xs
xsm
sm
md
lg

'หมอพร้อม-ทะเบียนรถ' ข้อมูลผิด...ข้อมูลรั่ว เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเปราะบาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'หมอพร้อม-ทะเบียนรถ'
ข้อมูลผิด...ข้อมูลรั่ว
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเปราะบาง

รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างได้ประกาศนโยบาย 'รัฐบาลดิจิทัล' พร้อมกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดขั้นตอนการให้บริการ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านบริการดิจิทัล แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งกรณีแอปพลิเคชัน 'หมอพร้อม' ที่มีผู้ใช้งานบางรายพบข้อมูลประวัติการรักษาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และกรณีข้อมูลทะเบียนรถที่ปรากฏบนเว็บไซต์ภายนอกจนสร้างความกังวลว่าข้อมูลของรัฐอาจรั่วไหล ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญต่อระบบสารสนเทศของภาครัฐไทย

แม้ทั้งสองกรณีจะมีลักษณะแตกต่างกัน กรณีหนึ่งเป็นเรื่องของความถูกต้องของข้อมูล อีกกรณีเป็นเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม ทั้งสองเหตุการณ์กลับสะท้อนปัญหาร่วมกัน คือ ความเปราะบางในด้านการบริหารจัดการที่ยังไม่แข็งแรงมากพอ

กรณีของหมอพร้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า แอปพลิเคชันเป็นเพียงช่องทางแสดงผลข้อมูลจากโรงพยาบาลและหน่วยบริการต่าง ๆ และยังไม่มีหลักฐานว่าระบบถูกโจมตีทางไซเบอร์หรือข้อมูลรั่วไหลจากตัวแอปโดยตรง แต่สำหรับประชาชน ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่สาเหตุทางเทคนิค หากเป็นคำถามที่ว่า เหตุใดข้อมูลส่วนตัวจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการรักษา สิทธิประกันสุขภาพ และความน่าเชื่อถือของระบบบริการสาธารณสุข หากประชาชนต้องตั้งคำถามว่าประวัติการรักษาที่ปรากฏในระบบเป็นของตนเองจริงหรือไม่ ย่อมสะท้อนว่าระบบควบคุมคุณภาพข้อมูลยังมีช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ขณะที่กรณีข้อมูลทะเบียนรถสะท้อนอีกมิติของปัญหา คือ การควบคุมและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการพบข้อมูลรถยนต์ส่วนบุคคลของคนระดับนายกรัฐมนตรี ก็เพียงพอที่จะทำให้สังคมตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ ไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากระบบหลัก ระบบที่เชื่อมโยงกัน หรือการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่รัดกุม

เมื่อพิจารณาทั้งสองกรณีร่วมกัน จะเห็นว่าเป็นปัญหาของระบบการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐมุ่งผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทะเบียนราษฎร สุขภาพ การศึกษา การเงิน หรือการขนส่ง แนวทางดังกล่าวถือเป็นหัวใจของรัฐบาลดิจิทัล แต่ยิ่งข้อมูลเชื่อมโยงกันมากเท่าใด ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หากไม่มีระบบกำกับดูแลข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกัน มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าข้อมูลถูกสร้าง แก้ไข หรือเข้าถึงโดยใครและเมื่อใด

ที่สำคัญ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างคือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐยังทำงานกันแบบต่างคนต่างทำ เพราะแต่ละหน่วยงานต้องการบริหารงบประมาณและทรัพยากรของตนเอง ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลและมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยยังไม่มีความเป็นเอกภาพ

เมื่อข้อมูลต้องเดินทางผ่านหลายระบบ หลายแพลตฟอร์ม และหลายหน่วยงาน ความเสี่ยงย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งความคลาดเคลื่อนของข้อมูล การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่ไม่สอดคล้องกัน การตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้ยาก รวมถึงมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่แต่ละหน่วยงานมีความพร้อมไม่เท่ากัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากการบริหารจัดการ

ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐมักให้ความสำคัญกับการพัฒนาแอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล มากกว่าการลงทุนด้านคุณภาพข้อมูล การบริหารความเสี่ยง การทดสอบความปลอดภัย และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุผิดปกติ การค้นหาสาเหตุใช้เวลานาน การสื่อสารต่อสาธารณะไม่ชัดเจน และการกู้คืนความเชื่อมั่นทำได้ยากกว่าการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเสียอีก

ประเทศไทยมีกฎหมายและหน่วยงานรองรับอยู่แล้ว ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลของภาครัฐ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การมีเครื่องมือทางกฎหมายหรือแพลตฟอร์มกลางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการบังคับใช้มาตรฐานเดียวกันอย่างจริงจังในทุกหน่วยงาน และไม่มีการตรวจสอบความพร้อมของระบบอย่างสม่ำเสมอ

ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของทั้งสองกรณีจึงไม่ใช่ความเสียหายทางเทคนิค แต่เป็น "ความเชื่อมั่น" โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนต่างชาติที่กำลังพิจารณาเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย

การตัดสินใจของนักลงทุนไม่ได้ประเมินเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังประเมินจากความสามารถของรัฐในการคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความน่าเชื่อถือของระบบราชการ หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนจากทั้งสองเหตุการณ์จึงไม่ควรจบลงเพียงการแก้ไขข้อมูลหรือการสืบหาต้นตอของปัญหา แต่ควรเป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐให้มีความมั่นคงและปลอดภัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน หากแต่วัดจากความไว้วางใจของประชาชนต่อข้อมูลที่รัฐจัดเก็บและดูแล การปฏิรูประบบสารสนเทศจึงควรมุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ มิเช่นนั้น เหตุการณ์ลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกในอนาคต