ปตท.โชว์แกร่งครึ่งปีแรกโต 74% มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บอร์ดฯ จ่อเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาลต้น ก.ย.นี้ ลุ้นจ่ายสูงกว่าปีก่อนที่จ่ายปันผล 0.90บาท/หุ้น พร้อมตั้งเป้าปีนี้เทรดดิ้ง LNG แตะ 3.75 ล้านตันหลังจากครึ่งปีทำได้แล้ว 1.75 ล้านตัน มั่นใจทั้งปีลงทุนตามเป้า 2.5 หมื่นล้านบาท
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแล ผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ปตท.ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางพลังงานของประเทศมากที่สุด มีการบริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น มีการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆทั้งอาฟริกา สหรัฐฯเพิ่มเติม จากเดิมเคยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากถึง 70% ปัจจุบันเหลือเพียง30%เท่านั้นโดยอาศัยพีทีที เทรดดิ้งที่มีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่น ทำให้สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง และการวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลงทุนให้รัดกุมขึ้น ทำให้ปตท.มีผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ดีกว่าที่คาดไว้ มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท ปตท.จะประชุมฯในต้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการปตท.ครึ่งแรกของปีนี้ เชื่อว่าผู้ถือหุ้นจะไม่ผิดหวัง โดยช่วงครึ่งแรกของปี2568 ปตท.จ่ายปันผล 0.90บาทต่อหุ้น
นายคงกระพัน กล่าวว่า ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต ปิโตรเลียมของปตท.สผ.ได้เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยปีนี้ ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 1.75 ล้านตัน และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)
นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท. พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปีค.ศ. 2050
กลุ่มปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน
รวมทั้งความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหาร สิ้นเดือนมิ.ย. 2569 กลุ่มปตท.มีสภาพคล่องรวม 4.25 แสนล้านบาท เป็นของปตท.ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท
ส่วนงบลงทุนในปี2569 ปตท.ตั้งไว้ 2.5หมื่นล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนไปแล้วราว 1 หมื่นล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะใช้เงินลงทุนได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งปตท.เตรียมออกหุ้นกู้ในประเทศในช่วงต้นไตรมาส 4/69 ส่วนวงเงินอยู่ระหว่างพิจารณา เนื่องจากตลาดทุนในไทยดีกว่าตลาดต่างประเทศและอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ที่ผ่านมา ในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวน กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมีมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท
นายคงกระพัน กล่าวต่อว่า ในวาระครบรอบ 48ปีปตท.ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemmaครอบคลุม 3มิติได้แก่ความมั่นคงทางพลังงาน (Security)การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness)และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability)โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ขณะเดียวกันปตท.พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล 4เรื่องในอนาคตประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ปฏิบัติได้จริง(Practical Energy Transition)มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมโดยก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุดและมีราคาสมเหตุสมผลมุ่งสู่การเป็น Global LNG Playerควบคู่ไปกับการลดคาร์บอนและการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) การใช้ประโยชน์จาก Hydrogen มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zeroในปี 2050
2.การมุ่งยกระดับศักยภาพสู่การเป็น “องค์กรแชมเปี้ยนของไทย” (National Champion) ที่ร่วมนำพาประเทศเติบโตสู่ระดับสากลร่วมกันผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจต่างประเทศอย่างครบวงจรด้วยเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก
3.การช่วยเหลือสังคมอย่างชาญฉลาด (Smart Social Contribution)โดยใช้ศักยภาพทั้งองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกลุ่มปตท.ในการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความสมาร์ทขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
และ 4.การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ (Technology Integration) โดยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AIและนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว