จากยุคพ่อที่เปิดทางเพิ่มร้านค้า ป. มาถึงยุคลูกที่เดินหน้าคุมเข้ม ป. ภาพนโยบายที่หันไปคนละทิศกำลังกลายเป็นประเด็นน่าสนใจ เมื่อย้อนกลับไปกว่า 15 ปีก่อน พบว่าในสมัย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของ อนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการเปลี่ยนแนวทางและเปิดให้พิจารณาตั้งร้านค้า ป.เพิ่มเติม
เรื่องนี้มีหลักฐานจากคำชี้แจงของชวรัตน์ต่อสภาเมื่อปี 2553 หลังถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามเกี่ยวกับการอนุญาตร้านค้า ป.เพิ่มเติม
ชวรัตน์ชี้แจงในเวลานั้นว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งมีนโยบายไม่ให้ตั้งร้านค้า ป.เพิ่ม และมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ร้านค้ามีน้อย เกิดปัญหาเรื่องราคา จึงให้กรมการปกครองพิจารณาทบทวนแนวทาง
เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การแข่งขัน โดยมองว่าหากมีร้านค้ามากขึ้น จะช่วยลดการผูกขาดและทำให้ผู้ที่มีสิทธิตามกฎหมายสามารถเข้าถึง ป.ในราคาที่เหมาะสมขึ้น
ตัวเลขที่ชวรัตน์ชี้แจงต่อสภาขณะนั้นระบุชัดว่า มีการ อนุมัติใบอนุญาตร้านค้าใหม่แล้ว 113 ใบ และยังมีคำขออีก 91 ใบอยู่ระหว่างการพิจารณา
เมื่อรวมกับร้านที่มีอยู่เดิม ในเวลานั้นมีใบอนุญาตร้านค้า ป.รวม 448 ใบ
จึงกล่าวได้ว่า ในยุคที่ชวรัตน์กำกับกระทรวงมหาดไทย มีการเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ธุรกิจร้านค้า ป.อย่างน้อยร้อยกว่าราย ภายใต้กระบวนการอนุญาตของภาครัฐเอง
แต่เมื่อเวลาผ่านมากว่า 15 ปี ภาพกลับเปลี่ยนไป
วันนี้มาถึงยุคของ อนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายของชวรัตน์ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อนโยบายควบคุม ป. และกำลังเดินหน้ามาตรการเข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องการพกพา การอนุญาต และการทบทวนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ ป. หลังเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความกังวลให้กับสังคม
นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเรื่องความปลอดภัยของประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการร้านค้า ป.ที่ดำเนินกิจการอย่างถูกกฎหมายก็ต้องจับตาผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะธุรกิจประเภทนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุม ร้านค้าจะเปิดดำเนินการได้ต้องผ่านกระบวนการอนุญาตจากภาครัฐ และในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการอย่างน้อย 113 รายที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ในช่วงที่ชวรัตน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
จึงเกิดภาพเปรียบเทียบทางการเมืองที่น่าสนใจว่า
รุ่นพ่อเป็นผู้เปิดทางให้ร้านค้า ป.เพิ่มขึ้น แต่เมื่อมาถึงรุ่นลูก กลับเป็นยุคที่การควบคุม ป.กำลังเข้มงวดขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม คำว่า “จ่อพัง” ในพาดหัวเป็นการสะท้อนความเสี่ยงและตั้งคำถามถึงผลกระทบทางธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าร้านค้า 113 แห่งดังกล่าวถูกสั่งปิด หรือกำลังจะถูกสั่งปิดทั้งหมด
สิ่งที่ต้องติดตามคือ หากมาตรการของรัฐบาลทำให้การขออนุญาตซื้อหรือครอบครอง ป.ถูกจำกัดมากขึ้น ตลาด ป.ถูกกฎหมายย่อมหดตัว และผู้ประกอบการที่รัฐเคยอนุญาตให้เข้ามาดำเนินธุรกิจอาจเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
จึงกลายเป็นภาพที่น่าจับตา จากนโยบายเมื่อกว่า 15 ปีก่อนที่ “เปิดทางด้วยมือพ่อ” มาถึงวันนี้ที่นโยบายของรัฐใน ยุคอนุทิน อาจทำให้ธุรกิจเดียวกันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่
ท้ายที่สุด ร้านค้า ป.ที่รัฐเคยเปิดประตูให้เข้ามา จะสามารถดำเนินกิจการต่อไปภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นธุรกิจที่ เปิดทางในยุคพ่อ แต่ต้องมาลุ้นอนาคตในยุคลูก
#NEWS1 รายงาน