19 สิงหาคม 2569 ประเด็นการติดตามเงินที่รัฐเรียกจาก ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมราว 2.7 หมื่นล้านบาท กำลังเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรเร่งติดตามอย่างจริงจัง เพราะเงินจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการบริหารประเทศ
กรณีทักษิณ เป็นหนี้ภาษีและเงินเพิ่มจากการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งภายหลังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 กรมสรรพากรระบุว่าได้ดำเนินการติดตามชำระหนี้ สอบสวนทรัพย์สิน รวมถึงการยึดและอายัดทรัพย์ตามกฎหมาย โดยหากบังคับชำระแล้วยังไม่ครบก็สามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ส่วนกรณียิ่งลักษณ์ เป็นความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีขั้นตอนการบังคับชำระและข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องติดตามสถานะอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่า ได้กำกับติดตามหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพียงใด เพราะหากรัฐมีสิทธิเรียกเงินและสามารถบังคับตามกฎหมายได้ ก็ต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ไม่ว่าลูกหนี้ของรัฐจะเป็นประชาชนทั่วไป อดีตนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองก็ตาม
โดยเฉพาะหากมีกรอบเวลาตามกฎหมายในการบังคับชำระ หน่วยงานที่รับผิดชอบยิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดกรณีปล่อยเวลาผ่านไปจนรัฐเสียสิทธิ เพราะเงินจำนวน 2.7 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เงินของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นผลประโยชน์ของแผ่นดิน
ส่วนคำถามว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่นั้น ไม่สามารถสรุปจากการไม่เร่งรัดเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจคนใดมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง รู้ถึงหน้าที่และความเสี่ยงที่รัฐจะเสียหายหรือไม่ และมีการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตหรือไม่
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำให้ชัดในเวลานี้ คือเปิดเผยสถานะการติดตามเงินทั้งสองกรณีว่า ดำเนินการถึงขั้นตอนไหนแล้ว บังคับชำระได้เท่าใด เหลืออีกเท่าใด และมีกรอบเวลาทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการให้เสร็จเมื่อใด เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือปล่อยให้ผลประโยชน์ของรัฐหลุดมือ
เพราะเมื่อเป็นเงินของแผ่นดิน หน้าที่ของรัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงการมีคำสั่งหรือคำพิพากษา แต่ต้องติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจนถึงที่สุด
#NEWS1 รายงาน