MGR Online - รัฐอรุณาจัลประเทศทำพิธีเปิดด่านการค้า"น้ำปง-พังซอ"เชื่อมเขตปกครองตนเองนาคา ในภาคสะกาย จุดเริ่มต้นถนนเลโด เส้นทางการค้า 3 ประเทศ "อินเดีย-เมียนมา-จีน" ที่เคยมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
วันนี้ (31 ก.ค. 69) Shri Nyato Dukam รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐอรุณาจัลประเทศ ของอินเดีย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดด่านการค้า"น้ำปง-พังซอ" จุดเชื่อมชายแดนรัฐอรุณาจัลประเทศ กับเขตปกครองตนเองชนชาตินาคา ภาคสะกาย ของเมียนมา
ด่านการค้า"น้ำปง-พังซอ" ได้ถูกปิดไปนานกว่า 5 ปี ตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2564
หลังด่าน"น้ำปง-พังซอ"กลับมาเปิดอีกครั้ง จะช่วยส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างอินเดียกับเมียนมา โดยเฉพาะสินอุปโภคบริโภคจำเป็น จะสามารถไหลเวียนเข้าไปยังเขตปกครองตนเองชนชาตินาคาได้มากขึ้น เพราะหลายปีมานี้ ชาวนาคาต้องประสบกับภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น เนื่องจากการขนส่งสินค้าจากส่วนกลางของเมียนมา ผ่านภาคสะกาย ขึ้นไปยังเขตปกครองตนเองชนชาตินาคาเป็นไปด้วยความยากลำบาก
แต่จุดที่สำคัญคือ ด่านการค้า"น้ำปง-พังซอ" เป็นต้นทางในฝั่งเมียนมาของถนนเลโด ซึ่งเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่มีบทบาทมากของฝ่ายสัมพันธมิตรในอดีต
ถนนเลโดถูกสร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2485 โดยทหารช่างของอเมริกาและอังกฤษ เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงและยุทธปัจจัยจากเมืองเลโดในอินเดีย ซึ่งขณะนั้นยังขึ้นกับรัฐอัสสัม แต่ปัจจุบันขึ้นกับรัฐอรุณาจัลประเทศ ผ่านตอนเหนือของเมียนมาในภาคสะกายและรัฐคะฉิ่น เพื่อนำไปส่งให้กับทหารของนายพลเจียง ไคเชก ที่กำลังรบกับกองทัพญี่ปุ่นอยู่ในมณฑลยูนนาน
ถนนเลโดยาว 1,726 กิโลเมตร ช่วงที่อยู่ในเมียนมายาว 1,033 กิโลเมตร ในอินเดียยาว 61 กิโลเมตร และในจีนอีก 632 กิโลเมตร
ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว The Irrawaddy มีรายงานว่า บริษัท Yunnan Baoshan Hengyi Industrial Group ได้เซ็นข้อตกลงกับบริษัท Myanmar's Transland เพื่อเข้าปรับปรุง ฟื้นฟูถนนเลโดให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง สำหรับเปิดเป็นเส้นทางการค้า 3 ประเทศ เชื่อมระหว่างอินเดียกับจีน ผ่านเมียนมา
สื่อออนไลน์หลายแห่งของเมียนมาเคยมีรายงานไว้นานแล้วว่า ทางการอินเดียแสดงความปรารถนามาตลอดว่าต้องการฟื้นบทบาทถนนเลโดกลับคืนมาใหม่ เพื่อใช้เป็นเส้นทางเชื่อมการค้าระหว่างอินเดียกับจีน
ตามข่าว ถนนเลโดส่วนที่จะปรับปรุงใหม่ มีจุดเริ่มต้นจากด่านชายแดนกันไปต์ตี อำเภอเวียงหม้อหรือวายหม่อ จังหวัดมิตจีนา ตรงข้ามกับอำเภอเถิงซง จังหวัดเป่าซาน มณฑลยูนนาน จากนั้นวิ่งมาทางทิศตะวันตก เป็นระยะทาง 115 กิโลเมตร ผ่านเมืองสะโดง มายังเมืองมิตจีนา
จากเมืองมิตจีน่า มีเส้นทางต่อไปอีก 370 กิโลเมตร ผ่านเมืองนามมะตี เมืองกามาย เมืองตะนาย เมืองชินบวยหย่าน รัฐคะฉิ่น ข้ามแม่น้ำชินดวินที่สะพานตะโหย่ง เข้าสู่ภาคสะกาย ที่อำเภอนานยูน เขตปกครองตนเองชนชาตินาคา ต่อขึ้นไปถึงชายแดนเมียนมา-อินเดีย ที่เมืองปันส่อง ที่ตั้งด่านการค้าน้ำปง-พังซอ โดยมีเส้นทางผ่านช่องเขาพังซอที่เป็นส่วนยอดของเทือกเขาปาดไก่ ลงไปยังเมืองน้ำปง รัฐอรุณาจัลประเทศ(โปรดดูแผนที่ประกอบ)
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568 อู แคตเถ่งหน่าน มุขมนตรีรัฐคะฉิ่นในขณะนั้น ได้ไปดูการก่อสร้างสะพานบะละมินถิ่น 2 ข้ามแม่น้ำอิรวดี ทางตอนเหนือของตัวเมืองมิตจีนา ที่สร้างคู่ขนานกับสะพานบะละมินถิ่น 1 ซึ่งถูกใช้งานมานานกว่า 25 ปี
สะพานบะละมินถิ่น 2 ยาว 979 เมตร หรือ 3,212 ฟุต โครงสร้างคานสะพานเป็นกล่องคอนกรีต(Box Girder) ปูพื้นด้านบนด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็ก(RCC Slab) ส่วนถนนกว้าง 27 ฟุต หรือ 8 เมตร สามารถรองรับน้ำหนักรถบรรทุกได้มากกว่า 75 ตัน
ตามแผนของกระทรวงก่อสร้างเมียนมา สะพานบะละมินถิ่น 2 คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2569 และจะมีบทบาทสำคัญเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางการค้า 3 ประเทศ จีน เมียนมา อินเดีย
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 Shri Abhay Thakur เอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำเมียนมา ได้บินไปยังเมืองมิตจีนา และได้เข้าหารือกับ อู แคตเถ่งหน่าน เกี่ยวกับแผนเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียกับรัฐคะฉิ่น