xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP. 2 (จบ) โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ซีรี่ย์ : ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP. 2 (จบ) โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้

คำถามสำคัญที่สังคมต้องเค้นหาคำตอบต่อโครงการโซลาร์ฯ ล้านหลังคาเรือน ก็คือ เมื่อประชาชนต้องกลายเป็นผู้แบกหนี้เงินกู้ แบงก์รัฐรับความเสี่ยง และคนไทยทั้งประเทศต้องถูกรีดภาษีไปอุดหนุน แล้วเม็ดเงินก้อนโตระดับ 100,000 ถึง 150,000 ล้านบาทจากโครงการนี้ ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์ตัวจริง

คำคุยโตที่ว่าโครงการนี้จะกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างเศรษฐกิจสีเขียวฐานราก เป็นเพียงมายาคติบังตา เพราะเมื่อกางห่วงโซ่อุปทานของตลาดพลังงาน พร้อมส่องมุมมองของบรรดาสำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในตลาดหุ้น จะพบว่าโครงสร้างระบบถูกออกแบบไว้เพื่อรวบงบแสนล้านบาทส่งตรงเข้ากระเป๋า 3 ประสาน ทุนมังกรจีน – ดิสทริบิวเตอร์ไอที – ค้าปลีกยักษ์ใหญ่" ครบวงจร

เม็ดเงินแสนล้าน หุ้นเด้งขานรับ

ทันทีที่ข่าวรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินกู้แผ่นดิน 50,000 ล้านบาท พ่วงด้วยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอีก 100,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสินและ ธอส. ถูกปล่อยออกมา บรรดาสำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างออกรายงานประเมินทิศทางตลาดหุ้น ตัวเลขงบประมาณแสนล้านบาทไม่ได้หมุนเวียนในร้านค้าชุมชนแม้แต่บาทเดียว แต่ขานรับเป็น Sentiment เชิงบวกดันราคาหุ้นของกลุ่มทุนผ่านห่วงโซ่อุปทาน 3 ชั้น นั่นคือ 
 
ชั้นแรก ต้นน้ำ — ทุนมังกรจีน ผู้รับประโยชน์ก้อนโตที่สุด

ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมผลิตผลึกซิลิคอนหรือโซลาร์เซลล์ในระดับต้นน้ำเอง ปัจจุบันประเทศจีนควบคุมกำลังการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลกเกินกว่าร้อยละ 80 และควบคุมตลาดอินเวอร์เตอร์เกินร้อยละ 70 เมื่อโครงการแสนล้านบาทอุบัติขึ้น เม็ดเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จะถูกโอนข้ามประเทศไปซื้ออุปกรณ์จากยักษ์ใหญ่ Tier-1 ของจีนทันที ทั้งค่ายแผงโซลาร์อย่าง LONGi Solar, Jinko Solar, Trina Solar, JA Solar และค่ายอินเวอร์เตอร์อย่าง Huawei, Sungrow, Growatt และ Solis

ชั้นที่สอง กลางน้ำ — ดิสทริบิวเตอร์ไอทีไทย ด่านคุมส่วนต่างกำไร

การนำเข้าอุปกรณ์นับล้านชุดจากจีน ต้องผ่าน "ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่" ในไทย ค่ายไอทียักษ์ใหญ่ต่างขยับตัวจับมือพันธมิตรจีนอย่างครึกโครม โดย SYNEX (ซินเน็ค) ได้เซ็น MOU ดึง LONGi Solar และ Huawei เข้ามาทำตลาดโซลาร์ในไทยอย่างเป็นทางการ 
 
ขณะที่ SIS (เอสไอเอส) ก็รุกหนักด้าน Energy Management เป็นตัวแทนจำหน่ายอินเวอร์เตอร์แบรนด์โลกอย่าง Sigenergy, Growatt และ Huawei ครบวงจร เช่นเดียวกับ COM7 ที่ขยายเครือข่ายค้าปลีกไอทีเตรียมรวบพอร์ตจำหน่ายโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ Smart Home 
 
กลุ่มไอทีกลางน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นด่านที่รอฟันส่วนต่างกำไรขั้นต้น จากการเป็นผู้ถือสิทธิ์กระจายสินค้าก่อนส่งต่อให้ห้างค้าปลีก

ชั้นที่ 3 ปลายน้ำ — ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง & บิ๊กผู้รับเหมา

นักวิเคราะห์จาก บล.ทีทีบี เวลธ์, บล.เอเชีย พลัส, บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บล.ดาโอ ต่างชี้ตรงกันว่า หุ้นกลุ่มซ่อมแซมบ้านอย่าง โฮมโปร, โกลบอลเฮ้าส์ และ ดูโฮม รวมไปถึงบิ๊กผู้รับเหมาอย่าง GUNKUL (กันกุล) คือผู้จะเข้ามาคว้าเค้กติดตั้งก้อนโตด้วยระบบ One Stop Service ของการไฟฟ้าฯ ที่ตั้งเกณฑ์คุณสมบัติและวงเงินประกันไว้สูงลิ่ว ห้างค้าปลีกและบิ๊กผู้รับเหมาเหล่านี้จึงกลายเป็นตัวเลือกผูกขาดที่ตัดโอกาสร้านค้าอุปกรณ์และช่างไฟฟ้ารายย่อยในท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง


โซลาร์จีนฟาดเรียบ

หากประเมินจากสัดส่วนโครงสร้างต้นทุนของการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ วงเงินประมาณ 100,000 – 150,000 บาทต่อหลัง เม็ดเงินก้อนโตที่สุดจะไหลออกไปสู่ "ห่วงโซ่ต้นน้ำ" คือกลุ่มทุนผลิตแผงและอินเวอร์เตอร์ในจีน เป็นอันดับ 1 ขณะที่ "ห่วงโซ่ปลายน้ำ" บรรดาห้างค้าปลีกและบิ๊กผู้รับเหมาในไทย จะเก็บเกี่ยวส่วนต่างกำไรในประเทศได้มากเป็นอันดับ 2

หากวิเคราะห์สัดส่วนการไหลและกระจายตัวของเม็ดเงินแสนล้านบาทตลอดห่วงโซ่อุปทาน สามารถชำแหละออกเป็นตัวเลขประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ดังนี้

1. ห่วงโซ่ต้นน้ำที่เป็นโรงงานจีน กินเค้กสัดส่วนใหญ่สุด ~50% – 60% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ตกประมาณ 75,000 – 90,000 บาทต่อชุด หรือ 50,000 – 90,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนหลักของระบบโซลาร์คือ "อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์" โดยแผงโซลาร์เซลล์ คิดเป็น 30% – 35% ของต้นทุนระบบรวม เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) คิดเป็น 15% – 20% ของต้นทุนระบบรวม ขณะที่ไทยผลิตอุปกรณ์สองสิ่งนี้ในระดับต้นน้ำไม่ได้ เม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุดก้อนนี้จึง "โอนตรงออกนอกประเทศ" เข้าสู่งบการเงินของยักษ์ใหญ่จีน

2.ห่วงโซ่ปลายน้ำห้างค้าปลีกและผู้รับเหมาใหญ่ จะเก็บเกี่ยวส่วนต่างในไทยมากสุด ~25% – 35% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ประมาณ 35,000 – 50,000 บาทต่อชุด หรือ 25,000 – 50,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน กลุ่มห้างค้าปลีกและผู้รับเหมาใหญ่อย่าง GUNKUL คือผู้ควบคุม "ราคาขายปลีกและบริการติดตั้ง" แบบเหมารวม

อันที่จริงแล้ว ปัจจุบัน ราคาอุปกรณ์ต้นน้ำบวกค้าส่งจริงอยู่ที่ราว 90,000 – 100,000 บาท แต่การที่รัฐตั้งราคากลางไว้สูงถึง 150,000 บาท เปิดโอกาสให้กลุ่มปลายน้ำฟัน "ส่วนต่างกำไรค่าแพ็กเกจ ค่าแรงติดตั้ง และค่าดำเนินการ One Stop Service" ถึง 30–40% จากราคาส่ง ทำให้กลุ่มปลายน้ำคือผู้ที่โกย "กำไรสุทธิในประเทศ" ไปได้สูงที่สุดในห่วงโซ่

3. ดิสทริบิวเตอร์ไอทีไทย ที่เป็นห่วงโซ่กลางน้ำ จะมีสัดส่วนส่วนต่างค้าส่ง ~10% – 15% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ประมาณ 10,000 – 20,000 บาทต่อชุด หรือ 10,000 – 15,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน โดยดิสทริบิวเตอร์ไอที ทำหน้าที่เป็น "คนกลางและผู้บริหารคลังสินค้า" ได้ส่วนต่างกำไรค้าส่ง อยู่ที่ประมาณ 8% – 15% จากการสั่งซื้อล็อตใหญ่ ทำให้ได้รับส่วนแบ่งสัดส่วนน้อยกว่าต้นน้ำและปลายน้ำ แต่เน้น "การกินปริมาณมหาศาล" จากการกระจายสินค้านับแสนถึงหนึ่งล้านชุด โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องช่างติดตั้งหรือสินเชื่อ

ดังนั้น เงินอุดหนุน 50,000 บาทจากภาษีคนจน ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนติดโซลาร์ถูกลงจริง แต่ถูกส่งไปเป็นกำไรส่วนเกินของทุนมังกรจีน ดิสทริบิวเตอร์ไอที และห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ โดยที่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับหนี้สาธารณะไปผ่อนชำระคืน!


รีดภาษี-หนี้คนไทย ทุนจีนรับเละ

นี่คือ "ปมอันตรายร้ายแรงที่สุด" ในเชิง นโยบายอุตสาหกรรม และ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี ของประเทศไทยที่รัฐบาลปิดปากเงียบ!

การอ้างว่าโครงการนี้สร้างงานและสร้างอุตสาหกรรมในประเทศเป็นเพียงวาทกรรมอำพราง ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 3 ประการ

ประการแรก สวมสิทธิ์โรงงานประกอบ

โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุนไทยและไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำเอง หากแต่เป็น "ทุนจีนที่เข้ามาตั้งฐานประกอบ" เพื่อใช้ตราสัญลักษณ์ Made in Thailand ในการสวมสิทธิ์หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ประการที่สอง การรั่วไหลทางการคลังมหาศาล

ทุกๆ 100 บาทของวงเงินโครงการ เม็ดเงินกว่า 60 ถึง 70 บาท จะไหลออกนอกประเทศทันทีในรูปค่าอุปกรณ์แผงและอินเวอร์เตอร์ โดยที่เงินกู้ 50,000 ล้านบาท และภาระดอกเบี้ย Soft Loan ยังคงตกเป็น "หนี้สาธารณะที่คนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายภาษีผ่อนชำระคืน"

ประการสุดท้าย การสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ประเทศไทยถูกยกระดับเป็นได้แค่ "ผู้ซื้อและผู้ใช้ที่ไร้อำนาจ" โดยที่ไม่เคยขยับไปเป็น "ผู้ผลิตเทคโนโลยี" หรือเจ้าของนวัตกรรมเลย แม้จะทุ่มงบประมาณและสร้างหนี้แผ่นดินไปนับแสนล้านบาทก็ตาม!


เจาะลึก 4 กับดัก “ใต้หลังคาบ้าน”

ขณะที่พันธมิตร 3 ประสานโกยผลกำไรกันอย่างเกษมสำราญ ประชาชนที่หลงเชื่อคำโฆษณา “ติดฟรี ประหยัดค่าไฟทันที” กลับต้องเผชิญกับดักอันตราย 4 ประการ ที่ถูกหมกไว้ใต้หลังคาบ้านตัวเอง

กับดักที่ 1: ปั่นราคา 1.5 แสน เงินอุดหนุนไหลเข้ากระเป๋าทุน

การตั้งราคากลางระบบ 5 กิโลวัตต์ ไว้สูงถึง 150,000 บาท ก่อให้เกิดภาวะบิดเบือนราคา จากราคาติดตั้งเกรด Tier-1 ในตลาดเพียง 100,000–110,000 บาท แต่เมื่อรัฐแจกเงิน ผู้รับเหมาและห้างค้าปลีกจึงพร้อมใจกันดันราคาแพ็กเกจแตะเพดาน 150,000 บาท เงินอุดหนุน 50,000 บาทของรัฐจึงถูกดูดซับไปเป็น "ส่วนต่างกำไร" ของกลุ่มทุน โดยประชาชนยังคงต้องยื่นกู้ 100,000 บาทเท่าเดิม ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ถูกลงจริงแม้แต่น้อย

• กับดักที่ 2: พฤติกรรมใช้ไฟ และกลลวง Net Billing

เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านตอนกลางวัน ไฟส่วนเกินจะถูกขายเข้าสายส่งการไฟฟ้าในราคาถูกเพียง 2.20 บาท/หน่วย พอตกดึกกลับบ้าน ต้องซื้อไฟกลับคืนในราคา ~4.00 บาท/หน่วย ขาดทุนส่วนต่างเกือบ 2 บาททุกหน่วย เงินประหยัดค่าไฟอาจไม่พอจ่ายค่างวดสินเชื่อต้องควักเงินออกมาเติมกลายเป็นหนี้ยืดเยื้อเรื้อรัง

กับดักที่ 3: อินเวอร์เตอร์พังก่อนผ่อนหนี้หมด

ความจริงเชิงเทคนิคที่รัฐปิดเงียบคือ Inverter หรือ เครื่องแปลงไฟ มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 5–8 ปี ความเสี่ยงผ่อนหนี้ไม่หมดแต่อินเวอร์เตอร์มีโอกาสพังสูงมาก เจ้าของบ้านต้องหาเงินสด 30,000–50,000 บาท มาซื้อเครื่องใหม่เอง พ่วงด้วยภาระประสิทธิภาพแผงเสื่อมลงทุกปี ค่าล้างแผงตรวจเช็กระบบปีละ 2,000–4,000 บาท และขยะอันตรายในอีก 20 ปีข้างหน้า

• กับดักที่ 4: คอขวดหม้อแปลงเต็ม และขบวนการ “ตั๋วช้างโควตา”

มาตรฐานวิศวกรรมอนุญาตให้มีไฟโซลาร์ไหลย้อนเข้าหม้อแปลงแต่ละลูกได้ไม่เกิน 15–30% ของความจุ หากในหมู่บ้านใดติดโซลาร์พร้อมกันเพียง 10–15 หลัง หม้อแปลงในหมู่บ้านนั้นจะ "เต็มความจุ" เปิดช่องให้เกิด "ขบวนการตั๋วช้างกว้านจองโควตา" โดยผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์ภายใน ทำการกว้านจองโควตาหม้อแปลงล่วงหน้า แล้วนำมาขายพ่วงแพ็กเกจติดแผงราคามหาโหดให้แก่ประชาชน

รื้อโครงสร้าง วางยุทธศาสตร์

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะนำพาประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงมาตรการสร้างภาพผันเงินกู้ประเคนให้กลุ่มทุน รัฐบาลต้องผลักดัน 2 ยุทธศาสตร์รื้อโครงสร้าง

ยุทธศาสตร์ที่ 1: ปลดล็อก Net Metering 1:1 พ่วงค่าสายส่งที่เป็นธรรม

สยบข้ออ้างค่าสายส่ง : ให้ประชาชนใช้ระบบ Net Metering หักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 แต่กำหนดให้จ่าย "ค่าบริการสายส่ง" ในอัตราที่เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง (เช่น 0.50 – 0.70 บาท/หน่วย) สำหรับทุกหน่วยไฟฟ้าที่ส่งเข้าและดึงกลับจากระบบ การไฟฟ้าฯ จะได้รายได้ไปบำรุงเสาไฟ หยุดวาทกรรมคนติดโซลาร์เอาเปรียบคนไม่ติด

• สยบข้ออ้างระบบไฟไม่เสถียร: นำรายได้จากค่าผ่านสายส่งเข้า กองทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อลงทุนใน Smart Inverter Control และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานระดับชุมชนซึ่งแก้ปัญหาความผันผวนทางวิศวกรรมตรงจุด

ยุทธศาสตร์ที่ 2: กำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ

• เงื่อนไขอุดหนุนขั้นบันได: กำหนดให้โครงการที่ได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท และ Soft Loan ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40–50% เพื่อบีบให้ทุนจีนต้องเกิดการร่วมทุน และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการไทยอย่างจริงจัง

• ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง : สนับสนุนสิทธิประโยชน์ภาษีให้ค่ายอิเล็กทรอนิกส์ไทยผลิต Inverter, ระบบคุมการจ่ายไฟ (EMS) และบังคับใช้โครงสร้างจับยึด (Racking) ที่ผลิตในไทย 100%

• กระจายงานสู่ SMEs ชุมชนและอาชีวศึกษา: กำหนดโควตางานติดตั้งไม่น้อยกว่า 40% ให้แก่ SMEs ในพื้นที่ พร้อมดึงวิทยาลัยการอาชีพทั่วประเทศอบรมและรับรองมาตรฐาน "ช่างไฟสีเขียว" เพื่อสร้างการจ้างงานและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานรากอย่างแท้จริง


โครงการโซลาร์ล้านหลังเรือน จะต้องไม่เป็นเพียง "มาตรการสูบเลือดคนไทย ไปหล่อเลี้ยงทุนต่างชาติ" ที่สร้างภาระหนี้สินผูกพันระยะยาวให้ประชาชน โดยที่ต้นตอของปัญหาค่าไฟแพงและการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ยังมั่นคง

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องหยุดประเคนงบให้กลุ่มทุน แล้วหันมารื้อโครงสร้างด้วย Net Metering 1:1 พ่วงค่าสายส่งที่เป็นธรรม ควบคู่กับการใช้ Local Content เพื่อสร้างอุตสาหกรรมพลังงานของคนไทยอย่างแท้จริง.

ย้อนอ่าน ซีรี่ย์ ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP.1: ปลัดพลังงานใหม่สีน้ำเงิน รันเค้กแสนล้าน ซุกหนี้ ม.28