xs
xsm
sm
md
lg

เงินลงทุนจริงหรือแค่ตัวเลขบนกระดาษ “เอกนิติ–บีโอไอ” ฝันผลงานครึ่งปีทะลุ 5.3 แสนล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อมีการประกาศตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คือ เม็ดเงินที่ได้รับอนุมัติหรือยื่นขอส่งเสริมเหล่านั้น ได้กลายเป็น “การลงทุนจริง” ในระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด หรือสุดท้ายแล้วเป็นเพียงตัวเลขที่สวยงามในรายงานทางสถิติ

จึงมักมีคำถามว่าประเด็นทบทวนเม็ดเงินการลงทุนกำลังถูกนำกลับมาโชว์เป็นผลงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ สั่งการให้ปรับวิธีการติดตามผลการลงทุนจากเดิมที่เน้นตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตาม “เงินลงทุนจริง” ที่เกิดขึ้นในแต่ละไตรมาส เพื่อวัดผลว่าเม็ดเงินที่ประกาศกันนั้นได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงหรือไม่

สำหรับผลการติดตามล่าสุดสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เมื่อไตรมาส 2 ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริงกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีมูลค่าการลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน

ขณะที่บีโอ ตีกปีโชว์ ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่หลายภาคส่วนยังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของการค้า และการแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อพบว่าเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ

ทั่งนี้แม้ตัวเลขการลงทุนจริงจะช่วยตอบเรื่องเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่า การลงทุนเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงมาก แต่ยังถูกมีแรงต้านเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และผลประโยชน์ที่ตกสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศเมื่อเทียบกับสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้

แต่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขการจ้างงานกว่า 630,000 ตำแหน่งที่บีโอไอระบุไว้ ถือเป็นความหวังสำคัญ แต่คุณภาพของการจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้เม็ดเงินลงทุน เพราะหากตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่กระจายตัวอย่างที่คาดหวัง

ในส่วนของนโยบาย การที่บีโอไอหันมาให้ความสำคัญกับการวัดผล “เงินลงทุนจริง” ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดที่น่าสนใจ เพราะช่วยลดข้อครหาที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการประกาศตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมมูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการลงทุนเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้จะไม่ได้วัดจากตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดจากผลลัพธ์ปลายทาง ทั้งการสร้างงาน รายได้ภาษี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นจึงมีการจับตามองอาจว่า “ลงทุนจริงหรือไม่” เพราะตัวเลขล่าสุดของบีโอไอกำลังพยายามตอบคำถามนั้นแล้ว แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ “ลงทุนแล้วประเทศไทยได้อะไรกลับมา” และเม็ดเงินกว่า 5.3 แสนล้านบาทที่เกิดขึ้นจริงในครึ่งปีแรก จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่

นี่ต่างหากที่เป็นโจทย์ที่รัฐบาลและบีโอไอจะต้องพิสูจน์ให้เห็นในระยะต่อไปว่าตัวเลขการลงทุนจะเกิดขึ้นได้จริงในรัฐบาลยุคนี้