รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธ ป. ครั้งใหญ่ หลัง **นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย** เปิดเผยวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ **นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี** เร่งยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธ ป. ฉบับใหม่ โดยต้องการเพิ่มความเข้มงวดทั้งการควบคุม การพกพา และบทลงโทษ
นายกฯ ระบุว่า ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาต **ป.3 ป.4 และ ป.12** ในช่วงนี้ จนกว่าจะมีมติ ครม.เป็นอย่างอื่น พร้อมกำชับฝ่ายปกครองและตำรวจเพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านตรวจค้น โดยเน้นอาวุธ ป. และยาเสพติดเป็นหลัก
ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย นายอนุทินระบุว่า ต้องใช้มาตรการอย่างเด็ดขาด โดยตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวนตามขั้นตอนที่เหมาะสม พร้อมย้ำว่า ในช่วงนี้ประชาชนไม่ควรพกอาวุธ ป. เพื่ออ้างว่าใช้ป้องกันตัว
นายกฯ ประกาศชัดถึงแนวทางการพกพาว่า **“ตอนนี้ห้ามพกพา 100% ถ้าทำก็ผิดกฎหมายและติดคุก”**
สำหรับผู้ที่มีอาวุธ ป. ซึ่งจดทะเบียนและมีใบอนุญาตถูกต้อง นายกฯ ระบุว่า **ต้องเก็บไว้ที่บ้าน ไม่ให้นำออกไปพกพาภายนอก** หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการพกพา ก็จะถูกดำเนินคดี
มาตรการดังกล่าวไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่บุคคลใกล้ชิดนักการเมือง โดยนายอนุทินระบุว่า เตรียมกำชับคนใกล้ชิดและผู้ติดตามรัฐมนตรี หากพกอาวุธ ป. โดยไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็ **“ตัวใครตัวมัน”**
ขณะที่อาวุธ ป. ผิดกฎหมาย รัฐบาลเตรียมศึกษาการกำหนดระยะเวลาให้นำมาคืน โดยอาจมีบทเว้นโทษสำหรับผู้ที่นำมามอบให้เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป
มาตรการยังอาจครอบคลุมถึง **นักกีฬายิง ป.** โดยนายกฯ เสนอแนวทางให้ฝากอาวุธ ป. ไว้กับสนาม ควบคุมจำนวนเครื่องกระสุนที่ใช้ในการฝึกซ้อม และเมื่อซ้อมเสร็จก็ไม่ให้นำอาวุธ ป. ออกจากสนาม
แต่ประเด็นที่กลายเป็นที่ถกเถียงมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากประชาชนมีอาวุธ ป. ถูกกฎหมายเก็บอยู่ภายในบ้าน แล้วเกิดโจรบุกรุก สามารถนำออกมาใช้ป้องกันตัวได้หรือไม่
นายอนุทินตอบโดยมีสาระว่า **แม้ลั่นไกใส่โจรภายในบ้านก็ยังผิด** โดยคำพูดจริงของนายกฯ ระบุว่า “ยิงในบ้านก็ไม่ได้ ลองไปยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาประกอบ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมี **ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68** ว่าด้วยการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโดยหลัก หากบุคคลจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายที่ผิดกฎหมายและใกล้จะถึง และกระทำพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำไม่มีความผิด
ดังนั้น การที่เจ้าของบ้านใช้อาวุธ ป. เมื่อต้องเผชิญกับผู้บุกรุก **ไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดโดยอัตโนมัติทุกกรณี** แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ทั้งลักษณะของภัย ความจำเป็น และความพอสมควรแก่เหตุ
ขณะเดียวกัน สิ่งที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้จัดทำคือ **พ.ร.บ.อาวุธ ป. ฉบับใหม่** ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการยกร่างและขั้นตอนทางกฎหมาย จึงต้องติดตามว่าเนื้อหาสุดท้ายจะกำหนดเรื่องการครอบครอง การพกพา และบทลงโทษไว้เข้มข้นเพียงใด
นายอนุทินยืนยันจุดยืนว่า อาวุธ ป. เป็น “ของร้อน” การมีไว้ใกล้ตัวอาจนำไปสู่ความรุนแรงเมื่อเกิดความกดดันหรือบันดาลโทสะ พร้อมเสนอว่าผู้ที่มีอาวุธ ป. อยู่แล้วควรเก็บให้ปลอดภัย นำเครื่องกระสุนและแม็กกาซีนออก ไม่ให้พร้อมใช้งาน
ทิศทางของรัฐบาลจึงชัดเจนว่า **ต้องการคุมอาวุธ ป. เข้มกว่าเดิม ห้ามพกพา และเพิ่มความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย**
แต่สิ่งที่ต้องจับตาควบคู่กันคือ ร่างกฎหมายใหม่จะออกมาอย่างไร และโดยเฉพาะแนวคิดที่นายกฯ ระบุถึงขั้น **“ลั่นไกใส่โจรในบ้านก็ผิด”** จะสัมพันธ์กับสิทธิในการป้องกันตนเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 อย่างไร
#NEWS1 รายงาน