ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลที่สร้างความสนใจอย่างมาก โดยระบุว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จำนวน 2 รุ่น ซึ่งมีอายุราว 20–30 ปี มีมูลค่ารวมประมาณ **140,000 ล้านบาท** ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ สะท้อนความเป็นไปได้ว่าเงินสดจำนวนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้นอกระบบเศรษฐกิจ หรือหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ธปท. ย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น "สัญญาณความผิดปกติ" ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นเงินผิดกฎหมายทั้งหมด
พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดทุนเทา โดยเตรียมเข้มงวดการฝากเงินสดมูลค่าสูง การแลกธนบัตรจำนวนมาก และประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ **USDT** ซึ่งพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติเป็นจำนวนมาก และมีการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามเส้นทางการเงินอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงเวลาเพียง **5 เดือน** พบธุรกรรม USDT ที่เข้าข่ายต้องสงสัยคิดเป็นมูลค่าประมาณ **250,000 ล้านบาท** หรือราว 40% ของธุรกรรมที่ถูกนำมาตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติและต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดเงินทุน แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ **Misallocation** โดยเงินทุนจำนวนหนึ่งไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่กลับหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนสีเทา และธุรกรรมที่ยากต่อการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างและอุดช่องโหว่ของระบบการเงินควบคู่กันไป
#NEWS1 รายงาน