ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ พยายามหาทางยุติสงครามที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มต้นร่วมกับอิสราเอลเมื่อเกือบ 6 เดือนก่อน
สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน และลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียอย่างรวดเร็ว ตลาดโลกต่างตกตะลึงเมื่ออิหร่านแสดงแสนยานุภาพในการควบคุมการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก
สหรัฐฯ และอิหร่านประกาศข้อตกลงหยุดยิง 2 ครั้งในเดือน เม.ย. และ มิ.ย. โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ระดับก่อนสงครามและเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ข้อตกลงทั้งสองครั้งก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าอิสราเอลจะถอนตัวออกจากการสู้รบไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
ในข้อความที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อเย็นวันพุธ (19) ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะใช้ "สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน" แม้ว่ารายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนนัก อิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
“ประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน ประเทศนั้นจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” ทรัมป์ เขียน
คำขู่และการประกาศบนโซเชียลมีเดียของ ทรัมป์ นั้นไม่ได้มีการดำเนินการหรือลงมือปฏิบัติอย่างที่เขียนไว้เสมอไป และเขาก็ไม่ได้ระบุขั้นตอนอย่างเฉพาะเจาะจงที่สหรัฐฯ จะดำเนินการกับประเทศเป้าหมาย ซึ่งดูเหมือนจะรวมถึงชาติพันธมิตรบางประเทศที่ช่วยไกล่เกลี่ยสันติภาพ และ ทรัมป์ ก็ไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดประเทศหนึ่งด้วย
เมื่อวันอังคาร (18) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ ประกาศระงับกิจกรรมทางการค้า การแลกเปลี่ยนทางการค้า และธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกระทรวงกลาโหมยูเออีระบุว่า ตรวจพบขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงจากอิหร่านตกลงในทะเล ซึ่งอิหร่านปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าไม่มีมูลความจริง
จากข้อมูลปี 2025 ของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Kpler ระบุว่า จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านมากกว่า 80% แต่หากสหรัฐฯ ยังคงทำสงครามเศรษฐกิจกับจีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่มายังอเมริกา รวมถึงแร่ธาตุหายากที่สำคัญ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้
สำนักข่าว Fars ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากทางการอิหร่าน รานงานว่า โมฮัมหมัด ม็อกเบอร์ ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอังคาร (18) ว่าอิหร่านยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการเจรจาคือการยอมจำนน
ม็อกเบอร์ ย้ำว่า แรงกดดันทางทหารและการคว่ำบาตรไม่อาจทำลายความมุ่งมั่นของอิหร่านได้
ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร (18) ว่าไม่มีการเจรจาใดๆ กับอิหร่าน แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยและทูตพิเศษของทรัมป์ ออกมากล่าวในแง่ดี โดยระบุว่าการเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ และ "อาจจะหนักแน่นรัดกุมกว่าเดิม" ด้วยซ้ำ
ทรัมป์ ต้องการยึดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน และกำลังแสวงหาข้อตกลงใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิมเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์และการวิจัยของอิหร่าน แทนที่ข้อตกลงที่เขานำสหรัฐฯ ตัวออกไปฝ่ายเดียวในปี 2018
อิหร่านซึ่งเป็นภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ กล่าวมานานหลายทศวรรษแล้วว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติ
ที่มา: รอยเตอร์