สหรัฐฯจะกำหนดมาตรการคว่ำบารเล่นงานอิหร่าน "หนักหน่วงสุดในประวัติศาสตร์" จากคำประกาศกล่าวของสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของอเมริกาในวันพฤหัสบดี(20ส.ค.) ความเคลื่อนไหวหันไปมุ่งเน้นมาตรการทางเศรษฐกิจ ที่เขาบ่งชี้ว่ามันจะทำให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่รอบใหม่ถล่มอิหร่าน มีความจำเป็นน้อยลง
ถ้อยแถลงของเบสเซนต์ มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯออกมาขู่หนึ่งวันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ "การทำสงครามทางเศรษฐกิจ" และเตือนประเทศใดๆ ที่มอบสายเลี้ยงชีพแก่อิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม จะต้องเจอกับผลสนองทางเศรษฐกิจ
"ผมไม่แน่ใจว่าทำไมราคาน้ำมันถึงดีดตัวขึ้นเพราะเรื่องนี้" เบสเซนต์บอกกับซีเอ็นบีซี "ถ้าเราดำเนินการกดดันทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด นั่นหมายความว่าอาจจะไม่มีการเริ่มความเคลื่อนไหวของกำลังทหารครั้งใหม่ในวงกว้าง" เขากล่าว
ผู้คนหลายพันรายเสียชีวิตในความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งลากชาติต่างๆในอ่าวเปอร์เซียเข้าร่วมวงและก่อคลื่นความช็อคแก่ตลาดหุ้นทั่วโลก ในขณะที่อิหร่านแสดงศักยภาพในการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น่านน้ำอันสำคัญที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วน 20% ของอุปทานโลก
สหรัฐฯและอิหร่านแถลงข้อตกลงหยุดยิงมาแล้ว 2 รอบ ในเดือนเมษายนและมิถุนายน มีเป้าหมายเพื่อคืนชีพกระแสการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมุ่งหน้าสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวร อย่างไรก็ตามข้อตกลงหยุดยิงทั้ง 2 รอบ กลับพังครืนลงในเวลาไม่นานนัก
ก่อนหน้าคำแถลงของเบสเซนต์ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เรียกมันว่าเป็น "การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ" ที่เล็งเป้าเล่นงานประชาชนคนธรรมดาชาวอิหร่าน และเปรียบเทียบว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
เบสเซนต์ ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี ว่าเขาจะแบ่งปันรายละเอียดเพิ่มเติมและให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะทำกับอิหร่าน ระหว่างการแถลงข่าวที่จะมีขึ้นในวันจันทร์(24ส.ค.) "มันเป็นการออกหมัด1-2 เราปิดล้อมอิหร่านไปแล้ว และเรากำลังจะมีมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร" เขากล่าว "มันจะได้ผลในอิหร่านและเราจะโค่นล้มระบอบปกครองนี้ ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรของเขาและทั่วโลกต้องตัดสินใจ" เขากล่าว
เมื่อถามว่าสหรัฐฯจะเล่นงานจีนหรือไม่ ถ้าปักกิ่งยังคงเดินหน้าทำธุรกิจกับอิหร่าน ทาง เบสเซนต์ กล่าวว่าบทสนทนาหลายเรื่องควรคุยกันเป็นการส่วนตัวจะดีที่สุด "อย่าลืมว่าจีนนำเข้าพลังงานของพวกเขา 50%จากภูมิภาคอ่าว ดังนั้นการปรับตัวให้เข้ากับแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพวกเขา" รัฐมนตรีคลังสหรัฐณระบุ
อ้างอิงข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลและข่าวกรองทางการค้าระดับโลก พบว่าจีนซื้อน้ำมันของอิหร่านที่ส่งมอบทางทะเล คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% แต่การยกระดับการทำสงครามทางเศรษฐกิจกับจีน ชาติผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ ในนั้นรวมถึงแร่แรร์เอิร์ธ ก่อความเสี่ยงที่ปักกิ่งจะแก้แค้นวอชิงตันเช่นกัน
ในข้อความที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อเย็นวันพุธ (19ส.ค.) ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะใช้ "สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน" แม้ว่ารายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนนัก อิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
“ประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน ประเทศนั้นจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” ทรัมป์ เขียน
อับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เรียกความเห็นของทรัมป์ ว่าเป็นความพยายามหันเหความสนใจของประชาชนชาวอเมริกา ออกจากปัญหาการเงินภายในประเทศ ในนั้นรวมถึงตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เขากล่าวว่าการที่วอชิงตันยืนกรานจะดำเนินนโยบายที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น จะนำมาซึ่งความล้มเหลวมากกว่าเดิมและก่อความบาดหมางแก่ประชาชนชาวอิหร่าน "การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจของอเมริกาคุกคามเศรษฐกิจโลก และอธิปไตยแห่งชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก" เขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์
จนถึงตอนนี้ ทรัมป์ ยังไม่บรรลุเป้าหมายใดๆที่เขาวางเอาไว้ในช่วงเริ่มต้นสงคราม ไม่ว่าจะเป็นรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน จำกัดศักยภาพของเตหะรานในการโจมตีบรรดาคู่ปรับในภูมิภาค และก่อเงื่อนไขต่างๆที่จะเปิดทางให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกฮือโค่นล้มคณะผู้ปกครองของพวกเขา
บ่อยครั้งที่คำขู่และการประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของทรัมป์ ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงตามที่พูดไว้ ขณะที่คำเตือนล่าสุดนี้เขาก็ไม่ได้ระบุถึงมาตรการต่างๆอย่างเจาะจงที่สหรัฐฯจะดำเนินการหรือเอ่ยชื่อประเทศไหน แม้คำเตือนดังกล่าวดูเหมือนจะครอบคลุมไปถึงชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่มีส่วนช่วยไกล่เกลี่ยการเจรจาสันติภาพด้วยก็ตาม
ที่ผ่านมา อิหร่านได้เจรจาแยกกันกับโอมาน ในข้อตกลงบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ และบอกหลายต่อหลายครั้งเมื่อเร็วๆนี้ ว่าข้อตกลงใกล้บรรลุแล้ว อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ เมื่อวันจันทร์(17ส.ค.) ตอบโต้การเจรจาดังกล่าว ด้วยการขู่จะทิ้งบอมบ์ถล่มโอมาน พันธมิตรด้านความมั่นคงเก่าแก่ของอเมริกา หากว่า "โอมานเข้ามาขวางทาง"
(ที่มา:รอยเตอร์ส)