(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/why-japan-is-leading-the-global-bond-selloff/)
Why Japan is leading the global bond selloff
by William Pesek
19/08/2026
จากการที่พวกนักลงทุนระหว่างประเทศกำลังสอดส่องสะสางหารอยร้าวซึ่งจะสามารถลุยเข้าไปฉวยคว้าหาประโยชน์ วิกฤตพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายมากที่สุดเมื่อเทียบกับจุดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งถูกมองว่าเป็นเสมือนเครื่องเอทีเอ็มกดเงินสดของโลกประเภทหนึ่งมาอย่างยาวนาน
นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา - ขณะที่อัตราผลตอบแทน (ยีลด์ yield) ของพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ต่างพากันพุ่งพรวดขึ้นมา ท่ามกลางความหวั่นไหวเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางขณะนี้ ญี่ปุ่นคือผู้ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของแผ่นดินไหวคราวนี้
ใช่ครับ เวลานี้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังเป็นตัวที่ได้รับความสนใจจับตามองกันมากที่สุด –แม้กระทั่งจากพวกนักสังเกตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเช่น เอียน เบรมเมอร์ (Ian Bremmer) แห่ง ยูเรเชีย กรุ๊ป (Eurasia Group) ผู้ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “กระทรวงการคลังสหรัฐฯจะต้องต่อสู้ดิ้นรนหนักหน่วงทีเดียวในการดึงให้ยีลด์ของพันธบัตรคลังประเภทระยะยาวลดลงมา เนื่องจากรัฐสภาสหรัฐฯนั้นไม่ได้แสดงว่ามีอารมณ์เห็นดีเห็นงามกับการใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) กลับกำลังเคลื่อนไหวในทางทิศทางตรงกันข้าม”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ต้องจ่ายอัตราค่าตอบแทนสูงถึง 4.683% ทีเดียวในการประมูลขายพันธบัตรคลังอายุไถ่ถอน 10 ปีล็อตที่มีมูลค่ารวม 42,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นยีลด์ระดับสูงที่สุดหลังจากปี 2007 ในช่วงสุกดิบก่อนหน้าวิกฤตทางการคลังครั้งใหญ่ในสหรัฐฯและทั่วโลก [1]
การประมูลขายพันธบัตรคลังอายุ 30 ปีงวดท้ายสุดที่ผ่านมาก็ทำนองเดียวกัน ต้องจ่ายยีลด์ถึง 5.216% สูงที่สุดหลังจากปี 2001 ขณะที่อัตราผลตอบแทนของพวกพันธบัตรคลัง 30 ปีที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนก็พากันขยับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 19 ปีเช่นกัน พวกนักลงทุนทั่วโลกเวลานี้ต่างกำลังเรียกร้องต้องการผลตอบแทนมากขึ้น สำหรับการออกเงิน (ซื้อพันธบัตรคลัง ซึ่งก็คือการ) ปล่อยกู้ให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เวลานี้มียอดหนี้สินเฉียดระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ [2] แล้ว และความกดดันก็กำลังกระเพื่อมกระจายตัวออกสู่ภายนอก ผลักดันให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลชาติต่างๆ พากันขยับสูงขึ้นตามๆ กัน ตั้งแต่แคนาดาจนถึงยูโรโซน ไปจนถึงสหราชอาณาจักร จนถึงเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
(หมายเหตุผู้แปล: กระทรวงการคลังสหรัฐฯเพิ่งแถลงในวันพุธที่ 19 ส.ค.ว่า รายงานยอดคงเหลือเงินสดและหนี้สินรายวันล่าสุดของกระทรวงการคลัง ณ วันอังคารที่ 15 แสดงให้เห็นว่า หนี้สาธารณะรวมคงค้างของสหรัฐฯทะลุหลัก 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว โดยอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reuters.com/world/us-debt-crosses-40-trillion-threshold-after-doubling-under-trump-biden-2026-08-19/)
“ตลาดบอนด์ทั่วโลกเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาแล้ว” เป็นคำกล่าวของ โรบิน บรูคส์ (Robin Brooks) นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) “นโยบายการคลังที่ใช้จ่ายเกินตัว กำลังตามมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลแล้ว” เมื่อมาถึงตอนนี้ เขาบอกว่า “มันควรเป็นที่ชัดเจนกันแล้วว่า เรื่องที่ผิดปกติเอามากๆ กำลังเกิดขึ้นแล้ว”
ด้าน อันชุล ปราธาน (Anshul Pradhan) นักยุทธศาสตร์การลงทุนของบาร์เคลย์ส (Barclays) เพิ่มเติมขยายรายละเอียดว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3 ตัวที่แยกเผยแพร่กันออกมาก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ อันที่จริงแล้วควรส่งผลทำให้ยีลด์ลดต่ำลงมา แต่ปรากฏว่ายีลด์พันธบัตรระยะยาวยังคงขึ้นกันไปอยู่ดี เขาบอกว่า นี่หมายความว่าความกดดันเวลานี้แรงกล้ามากจนกระทั่งสยบพลังเซอร์ไพรซ์ของข้อมูลเศรษฐกิจแต่ละตัวลงไปเลย พวกนักลงทุนกำลังอยู่ในอาการสอดส่องสะสางตลาดตราสารหนี้ไปทั่วเพื่อหารอยแตกร้าว ด้วยความกังวลว่าจะเกิดความแตกตื่นเกี่ยวกับฐานะของพวกแบงก์ระดับภูมิภาคอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2023 ซ้ำรอยขึ้นมาอีก ทั้งนี้ในคราวนั้นความแตกตื่นถูกจุดชนวนขึ้นมาจากการล้มครืนของธนาคารซิลิคอน แวลลีย์ แบงก์ (Silicon Valley Bank) [3]
การสะสางสอดส่องหารอยร้าวในตลาดตราสารหนี้ดังกล่าวนี้เอง กำลังส่งผลกระทบหนักหน่วงที่สุดต่อญี่ปุ่น โดยไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่แรงกดดันกำลังสะสมตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่ญี่ปุ่น และยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (Bank of Japan หรือ BOJ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น) ซึ่งทำตัวเหมือนกับเป็นตู้เอทีเอ็มระดับโลกชนิดหนึ่งด้วยแล้ว วิกฤตพันธบัตรญี่ปุ่นจึงอาจเป็นอันตรายสูงที่สุดยิ่งกว่าตลาดบอนด์อื่นๆ
เงินเยนกำลังถูกทดสอบมูลค่าแลกเปลี่ยนซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี ขณะเดียวกับที่ยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese government bond หรือ JGB) ก็พุ่งขึ้นสูงไปถึง 2.8% [4] การที่แดนอาทิตย์อุทัยมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นคือสาเหตุประการหนึ่งของเรื่องนี้ ส่วนสาเหตุอีกประการหนึ่งได้แก่ความรู้สึกในตลาดที่ว่า BOJ นั่นแหละอยู่เบื้องหลังการทำให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลขึ้นสูงเช่นนี้ ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะต้องเผชิญภาวะ stagflation (เศรษฐกิจไม่เติบโตพร้อมๆ กับที่อัตราเงินเฟ้อขึ้นสูง) เรื่องนี้เองได้ผลักดันให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ต้องส่งสัญญาณว่า เธอตกลงยอมรับเรื่องที่ BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างเร็วที่สุดคือในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินวันที่ 16 กันยายน ซึ่งถือเป็นการกลับหลังหันอย่างน่าตื่นใจจากเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ตอนที่เธอเรียกไอเดียการขึ้นดอกเบี้ยว่า เป็นความคิด “งี่เง่า”
พรรคลิเบอรัล เดโมเครติก ปาร์ตี้ (แอลดีพี) ของเธอ ได้มาถึงข้อสรุปซึ่งยอมรับทัศนะที่ว่า การปล่อยให้เงินเยนอ่อนตัว กำลังกลายเป็นการอิมพอร์ตอัตราเงินเฟ้อเข้ามาด้วยอัตรารวดเร็วเกินไปแล้ว ด้านทีมวิจัยของ BOJ เองก็เพิ่งตัดลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีประจำปีงบประมาณปัจจุบัน (เม.ย.2026 - มี.ค. 2027) ลงมาเหลือ 0.9% จากที่เคยให้ไว้ที่ 1.3% [5] ซึ่งก็คือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาเดียวกันซึ่งทีมวิจัยนี้คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.2% ไม่เพียงเท่านั้นยังมีคำเตือนว่าเงินเฟ้อมีความเสี่ยงจะสูงขึ้นไปอีกด้วยในเมื่อสงครามอิหร่านยังคงลากยาวไม่ยุติลงเสียที
ส่วนผสมดังกล่าวนี้ ซึ่งคืออัตราเงินเฟ้อวิ่งแซงหน้าอัตราค่าจ้างไปไกล มันก็คือภาวะ stagflation แบบคลาสสิก และกำลังเป็นตัวฉุดดึงคะแนนความยอมรับผลงานของ ทากาอิจิ ให้ตกต่ำลง จนเพิ่งลงต่ำกว่าระดับ 50% เป็นครั้งแรกไปแล้ว [6] การตอบโต้ของเธอคือพยายามที่จะผลักดันให้มีการตัดลดภาษีการบริโภค และการหาทางเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายสูงขึ้น กลิ่นของนโยบายด้านการคลังแบบผ่อนคลายลงที่โชยออกมานี้แหละ ซึ่งสร้างความหวาดผวาให้แก่ “กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธมิตร” (bond vigilantes) และขับดันให้ยีลด์ของ JGB พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ
(กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธมิตร bond vigilantes หมายถึงกลุ่มนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ร่วมกันเทขายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อประท้วงนโยบายการเงินการคลังที่พวกเขาเห็นว่าเสี่ยงทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือทำให้ประเทศมีหนี้สินสาธารณะล้นพ้นตัว การเทขายนี้มุ่งทำให้ราคาพันธบัตรลดลง และดังนั้นจึงทำให้อัตราผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างแรงบีบรัฐบาลให้ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแพงขึ้น จนอาจต้องยอมเปลี่ยนนโยบาย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Bond_vigilante)
แนวโน้มความเป็นไปได้ที่ BOJ กำลังขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ในเวลาเดียวกันนั้นรัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัยกลับผ่อนคลายนโยบายการคลัง –โดยที่สหรัฐฯกับญี่ปุ่นยังกำลังเข้าแทรกแซงตลาดอย่างพร้อมเพรียงเพื่อดันค่าเงินเยนให้สูงขึ้น—เหล่านี้ทำให้พวกเทรดเดอร์เงินตรามึนงงไม่แน่ใจว่ามันจะเอนเอียงไปทิศทางไหนกันแน่ นอกจากนั้นแล้วมันยังกำลังกลายเป็นการฟื้นคืนชีพความหวาดกลัวในเรื่อง จะต้องเทขายล้างพอร์ต “yen-carry trade” (“yen-carry trade” unwinding)
ทั้งนี้ระยะเวลา 27ปีที่ผ่านมา ซึ่ง BOJ ยืนอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของตนให้อยู่ในระดับใกล้ๆ 0% ได้ทำให้การกู้ยืมในสกุลเงินเยนมีต้นทุนที่ต่ำมากๆ และเรื่องนี้ก็ได้ทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนฐานะกลายเป็นชาติเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยพวกกองทุนทั้งหลายมองเห็นช่องทางหากำไรอย่างง่ายๆ ด้วยการกู้เงินเยนราคาถูก [7] (แล้วนำไปเปลี่ยนเงินตราสกุลอื่นๆ) จากนั้นก็เอาไปใช้ไล่ซื้อหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในที่อื่นๆ การซื้อขายเช่นนี้ที่ถูกเรียกชื่อว่า yen-carry trade ได้กลายเป็นหนึ่งในการเทรดซึ่งคับคั่งหนาแน่นที่สุดในตลาดทั่วโลก -- และดังนั้นจึงกลายเป็นหนึ่งในการซื้อขายซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะเกิดการเทขายล้างพอร์ตอย่างรุนแรง ในเวลาที่ค่าเงินเยนเกิดเปลี่ยนทิศทาง โดยที่บางทีในเวลานี้นี่แหละ อาจจะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงมากกว่าที่ผ่านมา
“การสู้รบขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เร่งรัดให้ต้องมีการทบทวนแก้ไขการคาดการณ์ของเราเกี่ยวกับอัตราเติบโตและอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่น” เป็นคำกล่าวของ เดบอราห์ ตัน (Deborah Tan) นักวิเคราะห์แห่ง มูดีส์ (Moody’s) โดยเธอบอกด้วยว่า เรื่องที่อัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นแต่ยังมีการใช้มาตรการสนับสนุนทางด้านการคลัง กำลังกลายเป็นการเพิ่มความสลับซับซ้อนให้แก่แรงกดดันที่มีต่อยีลด์ของพันธบัตร JGB
ตัว ทาเคอิจิ เองสมควรที่จะต้องแบกรับเสียงประณามบางส่วน จากการเกิดสถานการณ์อย่างในเวลานี้ขึ้นมา ก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอได้สั่นคลอนตลาดบอนด์ด้วยการพูดจาถึงการตัดลดภาษีลงมามากกว่าเดิม และการใช้แรงกระตุ้นผลักดันเศรษฐกิจที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นอีก -- อันเป็นแผนการที่นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าเธอ คือ ชิเกรุ อิชิบะ ได้เตือนเอาไว้แล้วว่าอย่าทำเช่นนั้นเลย ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 อิชิบะ แถลงว่า สภาวการณ์ทางการเงินของญี่ปุ่น “เลวร้ายยิ่งกว่าประเทศกรีซอีก” [8] โดยเขาชี้ถึงอัตราส่วนของหนี้สินต่อจีดีพีซึ่งขึ้นไปอยู่ที่ 260% และการมีฐานะเป็นประเทศที่จำนวนประชากรลดต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุดในโลกพัฒนาแล้ว
โคอิจิ ซูงิซากิ (Koichi Sugisaki) นักเศรษฐศาสตร์ของ มอร์แกนสแตนลีย์เอ็มยูเอฟจี (Morgan Stanley MUFG) เวลานี้ตั้งข้อสังเกตว่า ยีลด์ของพันธบัตร JGB ยังคงกำลังไต่สูงขึ้น “ถึงแม้พวกผู้มีส่วนร่วมในตลาดจำนวนมาก ถอยออกมาจากตลาดแล้วในช่วงวันหยุดยาวฤดูร้อน” เขากล่าวว่า ความเห็นต่างๆ ที่ เบสเซนต์ พูดออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ภายหลังสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นร่วมการแทรกแซงตลาดด้วยการเข้าซื้อเงินเยน ได้ทำให้ตลาดทั้งหลายเชื่อว่า BOJ น่าที่จะเพิ่มความเร็วของวัฎจักรขึ้นดอกเบี้ยของตน [9] เพื่อปกป้องค่าเงินสกุลนี้ –ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำไมทีมของเบสเซนต์ จึงสนับสนุนทางการเงินการแทรกแซงคราวนี้ด้วยการขายเงินยูโร ไม่ใช่เงินดอลลาร์
การที่ค่าเงินเยนซวนเซ ทำให้เบสเซนต์ต้องจับจ้องสนใจ ก็เนื่องจากเหตุผลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง กล่าวคือ ความปั่นป่วนของ JGB สามารถที่จะสาดกระเซ็นส่งความเสียหายเข้าไปในตลาดพันธบัตรคลังสหรัฐฯที่มีมูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองที่เป็นต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของพันธบัตรคลังสหรัฐฯ ด้วยยอดรวมเกือบๆ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเกิดวิกฤต JGB ขึ้นมา จึงอาจบังคับให้ญี่ปุ่นต้องเริ่มต้นการเทขายดอลลาร์ [10]
ดังนั้น ทีมกระทรวงการคลังสหรัฐฯของทรัมป์ จึงไม่ได้เร่งรีบเข้าไปช่วยเหลือโตเกียวให้พ้นจากภาวะอันตราย เพราะ “มิตรภาพ” อย่างที่ ทรัมป์ อวดอ้างหรอก แต่เนื่องจากมันเป็นความจำเป็นที่จะต้องทำ ขณะที่การรณรงค์ทำศึกอย่างเกรียงไกรของสหรัฐฯทั้งในด้านภาษีนำเข้าและด้านการทหาร คือการเติมเชื้อเพลิงให้แก่อัตราเงินเฟ้อของโลก วอชิงตันก็กำลังถูกเตือนให้ระลึกว่า ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาธนาคารกลางชาติเอเชีย คือผู้ถือครองหลักทรัพย์จำนองที่สหรัฐฯเองปล่อยออกมา ซึ่งทำให้สหรัฐฯมีความสามารถที่จะใช้จ่ายเกินตัวได้ต่อไป
ความกังวลทั้งเรื่องค่าเงินเยนญี่ปุ่นและค่าเงินหยวนของจีน กำลังทำให้เกิดกระแสพูดจากันเกี่ยวกับการรื้อฟื้นทำข้อตกลงค่าเงินตรา ในลักษณะของ ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ขึ้นมาอีก ถึงแม้แทบจะเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า สี จิ้นผิง ผู้นำของจีน จะต้องปฏิเสธไม่ยอมทำดีลแบบนี้
ข้อตกลงพลาซาแอคคอร์ดฉบับดั้งเดิมที่ทำกันเอาไว้เมื่อปี 1985 ซึ่งด้วยความยินยอมของญี่ปุ่น ได้ส่งผลให้ค่าเงินเยนพุ่งพรวด ถูกมองกันในปักกิ่งว่าคือการเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งภาวะเศรษฐกิจชะงักงันยาวนานหลายทศวรรษของญี่ปุ่น และดังนั้นจีนจึงไม่มีความสนใจใดๆ ที่จะเดินซ้ำรอยอย่างนั้นอีก อันที่จริงแล้วปักกิ่งกำลังผลักดันให้ค่าเงินหยวนสูงขึ้น [11] ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่แรงกดดันด้านเงินฝืดซึ่งแดนมังกรเผชิญอยู่ในเวลานี้ ปกติแล้วควรทำให้เงินตราของจีนอ่อนตัวลง –โดยสิ่งที่แดนมังกรทำอยู่ได้แก่การบริหารจัดการเงินตราสกุลนี้อย่างเข็มงวด ทั้งผ่านการกำหนดอัตราขึ้นลงประจำวัน และมาตรการควบคุมเงินทุน โดยที่ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่เงินหยวนจะเกิดการปรับค่าใหม่อย่างแท้จริงขึ้นมา ถ้าหากเงินตราสกุลนี้ยังคงไม่ได้กลายเป็นเงินตราที่สามารถแลกเปลี่ยนกับสกุลอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่
ทรัมป์เองกำลังเสนอแนวความคิดในการจัดทำสิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงมาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago Accord) [12] ทว่ากรอบโครงของข้อตกลงนี้ที่เขาพูดออกมานั้น คือความพยายามที่จะฟื้นคืนชีพระเบียบการค้าโลกซึ่งเวลานี้ไม่ได้ดำรงอยู่อีกต่อไปแล้ว ตลาดทั้งหลายอาจจะกำลังประเมินต่ำเกินไปแล้วในเรื่องที่ว่า สี มีช่องทางมากมายกว่าแค่ไหนในการต้านทานแรงกดดันจากภายนอก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ยาสุฮิโร นากาโซเนะ ของญี่ปุ่นมีอยู่ในช่วงทศวรรษ 1980 ส่วนสำหรับแดนอาทิตย์อุทัยนั้น ในเมื่อเพิ่งใช้ชีวิตผ่านพ้นผลพวงเลวร้ายของการยินยอมในครั้งนั้นมาหมาดๆ จึงแทบไม่มีความปรารถนาที่จะทำการทดลองเช่นนั้นซ้ำอีกหนหนึ่งหรอก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผนการทางการคลังของ ทากาอิจิ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการทำแบบนั้นขึ้นมาทีเดียว จึงโหมกระพือให้เกิดการนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาแห่งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรของ ลิซ ทรัสส์ ซึ่งแสนจะสั้นแต่อุดมด้วยความหายนะ [13] ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2022 ทรัสส์ พยายามผลักดันมาตรการหั่นลดภาษีโดยไม่มีแผนการหาเงินงบประมาณทดแทนมารองรับ แต่หวังพึ่งพาพวกเทรดเดอร์พันธบัตร จนจุดชนวนให้ตลาดพังครืน ซึ่งบังคับให้เธอต้องออกจากตำแหน่งหลังขึ้นมานั่งเก้าอี้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ มันควรเป็นเรื่องราวเตือนใจให้ระวังระไวสำหรับ ทากาอิจิ ขณะที่พรรคของเธอก็กำลังชั่งน้ำหนักที่จะลดภาษีโดยไม่มีรายรับทางอื่นมาชดเชย
บรูคส์ แห่ง บรูคกิ้งส์ พูดถึง JGB ว่า อยู่ในภาวะ “น่ากังวลใจอย่างล้ำลึก” พร้อมกับชี้ว่า ยีลด์ล่วงหน้าของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นประเภท 10 ปี กำลังไต่ขึ้นสูงในช่วง 10 วันทำการที่ผ่านมา ยิ่งกว่าในตลาดสำคัญๆ แห่งอื่นๆ ไม่ว่าแห่งไหน จากนั้นก็ติดตามมาโดยสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และอิตาลี ซึ่ง บรูคส์ มองเป็นภาพรวมว่า “ตลาดกำลังจับตาและโจมตีพวกจุดที่มีความเปราะบางสูงสุด”
ขณะที่เศรษฐกิจแดนอาทิตย์อุทัยกำลังตกต่ำย่ำแย่ลง ต้นทุนทางการเมืองของ ทากาอิจิ ก็อาจจะอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน –ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย, และกระทั่งเพียงแค่การหาทางนั่งอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก เก้าอี้ผู้นำทางการเมืองการบริหารของญี่ปุ่นตัวนี้ อยู่ในสภาพเป็นสมบัติผลัดกันชมซึ่งแต่ละคนมักอยู่กันได้แค่ปีเดียว [14] โดยนายกรัฐมนตรีแดนอาทิตย์อุทัยส่วนใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เมื่อพูดกันคร่าวๆ เป็นตัวเลขกลมๆ แล้วก็อยู่กันได้นานแค่นั้นแหละ มีเพียง ชินโซ อาเบะ คนเดียวเท่านั้นที่ถือเป็นข้อยกเว้น โดยสามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้เกือบๆ 8 ปี แต่แม้กระทั่งเขาก็ยังต้องยอมเก็บพับวาระทางเศรษฐกิจจำนวนมากของเขาเอาไว้ก่อน
นี่แหละคือกับดักที่ ทากาอิจิ เผชิญอยู่ เธอจำเป็นที่จะต้องอยู่ในตำแหน่งให้ได้นานกว่า 1 ปี ก่อนที่พรรคของเธอจะยินดีต้อนรับวาระที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่านี้ของเธออย่างเต็มที่ ทว่าสงครามอิหร่านและความไม่สามารถคาดเดาทำนายได้ของ ทรัมป์ ได้ผลักดันเธอให้ต้องยอมถอยกลับคืนสู่รากเหง้าทางอุดมการณ์ของเธอเรียบร้อยแล้ว ทำให้แทบไม่มีที่ทางหลงเหลือสำหรับการรับมือจัดการกับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่แฝงฝังอยู่ลึกลงไปของญี่ปุ่น
ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของแดนอาทิตย์อุทัย เธอคือผู้เบิกเบิกสร้างเส้นทางใหม่ที่แท้จริงคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในฐานะที่เป็นสานุศิษย์ผู้ผูกพันเหนียวแน่นคนหนึ่งกับยุทธศาสตร์ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการใช้แรงกระตุ้นจูงใจอย่างมโหฬารของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ช่วงปี 2012-2020 เธอจึงกำลังเสนอที่จะทำสิ่งเดียวกันในระดับที่เพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ณ จังหวะเวลาที่เรียกร้องต้องการอะไรที่ใหม่ๆ มากกว่านั้นเสียแล้ว
ปัญหาแกนกลางของ “อาเบะโนมิกส์” (Abenomics) ไม่เคยเป็นเรื่องคุณสมบัติความริเริ่มใหม่เอี่ยมของมันแต่อย่างใด --มันอยู่ในลักษณะเป็นบัญชีรายการก้าวเดินต่างๆ ที่ญี่ป่นควรต้องทำไปแล้วตั้งแต่ 1 ทศวรรษก่อนหน้านั้นเสมอมา แต่ถูกนำมาทำด้วยฝีก้าวที่เชื่องช้าอย่างยิ่ง การยืนกรานพยายามที่จะทำเรื่องนี้ต่อไปในเวลานี้ ในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นการทดสอบความอดทนของพวกนักลงทุนระหว่างประเทศ ผู้ซึ่งเพิ่งผลักดันให้ดัชนีหุ้นนิกเกอิ 225 ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ทะลุทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งแล้วในปีนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้ยีลด์ของ JGB พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
การที่ ทากาอิจิ มีความเอนเอียงไปในทางใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายมากขึ้น กำลังให้กำเนิดสิ่งที่ ยูซูเกะ มัตสึโอะ (Yusuke Matsuo) นักเศรษฐศาสตร์ของ มิซูโฮ ซีเคียวริตีส์ (Mizuho Securities) เรียกว่า “Takaichi trades” (การเทรดในยุคทากาอิจิ) [15] ซึ่งประกอบด้วย การวางเดิมพันทางข้างที่เงินเยนจะอ่อนตัวลง, เส้นกราฟแสดงอัตราผลตอบแทนของ JGB จะมีความชันเพิ่มมากขึ้น, และราคาหุ้นจะขยับสูงขึ้น แต่นั่นก็ทำให้เธอขัดแย้งไม่ลงรอยกับ BOJ ซึ่งยังคงแสดงความโน้มเอียงไปข้างใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น โดยที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา BOJ ที่นำโดยผู้ว่าการ คาซูโอะ อุเอดะ (Kazuo Ueda) ได้ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของตนไปอยู่ที่ 1.0% ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 31 ปี [16]
จากการที่ญี่ปุ่นกำลังไหลรูดลงสู่ภาวะ stagflation เนื่องจาก ทากาอิจิ ผลักดันให้มีการใช้จ่ายกันแบบตามสบายมากขึ้น ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงถูกไล่ต้อนมาอยู่ในจุดยืนซึ่งรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
อย่างที่ บรูคส์ เขียนเอาไว้ว่า “ญี่ปุ่นกำลังไม่เหลือที่ทางสำหรับการเคลื่อนไหวในด้านการคลังแล้ว และกำลังตกอยู่ในวิกฤตหนี้สิ้น แต่สภาพเช่นนี้กำลังถูกปกปิดอำพรางเอาไว้โดย BOJ ด้วยวิธีเข้าไปตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ให้สูงขึ้น ผ่านการเข้าไปกว้านซื้อหนี้รัฐบาล (ซึ่งก็คือพันธบัตรนั่นเอง) แต่เรื่องนี้ย่อมเป็นการสร้างแรงกดดันในทางทำให้ค่าเงินอ่อนลงต่อเงินเยน ขณะที่ตลาดพรีเมียมความเสี่ยง (risk premia markets โอกาสของการใช้กลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งหาประโยชน์จากพรีเมียมความเสี่ยง) ชนิดที่ตลาดปรารถนาจะเห็นนั้น กำลังถูกอำพรางกดทับเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ” เขาตั้งคำถามเอากับนักลงทุนทั้งหลายว่า “ถ้าหากคุณไม่สามารถได้รับพรีเมียมการชดเชยความเสี่ยงอย่างเพียงพอ ทำไมถึงยังอยู่ในตลาดญี่ปุ่นต่อไปอีก?”
เชิงอรรถ
[1] https://financialpost.com/pmn/business-pmn/bond-traders-keep-cointoss-wager-on-september-fed-hike-post-cpi
[2] https://www.usdebtclock.org/
[3] https://www.axios.com/2023/03/18/silicon-valley-bank-timeline?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=newsletter_axiosmacro&stream=business
[4] https://japannews.yomiuri.co.jp/news-services/reuters/20260513-327208/
[5] https://www.reuters.com/world/asia-pacific/japan-cuts-this-years-growth-outlook-higher-energy-costs-weigh-2026-07-30/
[6] https://www.japantimes.co.jp/news/2026/07/16/japan/politics/japan-pm-approval-rating-below-50/
[7] https://asiatimes.com/2024/08/carry-trades-and-financial-crises/
[8] https://www.japantimes.co.jp/news/2025/05/19/japan/politics/ishiba-rebuffs-tax-cuts/
[9] https://asiatimes.com/2025/11/how-low-will-takaichis-japan-let-the-yen-go/
[10] https://asiatimes.com/2026/08/us-japan-yen-intervention-is-also-a-tug-of-war/
[11] https://asiatimes.com/2026/06/chinas-currency-stance-could-cost-it-lost-decades/
[12] https://asiatimes.com/2025/04/mar-a-lago-accord-would-end-the-dollars-and-americas-reign/
[13] https://asiatimes.com/2025/12/tokyos-truss-moment-flirtation-augurs-poorly-for-takaichis-2026/
[14] https://japan.kantei.go.jp/past_cabinet/index.html
[15] https://economictimes.indiatimes.com/topic/takaichi-trades
[16] https://tradingeconomics.com/japan/interest-rate