เอเจนซีส์ - ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ วันพฤหัสบดี(6 ส.ค)ลงนามคำสั่งทางบริหาร 2 ฉบับโดยฉบับแรกประกาศจำกัดกลุ่มผู้ที่สามารถมีสิทธิ์ได้สัญชาติจากการถือกำเนิดในอเมริกาและฉบับที่ 2 เพื่อเล่นงานกลุ่มต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศเพื่อคลอดลูกให้ถือสัญชาติอเมริกันกระทบไปถึงจีน ที่เห็นในปี 2023 มีผู้หญิงชาวจีนเดินทางเข้าอเมริกาและคลอดบุตรมากถึง 113 คน
หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ของฮ่องกงรายงานวันศุกร์(7 ส.ค)ว่า เป็นมาตรการทางบริหารของผู้นำทำเนียบขาวที่ต้องการทดสอบขอบเขตของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐ ครั้งที่ 14 (the Fourteenth Amendment to the United States Constitution)
อ้างอิงจากหอจดหมายแห่งชาติสหรัฐฯ การแก้ไขครั้งที่ 14 นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค ปี 1868 เพื่อเป็นการให้สิทธิพลเมืองสหรัฐฯแก่อดีตทาสผิวดำเกิดขึ้นหลังสงครามฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้สิ้นสุดและทาสผิวดำฝ่ายใต้เป็นอิสระ
โดยมีเนื้อหาว่าทุกคนที่เกิดสหรัฐฯนั้นเป็นพลเมืองสหรัฐฯนั้นถูกตีความมาอย่างยาวนานว่าเป็นการได้สัญชาติโดยกำเนิด (birthright citizenship)แก่เกือบทุกคนที่เกิดสหรัฐฯ
แต่ทว่าการลงนามคำสั่งทางบริหาร 2 ฉบับในวันพฤหัสบดี(6)ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้ต่อคำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯเคยตีตกไปเมื่อมิถุนายน โดยเขาชี้ว่า เป็นคำพิพากษาที่น่าเสียดายและกล่าวว่า พวกชาวต่างชาติที่มั่งคั่งได้พยายามหาหนทางเพื่อให้ลูกของคนเหล่านั้นได้สัญชาติอเมริกัน
สื่อฮ่องกงชี้ว่า มาตรการทั้งสองที่ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดี(5) นั้นฉบับแรกเป็นการประกาศจำกัดกลุ่มผู้ที่สามารถมีสิทธิ์ได้สัญชาติจากการถือกำเนิดในอเมริกาและฉบับที่ 2 เพื่อเล่นงานกลุ่มต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศเพื่อคลอดลูกให้ถือสัญชาติอเมริกัน
น่าจะเป็นการทำให้สายตาจับจ้องมาที่ “จีน” อีกครั้ง โดยทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันต่างออกมาย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าบรรดาเศรษฐีจีนและบริษัทได้หาประโยชน์จากกฎหมายพลเมืองสหรัฐฯ
คำสั่งฉบับแรกได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐไม่ให้สัญชาติแก่เด็กที่เกิดในอเมริกาหากว่าไม่มีพ่อหรือแม่เป็นชาวอเมริกัน
และในคำสั่งรวมไปถึงหากว่า พ่อหรือแม่ถูกระบุว่าเป็น “ศัตรูต่างชาติ" (alien enemy) ที่เป็นกลุ่มระบุตามคำสั่งว่ารวมไปถึงว่า เป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ และบุคคลนั้นถูกจัดว่าเป็นผู้ก่อการร้ายระดับโลก
ในคำสั่งฉบับแรกยังสั่งให้หน่วยงานรัฐปฎิเสธการให้สัญชาติหากว่าผู้เป็นพ่อหรือเป็นแม่ต้องจ่ายเงินจ้างให้หญิงผู้ที่คลอดบุตรต้องปรากฎตัวในสหรัฐฯหรือดินแดนภายใต้การปกครองของอเมริกาเพื่อให้กำเนิดบุตร รวมถึงผ่านบริษัทวางแผนครอบครัวเด็กหลอดแก้ว IVF
และคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯฉบับที่ 2 ออกคำสั่งตรงไปยังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯและกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯเพื่อจัดการกลุ่มที่เดินทางเข้าอเมริกาเพื่อจุดประสงค์คลอดบุตรให้ได้สัญชาติ (birth tourism) หรือช่วยชาวต่างชาติอื่นให้เดินทางเข้าสหรัฐฯเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติ
สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) ผู้ช่วยหัวหน้าคณะทำเนียบขาวด้านนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นเสมือนมือวางแผนนโยบายด้านการเข้าเมืองสหรัฐฯของทรัมป์ กล่าวว่า การปฎิบัติเดินทางเข้าอเมริกาเพื่อคลอดบุตรให้ได้สัญชาตินับตั้งแต่วินาทีที่ลงนามในคำสั่งนี้จะถูกแบนทันที
เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์รายงานว่า หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯพิพากษาออกมาเมื่อมิถุนายน ไม่อนุญาตให้ผู้นำสหรัฐฯสามารถใช้คำสั่งทางบริหารที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 20 ม.ค ปี 2025 ห้ามให้สัญชาติอเมริกันแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯจากพ่อและแม่ที่เป็นผู้อพยพเข้าอเมริกาอย่างผิดกฎหมายหรือการเข้ามาในประเทศชั่วคราว พบว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาแสดงความเห็นเชิงตีกระทบไปถึงผู้นำจีน สี จิ้นผิง และจีน โดยกล่าวว่าเป็นเสมือนชัยชนะครั้งใหญ่ของสัญชาติตามกำเนิด
ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลด้านสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ( National Centre for Health Statistics ) ได้บันทึกว่ามีชาวจีนที่ไม่ใช่ผู้พำนักถาวรในอเมริกาได้คลอดบุตรในสหรัฐฯ 113 คนเมื่อปี 2023 เมื่อเทียบกับตัวเลขการคลอดบุตรทั่วสหรัฐฯทั้งหมดในปีนั้นทั้งหมด 3.7 ล้านคน
คณะกรรมาธิการสหรัฐฯที่มีพรรครีพับลิกันเป็นผู้คุมออกมาชี้ว่า มีบริษัทช่วยเหลือให้คนต่างชาติสามารถเดินทางเข้าอเมริกาเพื่อคลอดในประเทศ
คณะกรรมาธิการกำกับประจำสภาล่างสหรัฐฯเมื่อต้นปีนี้ได้ออกมาชี้ว่า บรรดาผู้หญิงต่างชาติมีเป้าหมายเพื่อต้องการคลอดบุตรในอเมริกาส่วนใหญ่มาจาก “จีน-รัสเซีย” ที่อาจเป็นภัยความมั่นคงและคุกคามการเลือกตั้ง
ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯได้ออกคำสั่งให้อัยการสหรัฐฯให้ความสำคัญก่อนต่อการสอบสวนการเข้าประเทศเพื่อคลอดบุตรเพื่อเด็กจะได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด
คดีต่างๆรวมถึงบริษัทจีนที่เรียกเก็บเงินลูกค้ากระเป๋าหนักหลายหมื่นดอลลาร์เพื่อเข้าสู่อเมริกาและคลอดบุตรที่นั่น