xs
xsm
sm
md
lg

“ดร.ปิ่นแก้ว” ซัด “สมยศ” โพสต์ขอโทษเหมือนฟอกขาวความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องผัวเมีย เรียกร้องขบวนการแรงงานร่วมกันแบน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ดร.ปิ่นแก้ว” ชี้ “สมยศ” โพสต์ขอโทษ “คุณ A” เหมือนฟอกขาวความรุนแรงทางเพศให้กลายเป็นเรื่องผัวเมีย ชี้แม้จะอ้าง “ย้ายมาอยู่ด้วยกัน” แต่ไม่อาจลบล้างการถูกบังคับให้ยินยอมก่อนหน้านั้น เรียกร้องขบวนการแรงาน-ขบวนการประชาธิปไตยร่วมกันแบน ตัดวงจนอำนาจการล่าเหยื่อ


จากกรณีที่นายสมยศ พฤษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองอาวุโส โพสต์คำขอโทษกรณีถูกหญิงสาวนามสมมุติว่า “คุณ A” ออกมาเปิดโปงเรื่องพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ โดยนายสมยศอ้างว่าเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายหญิงยินยอมนั้น ล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Pinkaew Laungaramsri ว่า

คำขอโทษของสมยศเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะออกมาในลักษณะนี้ กล่าวคือ เป็นการเปลี่ยนประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมแบบ grooming ให้กลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เคยอยู่กินกัน ทะเลาะกัน และเลิกรากัน พูดให้ตรงกว่านั้นคือ เป็นการฟอกขาวความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องผัวเมีย

สิ่งที่เราไม่พบจากคำขอโทษคือ การยอมรับการใช้อำนาจในพฤติกรรม grooming ที่เป็นหัวใจของข้อกล่าวหา และเป็น pattern ที่ทำมานานนับทศวรรษ

ดิฉันขอแปล grooming ในบริบทของการล่วงละเมิดทางเพศว่าคือ “การล่าเหยื่อทางเพศ” หรือ “พฤติกรรมเชิงล่าเหยื่อทางเพศ” เพราะมันคือกระบวนการที่ผู้มีอำนาจมากกว่าค่อย ๆ สร้างความไว้ใจ ความผูกพัน และการพึ่งพา ผ่านการให้คำปรึกษา ให้งาน เปิดเครือข่าย รับส่ง ชื่นชม ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษหรือสำคัญ แล้วค่อย ๆ ขยับขอบเขตความสัมพันธ์ จนการปฏิเสธหรือถอนตัวทำได้ยากขึ้น

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าอายุ 25 กับ 64 ปีรักกันได้หรือไม่ แต่คือ ใครมีอำนาจเหนือใคร ใครเป็นผู้ให้โอกาส งาน เครือข่าย และสถานะ และใครต้องพึ่งพาใคร และการตั้งใจใช้อำนาจนั้น ก็เพื่อเป้าประสงค์ในความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่แรก
Grooming ทำให้คำถามเรื่อง consent ซับซ้อนขึ้น เพราะเสรีภาพในการพูดคำว่า “ไม่” ภายในกระบวนการที่ผูกเหยื่อเข้ากับความสัมพันธ์หลายระนาบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะหากการปฏิเสธอาจหมายถึงเสียงาน เสีย mentor เสียความไว้เนื้อเชื่อใจ เสียเครือข่าย หรือถูกทำให้รู้สึกว่ากำลังทรยศต่อขบวนการ ความยินยอมประเภทนี้ ถูกบีบให้เกิดขึ้นโดยที่เหยื่อรู้สึกไม่โอเค แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดี

การพูดว่า “ต่อมาเราย้ายมาอยู่ด้วยกัน” จึงไม่ได้ลบล้าง non-consent ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และไม่ได้พิสูจน์ย้อนหลังว่าการล่วงละเมิดไม่เคยเกิดขึ้น คนที่ถูก groom บางคน อาจรัก ชื่นชม ผูกพัน หรือยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ต่ออีกเป็นเวลานานได้ แต่ความผูกพันเหล่านี้ไม่ได้หักล้างการใช้อำนาจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า หรือจริงๆแล้ว มันเป็นเป้าหมายของการ groom ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

แต่ปัญหาของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว เพราะ grooming ไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถของผู้กระทำเท่านั้น มันต้องอาศัย สภาพแวดล้อมที่คุ้มครองผู้มีบารมี ด้วย

สังคมนักกิจกรรมช่วยปกป้องพฤติกรรมเช่นนี้ ด้วยการยอมให้ “คุณูปการต่อขบวนการ” อยู่เหนือการตรวจสอบ ด้วยการเปลี่ยนข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงทางเพศให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ด้วยการผลักภาระการระวังตัวไปไว้ที่ผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ และด้วยทำให้การพูดถึงความรุนแรงถูกมองว่าเป็นการทำลายขบวนการ

และแน่นอน ด้วยการเรียกร้องให้ผู้กระทำออกมาขอโทษ แล้วเมื่อเขาขอโทษ บอกว่าจะไม่ทำอีก (หมายถึงจะไม่เข้าใจผิดอีก?)ก็ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว

คำขอโทษประเภทนี้ ไม่เปลี่ยนอำนาจ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่ผู้ล่าเหยื่อมีในขบวนการ แม้แต่น้อย เป็นการขอโทษที่ปราศจากการถูกตรวจสอบ หรือ การเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้การละเมิดทางเพศจะเกิดขึ้นได้อีก การขอโทษประเภทนี้ ไม่ใช่ accountability แต่คือพิธีกรรมชำระล้างชื่อเสียงของผู้มีอำนาจ เพื่อให้กลับเข้าสู่พื้นที่เดิมได้อีกครั้ง

สำหรับดิฉัน อันเฟรนด์บุคคลนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน นั่นคือสิ่งที่ทำได้ในฐานะปัจเจก แต่สำหรับขบวนการแรงงานและขบวนการประชาธิปไตย คนที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และยังลดทอนสิ่งที่เกิดขึ้นให้เหลือเพียงปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ควรมีสถานะเป็นผู้นำ ไม่ควรเป็น mentor ไม่ควรเป็นผู้ให้โอกาส ไม่ควรเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าสู่เครือข่าย และไม่ควรมีอำนาจเหนือคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่เรื่องของการ “แบน” ใครเพราะความโกรธ แต่เป็นเรื่องของ การตัดวงจรอำนาจที่ทำให้การล่าเหยื่อจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก
ถ้าขบวนการยังเลือกปกป้องบารมีของคนรุ่นใหญ่ มากกว่าความปลอดภัยของคนที่อำนาจน้อยกว่า ขบวนการนั้นก็ไม่มีสิทธิอ้างว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับอำนาจนิยมอีกต่อไป