภาคประชาชนจะยังดำเนินต่อไป และอาจเพิ่มแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ
สถานการณ์เวลานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของ iLaw เพียงองค์กรเดียว แต่เป็นการประสานกันระหว่างฝ่ายค้านและภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเร่งให้เกิดความชัดเจนในคดี
หนึ่งในจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับ iLaw นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินบางส่วน โดยพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย
การเปิดข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเด็นคดีฮั้ว สว. ขยับจากเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง ไปสู่คำถามเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ซึ่งถูกจับตามองมาตั้งแต่ต้นว่าอาจมีอิทธิพลต่อผลการเลือก สว.
แม้ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังต้องผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม แต่แรงกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถเพิกเฉยได้
ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยได้สะท้อนผ่าน นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายของพรรค ซึ่งก่อนหน้านี้มักใช้แนวทางตอบโต้ด้วยข้อกฎหมายและยืนยันว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ ไม่มีมูล แต่ระยะหลังเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายตรงข้าม โดยมีการหยิบยกประเด็นทำนองว่า ฝ่ายตรงข้ามก็อาจมีการรวมกลุ่ม นัดหมาย หรือมีการประสานงานระหว่างผู้สมัคร สว. เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ยังคงอยู่ที่ กกต. เพราะไม่ว่าฝ่ายใดจะเปิดข้อมูลหรือโต้แย้งอย่างไร สุดท้ายแล้วคำตอบที่สังคมต้องการคือ กระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถอธิบายได้ว่าหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักเพียงใด
คดีฮั้ว สว. จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีเกี่ยวกับการเลือกบุคคลเข้าสู่วุฒิสภา แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบตรวจสอบอำนาจทางการเมืองไทย ว่าจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยจำนวนมาก และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตยได้หรือไม่